ความเชื่อผิดๆของประโยชน์และโทษของไขมันประเภทต่างๆ

กินไขมันมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพ นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล การกินอาหารมันๆก่อให้เกิดคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดงซึ่งนําไปสู่การอุดตันและหัวใจวายเฉียบพลันในที่สุด ไขมันเหล่านี้ยังสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายและทําให้เราอ้วน คอเลสเตอรอลมักถูกมองเป็นผู้ร้ายในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน่วยวัดแรกของไขมันในเลือดที่หมอตรวจวัดได้ คอเลสเตอรอลจึงกลายเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ ฟังดูเป็นเรื่องง่ายตรงไปตรงมาที่หมอใช้บอกคนไข้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และยังคงดําเนินต่อไป แต่โชคร้ายที่มันเป็นเพียงแค่เรื่องเล่า คอเลสเตอรอลถูกวางตัวเป็นอาชญากรร้าย ทั้งที่ไม่เคยเป็น ไขมันในอาหารบางประเภทไม่เพียงดีต่อร่างกาย แต่ยังจําเป็นต่อร่างกายเสียด้วยซ้ำ

น้ำหนักตัวของเราประกอบด้วยไขมันหนึ่งในสาม และเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากไขมัน แต่คําว่า fat และการนําคํานี้มาใช้เป็นเรื่องที่ชวนสับสน เช่นเดียวกับที่คํานี้ใช้เป็นคําสามัญแทนคําว่า obese (อ้วนเกิน) และ wide (อ้วนเผละ) และในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการอ้วนลงพุงเพราะเบียร์ (beer belly) ก็มีการนําคํานี้มาใช้ในเชิงวิทยาศาสตร์ยิ่งขึ้น ไขมันเป็นคําที่ใช้กับสารใดๆก็ตามที่ประกอบด้วยกรดไขมันซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นโครงสร้างสําคัญของเซลล์และการดํารงชีวิตของเรา

กลุ่มของกรดไขมันที่รวมกันเป็นไขมันจะเรียกว่า “ลิพิด” (lipid) ซึ่งเป็นคําเรียกที่เฉพาะยิ่งขึ้น และเป็นคําที่ถูกหยิบยกมาอ้างถึงเวลาเราใช้คําว่า “ไขมัน” ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับการกินอาหารหรือเลือด ไขมันไม่ละลายในน้ำหรือเลือด โดยหลักแล้วจะผลิตและเก็บสะสมไว้ในตับ แล้วจึงถูกส่งไปทั่วร่างกายโดยเกาะกับโปรตีนในเลือด ไขมันมีหลากหลายรูปทรงและขนาดสําหรับใช้ซ่อมแซมเซลล์และจัดหาพลังงานให้อวัยวะสําคัญอย่างเช่นสมอง มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหากปราศจากไขมัน และเมื่อเราขาดไขมันในอาหาร ตับของเราก็จะพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างไขมันขึ้นมา

เมื่อลิพิดถูกเชื่อมเข้ากับโปรตีนก็จะเรียกว่า “ไลโปโปรตีน” (lipoprotein) ซึ่งมีประโยชน์และน่าสนใจมากขึ้นกว่าคอเลสเตอรอล เมื่ออยู่ในรูปของไลโปโปรตีนก็จะสามารถตรวจวัดอย่างแม่นยําได้ในเลือด ซึ่งแสดงผลเป็น high-density lipoprotein (HDL) หรือ low-density lipoprotein (LDL) ทั้งสองจะส่งคอเลสเตอรอลไปทั่วร่างกาย แอลดีแอล (LDL) เป็นผู้ร้ายที่ปล่อยหยดลิพิดเล็กๆให้ไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด นําไปสู่การก่อตัวของคราบไขมันในหลอดเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง

หากตับผลิตเอชดีแอล (HDL) มาก ซึ่งเปรียบเสมือนพระเอก ลิพิดส่วนใหญ่ของร่างกายก็จะถูกลําเลียงไปยังอวัยวะที่หมายอย่างปลอดภัยและถูกกําจัดโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียใดๆ ลิพิดที่ประกอบขึ้นจากกรดไขมันสายสั้น โดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติเป็นของเหลว (น้ำมัน) และเมื่ออยู่ในรูปของกรดไขมันสายยาวก็จะมีคุณสมบัติเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง (ไขมัน)

ความผิดพลาดใหญ่หลวงเกี่ยวกับ “คอเลสเตอรอล”

ความเชื่อผิดๆของประโยชน์และโทษของไขมันประเภทต่างๆ

เหตุผลที่ค่าคอเลสเตอรอลเป็นค่าบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก (ยกเว้นในบางกรณี) เพราะค่าดังกล่าวเป็นค่ารวมของทั้งไขมันดีและไขมันไม่ดีซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน ค่าคอเลสเตอรอลสูงมักบ่งชี้ถึงปัญหา เพราะโดยเฉลี่ยแล้วมักมาจากไขมันไม่ดีมากกว่าไขมันดี อย่างไรก็ตาม ค่าดังกล่าวยิ่งมีประโยชน์น้อยลงอีกในผู้หญิงและในผู้สูงอายุ ค่าคอเลสเตอรอลสูงกลับช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อย่างน่าประหลาด ค่าเอชดีแอลและแอลดีแอลซึ่งเป็นตัวลําเลียงคอเลสเตอรอลไปทั่วร่างกายถูกนํามาใช้เป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถวัดค่าแอลดีแอลได้โดยตรงก็ตาม

ตัวบ่งชี้ที่ดีกว่าที่ใช้วัดปริมาณไขมันในร่างกายที่มีความเสี่ยงสูงก็คือโปรตีนลําเลียงคอเลสเตอรอลที่ชื่อว่า ApoB (apolipoprotein B) ซึ่งมักนําคอเลสเตอรอลไปปล่อยไว้ผิดที่ และเปิดช่องให้ไขมันก่อตัวเป็นคราบในหลอดเลือดจนสร้างความเสียหายต่อร่างกาย ดังนั้นค่ารวมของคอเลสเตอรอลที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายจึงไม่ใช่เรื่องสําคัญอย่างที่เราเคยเชื่อกัน แต่ตําแหน่งที่คอเลสเตอรอลไปสะสมอยู่ต่างหากที่สําคัญ และสิ่งนี้แตกต่างกันมากในแต่ละคน ปัจจุบันแพทย์โรคหัวใจส่วนใหญ่ใช้ค่า Ap0B เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรค แต่ค่าใช้จ่ายในการตรวจนั้นแพงกว่า และคนส่วนใหญ่ยังให้ความสําคัญกับค่าคอเลสเตอรอลในเลือดมากกว่า

ไขมันเป็นสารอาหารหลักในอาหารและมีหลากหลายรูปแบบ ปริมาณไขมันรวม (total fat) มักเป็นสิ่งแรกที่เราอ่านบนฉลากอาหาร แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนักหรอก เพราะมันอาจดีหรือไม่ดีต่อคุณก็ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของไขมัน ที่รู้จักกันดีที่สุด เช่น ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และไขมันทรานส์ อันที่จริงไขมันอิ่มตัวมีอย่างน้อย 24 ชนิด ซึ่งมักถูกพูดถึงรวมๆ บนฉลาก นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมาโดยตลอดว่าเรารู้ว่าไขมันชนิดไหนดีและชนิดไหนไม่ดี แต่ความจริงแล้วเราไม่รู้เลย

