ปรับสมดุลย์ชีวิตเพื่อสร้างเสริมพลังกายพลังใจพร้อมวิธีบำบัดลดเครียด

ปรับสมดุลย์ชีวิตเพื่อสร้างเสริมพลังกายพลังใจพร้อมวิธีบำบัดลดเครียด จังหวะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมนุษย์ใน 24 ชั่วโมง หรือนาฬิกาชีวิตนั้น จะควบคุมการขับเคลื่อนกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น การปลุกให้ตื่น การทําให้รู้สึกง่วง รูปแบบของพลังงานชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล โดยมีการปรับให้เหมาะกับฤดูหนาวที่ช่วงกลางคืนยาวนาน และฤดูร้อนที่แสงอาทิตย์สดใส อิทธิพลจากธรรมชาติจะปรับเปลี่ยนชีวิตให้กลมกลืนประสานกับการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบพลังงานทั้งภายนอกและภายในร่างกาย

ปรับนาฬิกาชีวิต

ปรับนาฬิกาชีวิต

ในแต่ละปีจะมีช่วงเวลาของฤดูกาลต่างๆผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนกันมาตามธรรมชาติ โดยในแต่ละฤดูก็จะมีช่วงกลางวันหรือช่วงกลางคืนยาวนานไม่เท่ากัน เช่น ช่วงฤดูหนาว พระอาทิตย์จะขึ้นสายกว่าในฤดูร้อนหรือฤดูฝน หากเป็นไปได้ให้ลองใช้ชีวิตตามวงจรนาฬิกาธรรมชาติดูบ้าง เช่น ในฤดูหนาวให้ตื่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น ส่วนฤดูร้อนก็อาจตื่นเร็วขึ้น แล้วใช้เวลาในช่วงเช้าที่เหลือทําสมาธิหรือเล่นโยคะซึ่งจะเป็นโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

ให้คุณฝึกพิเคราะห์พลังชีวิต ด้วยการหลับตาลงแล้วพินิจไปทั่วร่างเพื่อดูระดับพลังงานในขณะตื่นและหลับ ก่อนทํางานและออกกําลัง ขณะนั่ง ยืน หรือนอน สังเกตว่ามีบริเวณใดฝึดติดหรือไม่ตอบสนอง ส่วนนิ้วมือ นิ้วเท้า คอ หน้าผาก ท้องมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง รู้สึกอึดอัดหรือเบาโล่ง อย่าเพิ่งสรุป แค่จําความรู้สึกเอาไว้ก่อน หลังจากออกกําลัง นั่งสมาธิ หรือฝึกโยคะแล้ว ลองสํารวจซ้ำอีกครั้งว่าการรับรู้ชัดเจนขึ้นไหม ส่วนที่ตึงเครียดคลายลงบ้างหรือไม่ มีส่วนใดที่กระฉับกระเฉงหรือมีพลังเพิ่มมาบ้างไหม

จากนั้นจึงฝึกหายใจเติมพลังด้วยการนอนหงาย มือวางไว้บนหน้าท้อง สํารวจความรู้สึกทั่วร่างกาย สูดลมหายใจเข้า จินตนาการว่าพลังธรรมชาติกําลังไหลเติมเข้าไปที่จุดกักเก็บพลังซึ่งอยู่ลึกลงไปในท้องน้อยของคุณ ใช้เวลาเติมพลัง 1-2 นาที จนรู้สึกเต็ม ในจังหวะหายใจออก ให้จินตนาการว่าพลังกักเก็บจากท้องน้อยถ่ายทอดมาถึงสุดปลายประสาทของมือเท้า สมอง รวมถึงส่วนอื่นของร่างกายที่อ่อนแรง เจ็บปวด มึนชา หรือไม่ตอบสนอง ทําเช่นนี้ 3-5 นาที แล้วหยุดพัก ประเมินอีกครั้งว่าเติมพลังแล้วรู้สึกเช่นไร

ในขณะเดินออกกําลังกาย ขี่จักรยาน หรือยกน้ำหนัก ให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพลังที่ตั้งต้นจากจุดศูนย์รวมบริเวณท้องน้อย ซึ่งสิ่งนี้เองสามารถแปรเปลี่ยนเป็นท่วงท่าและพละกําลัง ในทางการแพทย์จีนเรียกตําแหน่งที่เป็นบ่อเกิดหลักของพลังงานในร่างกายนี้ว่าจุดตันเถียน