เมื่อเรียงลําดับรายชื่อไขมันไล่ลงมาจากไขมันที่เราเคยคิดว่าดีไปยังไขมันที่น่าจะไม่ดีต่อสุขภาพ ตามหลักแล้ว ไขมันที่อยู่ในอันดับต้นๆก็คือไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เป็นกรดไขมันจําเป็นที่ได้จากอาหาร ซึ่งหลักๆแล้วก็คือปลาที่อุดมด้วยไขมันจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และจากพืชอย่างเช่นเมล็ดแฟลกซ์ ทั้งยังอาจมีประโยชน์ต่อหัวใจในการช่วยลดไขมันและอาการอักเสบ (ซึ่งกดปฏิกิริยาของร่างกายในการต่อต้านการติดเชื้อ) ไขมันชนิดนี้ยังเป็นที่ยกย่องอย่างกว้างขวางในแง่ที่ส่งผลดีสําหรับภาวะโรคต่างๆ เช่น โรคความจําเสื่อม สมาธิสั้น และข้ออักเสบ

ที่น่าสับสนก็คือ ไขมันโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นไขมันอีกชนิดที่คล้ายกันมากก็เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเช่นกัน โดยพบในน้ำมันพืชส่วนใหญ่และถั่วเปลือกแข็ง ทั้งยังมีในเนื้อสัตว์ติดมัน ปลาบางชนิดที่เลี้ยงในฟาร์มด้วยถั่วเหลืองและข้าวโพด แต่ตรงข้ามกับลูกพี่ลูกน้องโอเมก้า 3 ที่มีชื่อเสียงขาวสะอาด ไขมันโอเมก้า 6 มีชื่อเสียงที่ไม่ดีในประเด็นเรื่องสุขภาพหัวใจ เชื่อกันว่าการได้รับอัตราส่วนของไขมันโอเมก้า 3 ต่อไขมันโอเมก้า 6 ในระดับสูงในอาหารเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ข้อชี้แนะนี้มาจากงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ที่มีเหตุผลแต่ค่อนข้างอ่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการให้โอเมก้า 3 เสริมอาหารในการทดลองแบบสุ่ม กลับไม่พบประโยชน์ที่เห็นชัดเจน และผลดังกล่าวยังได้รับการยืนยันจากงานวิเคราะห์เชิงอภิมานของการศึกษาเชิงสังเกตการณ์ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโอเมก้า 3 ไม่มีประสิทธิผลที่แน่ชัดหรือก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด อันที่จริงแล้วในงานวิจัยที่ทําร่วมกันหลายประเทศพบว่าการมีระดับไขมันโอเมก้า 6 ในเลือดสูงอาจส่งผลดีต่อหัวใจมากกว่าโอเมก้า 3 ด้วยซ้ำ ดังนั้นกระแสโฆษณาโอเมก้า 3 เสริมอาหารและการตั้งหน้าตั้งตายัดเยียดน้ำมันปลาให้เราจนลดคุณค่าของโอเมก้า 6 จึงเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุ

งานวิจัยจากนิวซีแลนด์ในปี 2015 ซึ่งตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 32 ยี่ห้อ พบว่ามีผลิตภัณฑ์ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่มีปริมาณโอเมก้า 3 ตามที่กล่าวอ้าง ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มีปริมาณโอเมก้า 3 น้อยกว่าที่ระบุไว้มาก สิ่งนี้แสดงให้เห็นในงานสํารวจก่อนหน้าซึ่งทําขึ้นในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา และแอฟริกาใต้เช่นกัน คุณจึงควรระมัดระวังให้ดี อย่าเชื่อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากนัก เพราะน้ำมันปลาเสริมอาหารที่ได้รับการตรวจสอบส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนประกอบตาม ที่อ้างไว้ อย่างไรก็ตาม ไขมันทั้งสองชนิดนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อเราอย่างน้อยก็ในฐานะที่เป็นอาหาร