คนส่วนใหญ่เมื่อเลือกตําแหน่งในชั้นฝึกออกกําลังแล้วก็จะยึดที่บริเวณนั้นเป็นที่ประจํา ในครั้งต่อไปให้ลองเปลี่ยนที่ดูบ้าง ถ้าเคยอยู่ข้างหลังก็ลองมาอยู่ข้างหน้า เคยอยู่ซ้ายก็เปลี่ยนเป็นขวา แล้วสังเกตด้วยว่าตําแหน่งส่งผลต่อระดับพลังงานหรือสมาธิอย่างไรบ้าง

ถ้ารู้สึกเชื่องซึมในช่วงบ่ายหรือหลังเลิกงาน ลองมาออกกําลังฟื้นฟูพลังกันสักนิด เช่น ออกเดินเร็วๆ หรือจ็อกกิ้งรอบตึก เพราะจะช่วยเพิ่มพละกําลัง ทําให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ในทางกลับกัน ร่างกายก็รับออกซิเจนและนําไปใช้ได้ดีขึ้นเช่นกัน ประสิทธิภาพในการใช้ออกซิเจนของร่างกายจะเสื่อมลงตามวัย แต่ก็สามารถชะลอได้หากเราดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี

หากต้องคร่ำเคร่งกับงานนานนับชั่วโมงจนหัวสมองชักจะมึนซื้อ ลองลุกขึ้น เดินถอยหลังสักสองสามก้าว เพื่อเป็นการปลุกเร้าสมองให้ตื่นตัวในการตอบสนองอีกครั้ง

นั่งสมาธิกลางแจ้งในขณะพระอาทิตย์ขึ้น โดยจินตนาการว่าได้รับพลังแห่งดวงอาทิตย์มาเติมเต็มแหล่งสะสมพลังชีวิตในตัวเพื่อไว้ใช้ในการดําเนินชีวิตตลอดทั้งวัน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา พบว่าการสูดกลิ่นอบเชยขณะขับรถ ช่วยสร้างความตื่นตัว หรือใช้วิธีหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นอบเชยสักสองหยดลงบนผ้าเช็ดหน้าไว้พกติดตัวยามเดินทาง

สร้างเสริมพลังกาย พลังใจ

สร้างเสริมพลังกาย พลังใจ

หลังสิ้นสุดการฝึกโยคะหรือนั่งสมาธิ ให้นอนหงายกับพื้น แยกขาให้กว้างกว่าช่วงสะโพก ปลายเท้าแบะออกตามสบาย กางแขนห่างจากลําตัว หงายฝ่ามือขึ้น หลับตาลงและจดจ่อกับลมหายใจ จนกระทั่งรู้สึกถึงความสงบ สร้างมโนภาพว่ามีแท่งชอล์กอยู่ข้างนิ้วโป้งเท้าซ้าย และกําลังจะวาดไปตามโครงรูปของตัวเราอย่างช้าๆ เริ่มจากด้านในของขาซ้ายไปจนรอบขาขวา มือขวา ศีรษะ และกลับมาบรรจบกับจุดเริ่มต้น จะเห็นภาพตัวเองนอนอยู่ในกรอบเส้นชอล์กที่ขีดล้อมไว้ซึ่งเราจะรู้สึก ปลอดภัยและพลังงานไม่รั่วไหล

มาดูดซับพลังสะสมจากแสงอาทิตย์ผ่านการกินเมล็ดทานตะวันสักหนึ่งกํามือ จะผสมลงในมูสลีหรือเอามาเคี้ยวเล่นเป็นของว่างแก้เบื่อก็ได้ เมล็ดทานตะวันเต็มไปด้วยวิตามินบี ช่วยให้ต่อมหมวกไตทํางานเป็นปรกติ (คนที่ต่อมหมวกไตทํางานได้ไม่ดีจะไม่ค่อยมีแรง)