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวโดยมากแล้วมาจากน้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลาซึ่งสกัดจากเมล็ดเรพสีด (rapeseed) แม้จะมีคุณประโยชน์เด่นชัด แต่หลักฐานที่สนับสนุนก็ยังแตกต่างกันไป โดยน้ำมันมะกอกดูเหมือนจะดีกว่ามาก ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (บางครั้งเรียกว่า DURA) พบในน้ำมันพืชตามธรรมชาติ และจัดว่าค่อนข้างเป็นกลางหรือช่วยปกป้องสุขภาพ แต่คํากล่าวอ้างที่บอกว่ามาร์การีนที่มีไขมันชนิดนี้จะช่วยปกป้องหัวใจเป็นคํากล่าวเกินจริงและไม่มีหลักฐานสนับสนุน

ไขมันอิ่มตัวได้จากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งเดิมที่แล้วก็ถูกตีตราว่าเป็นไขมันตัวร้ายขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของไขมัน ไขมันอิ่มตัวยังแบ่งย่อยออกไปอีกเป็นไตรกลีเซอไรด์สายกลาง (medium-chain triglyceride: MCTs) ในน้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว น้ำมันเหล่านี้ถูกนํามาใช้อย่างกว้างขวางในประเทศอย่างศรีลังกาและซามัว ที่ซึ่งประชากรบริโภคไขมันอิ่มตัวสูงที่สุดในโลก คิดเป็นกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ของแคลอรีรวม

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อสุขภาพ แม้จะมีการโหมโฆษณาและการสนับสนุนในเชิงการค้าให้ใช้น้ำมันมะพร้าวมากขึ้นเรื่อยๆก็ตาม ปัญหาหลักก็คือเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าไขมันอิ่มตัวชนิดนี้มีประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพกันแน่ เว็บไซต์ที่สนับสนุนอ้างว่ามีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว แต่เอาเข้าจริงๆแล้วเราพบว่างานวิจัยส่วนใหญ่เหล่านั้นไม่ถูกต้องตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และบางงานก็เป็นของปลอม

ไขมันทรานส์ (หรือเรียกอีกอย่างว่า hydrogenated fat) เป็นไขมันที่เลวร้ายที่สุด และเนื่องจากเป็นไขมันที่ได้จากการสังเคราะห์ล้วนๆ จึงพบเฉพาะในอาหารแปรรูปหรืออาหารทอด เดิมเคยได้รับการยอมรับให้เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพสําหรับใช้แทนเนย

คอเลสเตอรอล เป็นไขมันที่ฉายเดี่ยวบนฉลากโภชนาการในสหรัฐอเมริกาและในหลายๆประเทศ โดยระบุไว้ใต้ไขมันชนิดอื่นๆเพื่อให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงมัน รวมถึงผลเสียที่อันตรายถึงชีวิต แต่การให้ความสําคัญกับคอเลสเตอรอลในอาหารเป็นเรื่องที่เสียสติ เพราะหากเทียบกันโดยสัดส่วนแล้ว คอเลสเตอรอลในอาหารที่ “ดีต่อสุขภาพ” อย่างเช่น กุ้งมังกร เนื้อปู หรือน้ำมันปลา มีมากกว่า คอเลสเตอรอลในมันหมู เนื้อวัว หรือเนื้อหมู ซึ่ง “ไม่ดีต่อสุขภาพ” ถึงเกือบสามเท่า ไข่ก็อัดแน่นไปด้วยคอเลสเตอรอลเช่นกัน และหลายคนก็เลิกกินไข่ในช่วงหลายสิบปีก่อนเพราะคําแนะนําผิดๆที่บอกให้หลีกเลี่ยงคอเลสเตอรอลในทุกกรณี

คอเลสเตอรอลเป็นไขมันที่ซับซ้อนและอันที่จริงแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย คอเลสเตอรอลประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์เกิดจากการสังเคราะห์ขึ้นเองภายในร่างกาย และอีกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ได้จากอาหาร คอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบหลักของวิตามินและฮอร์โมนที่สําคัญหลายชนิด ทั้งยังช่วยปกป้องและหล่อเลี้ยงผนังเซลล์ด้วย แต่เพราะผลเลือดที่ตรวจหาคอเลสเตอรอลได้ง่ายๆและการรณรงค์ที่ไม่เข้าท่า คอเลสเตอรอลจึงมีชื่อในทางที่ไม่ดี

ไขมันกลายเป็นผู้ร้ายตั้งแต่เมื่อไหร่

ความเชื่อผิดๆของประโยชน์และโทษของไขมันประเภทต่างๆ

การรณรงค์ต่อต้านไขมันริเริ่มขึ้นในหลายแหล่ง แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงคืออเมริกา เหตุผลหนึ่งมาจากกรณีอันโด่งดังที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ประสบภาวะหัวใจวายและตามมาด้วยความพยายามของเขาในการรับประทานอาหารสุขภาพที่มีคอเลสเตอรอลต่ำ แต่การปรับอาหารนี้ไม่ได้ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดเขาเลย หรือแม้กระทั่งอาการหัวใจวายซึ่งเป็นสาเหตุของการถึงแก่อนิจกรรมของเขาในเวลาต่อมา

แอนเซล คียส์ นักระบาดวิทยาชาวมินนิโซตาคือหัวแรงหลักที่ผลักดันการรณรงค์ครั้งนี้ เขาเป็นที่รู้จักจากการประดิษฐ์กล่องเสบียงที่เรียกว่า K-rations ให้แก่กองทัพสหรัฐฯในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาไปใช้เวลาช่วงวันหยุดพักในสหราชอาณาจักร และไม่ชอบใจอาหารอังกฤษที่มีแต่ไขมัน ซึ่งเขารู้สึกว่าส่วนใหญ่มีแต่ปลาชุบแป้งทอดกับมันฝรั่งทอดมันๆห่อในกระดาษหนังสือพิมพ์ ไส้กรอกกับมันบด หรือไม่ก็ไข่กับเบคอน เขาสังเกตว่าคนอังกฤษรวยๆที่มีกินเหลือเฟือก็ไม่ต่างจากคนรวยชาวอเมริกันคือเริ่มเดินไปสู่ความตายจากภาวะหัวใจวาย เขากลับมายังสหรัฐฯและตั้งใจที่จะหาทุนเพื่อทํางานวิจัยยืนยันสมมติฐานของเขา

กุญแจหลักของทฤษฎีของเขามาจากงานวิจัยอันโด่งดังที่ชื่อ Seven Countries ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเกิดโรคหัวใจกับไขมันในอาหาร โดยทําขึ้นในเจ็ดประเทศ ตั้งแต่ญี่ปุ่นซึ่งมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยมาก ไปจนถึงอังกฤษและสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอัตราการเกิดโรคสูง ความสัมพันธ์ที่เขาค้นพบชวนให้เชื่อถือมากและบทสรุปก็ชัดเจนว่าปริมาณไขมันในอาหารมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงของโรคหัวใจวาย อันที่จริงแล้วเขาศึกษาข้อมูลจาก 22 ประเทศ และผลสรุปที่ได้ก็ไม่ได้น่าเชื่อถือ (หรือไม่ได้เผยแพร่อย่างกว้างขวาง) เท่ากับข้อมูลก่อนหน้า แต่ไม่ว่า จะอย่างไร การวัดคุณค่าในอาหารไม่ใช่เรื่องที่ทําได้ง่ายๆ งานวิจัยนี้สร้างผลกระทบครั้งสําคัญต่อวงการสื่อ รวมทั้งความคิดเห็นทางการแพทย์และการรับรู้ของมวลชน จากนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อลดการบริโภคไขมัน