หลังการนั่งทํางานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆหรือขับรถทางไกล อย่าลืมเติมพลังกลับคืนให้คอและหัวไหล่ด้วยการบีบนวดตัวเอง โดยเน้นตรงกล้ามเนื้อที่ตึงหรือเกร็ง เมื่อนวดเสร็จแล้ว ควรสะบัดมือคลายเส้นด้วย

  1. ใช้มือขวา บีบนวดไล่ลงไปจากด้านซ้ายของลําคอ ไหล่ซ้าย ลงมาที่ ต้นแขนซ้าย สลับนวดแบบเดียวกันนี้กับข้างขวา
  2. กํามือขวาหลวม ๆ ทุบเบา ๆ ที่ส่วนบนของไหล่ซ้ายและหลัง ทําซ้ําอีก รอบ โดยเปลี่ยนทํากับแขนอีกข้าง
  3. ประสานนิ้วมือ วางไว้ที่หลังท้ายทอย แล้วบีบนวดจากต้นคอไม่ไป ถึงหัวไหล่

เอาชนะความอ่อนล้าด้วยการออกกําลังเป็นการบรรเทาความอ่อนล้าทั้งกายและใจอย่างมีประสิทธิภาพทําให้อารมณ์ดีขึ้น จิตใจปลอดโปร่ง ไม่สําคัญว่าจะอยู่ในวัยใด หากยังรู้สึกอ่อนแรงหรือยิ่งออกกําลังก็ยิ่งหมดสภาพ ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปรกติซ่อนเร้นบางอย่าง เช่น โลหิตจาง โรคซึมเศร้า หรือต่อมไทรอยด์ทํางานผิดปรกติ

ถ้ามีปัญหาในการรวบรวมสมาธิ การพูดจาให้ชัดเจนตรงจุด หรือมักจะง่วงเวลาอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ ลองกินสมุนไพรสกัดจากไม้พุ่มออสเตรเลีย Bush Fuschia ที่มีสรรพคุณปรับสมดุลการทํางานของสมองสองซีก โดยหยดสมุนไพร 6 หยดผสมน้ำ อาจช่วยให้สมองประมวลข้อมูลและสื่อสารได้อย่างลื่นไหล

นักวิทยาศาสตร์ด้านการเคลื่อนไหวเชื่อว่าการไขว้สลับแขนขาทําให้สมองสองซีกได้ปรับสมดุล เป็นการฝึกประสานพลังกายเข้ากับพลังใจ รวมถึงขจัดความอ่อนล้าด้วย

ในท่ายืน วาดแขนขวาไปข้างหน้าเป็นวงกลมเหมือนการว่ายน้ำฟรีสไตล์ เมื่อขยับได้คล่องขึ้นแล้ว ให้งอเข่าซ้ายยกขึ้นแล้ววนเป็นวงกลมทั้งในทิศตามและทวนเข็มนาฬิกาไปพร้อมๆกับการวาดแขน จากนั้นทําซ้ำโดยสลับเป็นแขนซ้ายคู่กับขาขวาบ้าง และท้ายสุดซึ่งสําคัญมากคือวาดแขนแบบว่ายน้ำไปพร้อมกับเท้าอยู่กับที่ โดยแขนขาต้องเป็นคนละข้างกัน

บำบัดลดเครียด

บำบัดลดเครียด

เมื่อมีความเครียดหรือนอนหลับไม่ค่อยสนิท ลองกินเกลือ Kali Phos. วันละ 3-4 ครั้งอาจช่วยได้ เพราะมันจะช่วยฟื้นฟูกระบวนการใช้โพแทสเซียมและมีสรรพคุณบํารุงประสาทที่อ่อนล้า แต่หากหมดแรงจากการโหมงานหนักหรือนอนหลับไม่เพียงพอ ให้กิน Arnica ขนาด 30C วันละสองเวลา

ยามที่อ่อนล้าจนลุกจากเตียงแทบไม่ไหวทั้งๆที่มีสถานการณ์จําเป็นรออยู่ อาจต้องบําบัดด้วยสูตรฮอร์นบีม (hornbeam) แต่ถ้ารู้สึกอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรงจากการทํางานหักโหมเกินกําลัง ลองใช้สูตรบําบัดด้วยมะกอกน่าจะเหมาะ โดยหยดน้ำยา 2 หยดลงในน้ำหนึ่งแก้ว จิบวันละ 4 ครั้งหรือตามต้องการ

ถ้ารู้สึกว่าหมดเรี่ยวแรงหรือร่างกายอ่อนแอเต็มที่ให้ลองหันมาฝึกไท้เก๊กดู การร่ายรําที่ช้าและต่อเนื่องดั่งสายน้ำนี้จะช่วยเก็บรวบรวมพลัง และเป็นหนทางทะลวงตําแหน่งอุดตันของพลังในตัวเรา พลังชีวิตจึงไหลเวียนได้สะดวกทั่วร่างอีกครั้ง

ภาวะพร่องสารน้ำ เป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียที่พบบ่อยที่สุด หากรู้สึกว่าแม้จะดื่มน้ำเข้าไปมากแค่ไหนก็ยังอ่อนล้าทั้งผิวพรรณ ดวงตา ช่องคลอด และลําไส้ขาดความชุ่มชื้น ลองบําบัดแบบโฮมีโอพาธีสูตร Nat Mur ในขนาด 6C สามครั้งต่อวัน ติดต่อกันสักสองสามสัปดาห์ จะช่วยกระตุ้นร่างกายให้มีการปรับเปลี่ยนระดับสมดุลของน้ำ

ลองอ่านเนื้อความข้อนี้แบบถอยหลัง โดยเริ่มต้นที่บรรทัดล่างสุดแล้วอ่านย้อนขึ้นมา การทําเช่นนี้ในขณะอ่อนเพลียจะช่วยฟื้นฟูพลังได้เป็นอย่างดี

หัวโรดีโอลา โรเซีย มีสรรพคุณลดความเครียด บําบัดความอ่อนล้า ฟื้นฟูผู้ที่ร่างกายและจิตใจตกอยู่ในภาวะตึงเครียด กินครั้งละ 100-200 มิลลิกรัม วันละสามเวลา เมื่อกินไปได้สามเดือนก็ให้หยุดพัก 2 สัปดาห์ แล้ค่อยเริ่มต้นกินใหม่ ในกรณีที่อาการยังไม่ดีขึ้น (สตรีมีครรภ์ ระยะให้นม หรือผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนไม่ควรกิน)

โสมนิยมนํามาใช้บําบัดอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมานานนับศตวรรษ สารประกอบในโสมมีส่วนที่มีโครงสร้างเคมีใกล้เคียงกับฮอร์โมนเพศของคนเรา ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงสรรพคุณที่ทําให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า แนะนําให้ชงโสมดื่มแบบน้ำชา (ควรหลีกเลี่ยงในกรณีที่มีโรคประจําตัวหรือตั้งครรภ์)

อาการเหนื่อยล้าทางกายอาจเป็นสัญญานเตือนว่าได้เวลาเบาเครื่องแล้ว ควรสนใจกับสัญญาณดังกล่าวก่อนที่ร่างกายจะดับเครื่องเสียเอง เพราะได้รับเชื้อเนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ

รักษาจิตวิญญาณแห่งวัยเยาว์ให้เหมือนหนุ่มสาวด้วยการคิดสร้างสรรค์ กล้าทําสิ่งแปลกใหม่ ฉีกแนวตัวเองอยู่เป็นประจําโดยไม่กังวลว่าผลจะคุ้มค่าหรือไม่ก็ตาม วิธีดังกล่าวทําให้สมองและร่างกายคงความหนุ่มสาว และช่วยให้รู้สึกสุขภาพดีมีสุข ซึ่งมีผลต่อการมีชีวิตยืนยาวของผู้สูงอายุ การมองโลกสดใสช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจและพร้อมจะปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง และหากมองสิ่งต่างๆในแง่ดีก็เหมือนยิ่งมีภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย

ในแต่ละสัปดาห์ ให้ลองทําในสิ่งที่ต้องใช้ความกล้า เช่น คุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แช่น้ำเย็นจัดในชุดวันเกิด โทรศัพท์ไปให้กําลังใจผู้ป่วย สวมกระโปรงสั้น โทรหาคนที่แอบปิ๊งแล้วชวนเขาออกไปกินมื้อค่ำ เพื่อที่จะได้เพลิดเพลินไปกับตัวตนใหม่ๆของเราบ้าง

ลองงานอดิเรกใหม่ๆที่ต้องลงมือประดิดประดอย เช่น ปั้นดินเหนียว นวดแป้ง ถักนิตติ้งด้วยเข็มอ้วนกลม เย็บซ่อมแซมเสื้อผ้า หัดวาดรูปจากของจริง หรือเรียนหุ้มเบาะนวม ถ้าชอบเป็นศิลปินเดี่ยว เขียนอัตชีวประวัติ แต่งบทกวี หรือสเกตช์ภาพ ผลการวิจัยสนับสนุนว่าการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทําให้สุขภาพกายและใจดีขึ้น พัฒนาความจํา ลดความซึมเศร้า เพิ่มพลังชีวิตในผู้สูงวัย ผลงานที่ทําสําเร็จยังเสริมต่อความตั้งใจที่จะทําให้สําเร็จยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต

เป็นเรื่องธรรมดาที่บางคนจะหมกมุ่นอยู่กับอดีต ถ้ามีอดีตให้หวนคิดมากมาย ควรบําบัดด้วยดอกฮันนี่ซัคเคิล (honeysuckle) สูตรของบาค อาจช่วยให้คนที่มีทั้งอดีตอันแสนงดงาม หรืออดีตอันขื่นขมได้อยู่กับปัจจุบันอย่างเป็นสุข เหยาะ 2 หยดลงในน้ำหนึ่งแก้ว แล้วจิบวันละ 4 ครั้งหรือตามต้องการ

ยังฟังเพลงสมัยที่ตัวเองเป็นวัยรุ่นอยู่อีกหรืออย่างน้อยทุกๆสองเดือน หาซื้อซีดีเพลงของศิลปินที่ไม่รู้จักมาฟังสักหนึ่งแผ่น หรือจะดาวน์โหลดฟรีจากเน็ตก็ได้ ฟังอย่างน้อยห้ารอบ ถ้าติดใจก็ลองตามหาแผ่นผลงานเก่าๆของศิลปินคนนั้นหรือศิลปินคนอื่นๆในสังกัด ไม่ก็มีโปรดิวเซอร์คนเดียวกัน มาฟังเพิ่มปีละครั้ง จากนั้นมองย้อนกลับไปดูว่ารสนิยมในการฟังเพลงของเราพัฒนาไปถึงไหน

อาสาไปช่วยดูแลเด็กอนุบาลจะได้มองเห็นโลกอันบริสุทธิ์ผ่านมุมมองของเด็กวัยใส รื้อฟื้นความสนุกจากการละเลงสี ปั้นดิน เฝ้าดูพัฒนาการของลูกอ๊อด และมองดูเด็กๆทะเลาะกัน

ลองสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครดูบ้างเป็นการช่วยสร้างสีสันให้กับชีวิต ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่าผู้สูงอายุที่ช่วยงานสังคมเพียงสัปดาห์ละไม่ถึงชั่วโมงกลับมีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทํา

“คุณมีหน้าตาตัวตนอย่างไรก่อนที่พ่อกับแม่ของคุณจะพบกัน” นี่เป็นตัวอย่างคําถามของศาสนาพุทธนิกายเซน เป็นคําถามเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่ไม่อาจหยั่งรู้ ไร้ซึ่งคําตอบ และมีไว้ให้ครุ่นคิดอย่างสงบ คล้ายคลึงกับการทําสมาธิ โดยพินิจถึงเรื่องตรงข้ามกับสิ่งที่ปรากฏชัดแจ้ง ลองไม่ต้องใช้สติปัญญาหรือความรู้ที่ศึกษามา แต่ให้ใจเปิดกว้างรับความเป็นไปได้ทั้งมวล เป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ คิดตามสัญชาตญาณ เบิกบานกับมุมมองใหม่ๆ ลองครุ่นคิดถึงความลี้ลับของธรรมเนียมปฏิบัติในทางศาสนา เช่น ปาฏิหาริย์แห่งพระเยซู ตํานานของนัสรุดิน