งานวิจัยเชิงสังเกตการณ์อื่นๆก็ยืนยันแนวคิดเรื่องการต่อต้านไขมัน โครงการวิจัยขนาดใหญ่ในกลุ่มประชากรซึ่งต่อมาเรียกว่า China Study ได้รวบรวมข้อมูลมากมายมหาศาลเกี่ยวกับการกินอาหารของผู้คนใน 65 อําเภอ และ 120 หมู่บ้านชนบทของจีนช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศยังยากจน และจักรยานเป็นพาหนะหลักที่ใช้ในการเดินทาง พวกเขาเปรียบเทียบอาหารในแต่ละอําเภอ รวบรวมในช่วงสองสามปีก่อนหน้ากับอัตราของโรคในขณะนั้นกว่า 50 โรค รวมทั้งค่าบ่งขี้ในเลือดอย่างละเอียด

การวิจัยพบว่าพวกเขามีปริมาณไขมันในอาหารและคอเลสเตอรอลในเลือดน้อยกว่าปริมาณที่พบในชาวอเมริกันถึงครึ่งหนึ่ง และโรคที่เป็นกันมากที่สุดในประเทศตะวันตก เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง ก็แทบไม่พบเลยในประเทศจีน

คอลิน แคมป์เบลล์ และทีมงานของเขาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ผู้ดําเนินงานวิจัย China Study เชื่อว่าการที่อาหารของชาวจีนไม่มีโปรตีนจากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งเต็มไปด้วยไขมัน ทั้งชาวจีนยังบริโภคผักปริมาณมาก เป็นเหตุผลที่ทําให้ไม่พบการเกิดโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจ ข้อสรุปของงานวิจัยนี้คือ เราควรกินผักและงดเนื้อสัตว์รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้นําไปสู่การ สนับสนุนให้เกิดกระแสการกินมังสวิรัติซึ่งขัดแย้งกับกระแสการกินแบบแอตกินส์ ที่เน้นโปรตีนสูง หนังสือ The China Study ของแคมป์เบลล์กลายเป็นหนังสือขายดีทั่วโลก มีข่าวว่าประธานาธิบดี บิล คลินตัน ลดน้ำหนักได้ 9 กิโลกรัมเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้หลังจากป่วยด้วยโรคหัวใจ

นักวิจัยเรื่องไขมันในช่วงแรกค้นพบครอบครัวพิเศษบางครอบครัวที่มีค่าคอเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าระดับปกติถึงเท่าตัว และสมาชิกในครอบครัวมักเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อยหรือในวัยกลางคน ความผิดปกติของครอบครัวเหล่านี้ถูกอธิบายในภายหลังว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า ภาวะไขมันในเลือดสูง (hypercholesterolaemia) อันเนื่องมาจากยืนที่ผิดปกติ และพวกเขาต้องรับประทานอาหารปราศจากไขมัน ผู้ป่วยที่พบได้น้อยเหล่านี้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่างคอเลสเตอรอลในเลือดกับโรคหัวใจ หากคุณลดคอเลสเตอรอลลงสู่ระดับปกติด้วยอาหารและยา อัตราเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก็จะลดลงอย่างมีนัยสําคัญ ส่วนในประชากรอีก 99 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงจะทําให้คอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และสันนิษฐานว่าน่าจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจด้วย ด้วยเหตุนี้ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของคอเลสเตอรอลจึงยิ่งถูกตอกย้ำมากขึ้นอีก

บทสรุปง่ายๆที่ว่า “ไขมันเป็นอันตรายถึงชีวิต” แพร่สะพัดไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว และอาหารของเราก็เปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายลง อาหารของเราขาดความหลากหลาย ทั้งยังทําให้เราขาดสารอาหารมากมายด้วย แต่ดังที่เราได้เห็นแล้ว ไขมันในอาหารมีหลายรูปแบบ บางชนิดก็ดี บางชนิดก็ไม่ดี และบางชนิดก็เลวร้าย ดังนั้นก่อนที่คุณจะเอื้อมไปหยิบสินค้าที่ระบุว่า “ปราศจากไขมัน” อย่างที่เคยทํามาเสมอ จะเป็นการดีกว่าที่จะเรียนรู้เรื่องไขมันให้มากกว่านี้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet