“จุลินทรีย์” สิ่งมีชีวิตนับล้านที่ไม่ได้มีชื่ออยู่บนฉลากอาหาร

“จุลินทรีย์” สิ่งมีชีวิตนับล้านที่ไม่ได้มีชื่ออยู่บนฉลากอาหาร

พูดถึงสิ่งมีชีวิตคู่กายที่ทําสิ่งต่างๆร่วมกับเราไม่ว่าจะกินหรือทํากิจวัตรต่างๆ ไปไหนมาไหนกับเรา เติบโตไปกับเราจนรู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ทั้งเรายังปกป้องมันด้วย คุณคงคิดว่าเรากําลังพูดถึงหมาหรือแมวแสนรักของคุณ แต่จริงๆแล้วเรากําลังพูดถึงบางสิ่งที่เล็กกว่านั้นเป็นล้านๆเท่าและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าต่างหากล่ะ

จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตยุคบุกเบิกที่จัดว่าเป็นผู้อยู่อาศัยชุดแรกบนโลก เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรามักมองข้ามและไม่เห็นความสําคัญ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เล็กเกินกว่าที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เราต่างก็คิดว่าจะพบมันได้ตามที่สกปรกและตามตัวสัตว์ที่สกปรก แต่อันที่จริงแล้วร่างกายของเรามีจุลินทรีย์กว่า 100 ล้านล้านตัวอาศัยอยู่ เฉพาะที่อยู่ในลําไส้ก็คิดเป็นน้ำหนักได้เกือบสองกิโลกรัม พวกเราส่วนใหญ่รู้จักมันอย่างใกล้ชิดที่สุดก็แค่ตอนที่มีอาการอาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อซาลโมเนลลา (salmonella) ในเนื้อไก่ที่ย่างไม่สุกดี หรือเชื้ออี. โคไล (E. coli) ในเนื้อเคบับมื้อดึก

นอกเหนือจากช่วงเวลาเหล่านี้แล้ว เราก็มักคิดเอาเองจากความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่ว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่ดูไม่สลักสําคัญเหล่านี้ไม่น่าจะส่งผลต่อร่างกายอันทรงพลังของเราได้ และนั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์

ฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1676 แอนตัน เลเวินฮุก เผลอหลับเพลินอีกครั้ง กว่าจะตื่นฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว เสียงจ้อกแจ้กดังมาจากถนนเดลฟ์เบื้องล่าง เขาทําการทดลองครั้งใหม่จนถึงดึกดื่นเมื่อคืนก่อนและยังรู้สึกเพลียอยู่ แต่ก็เบิกบานใจมากกับการค้นพบล่าสุดของตน แอนตันใช้กล้องจุลทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์เองเพื่อค้นคว้าว่าทําไมพริกถึงมีรสเผ็ด แต่เขากลับพบบางสิ่งเข้าโดยบังเอิญซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่า

แอนตันเป็นพ่อค้าขายผ้าและเป็นคนขี้สงสัยในเรื่องต่างๆถึงขั้นหมกมุ่น แอนตันยังมีฟันเต็มปากซึ่งต่างจากเพื่อนๆส่วนใหญ่ของเขา ทั้งเขายังพิถีพิถันในการทําความสะอาดฟันทุกวัน ขั้นแรกเขาใช้เกลือเม็ดขัดฟันแรงๆ จากนั้นก็ใช้ไม้จิ้มฟันแล้วบ้วนปาก ตามด้วยการใช้ผ้าชนิดพิเศษขัดถูฟันอีกครั้ง

วันนี้เขาตรวจฟันอย่างสนใจใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งด้วยแว่นขยาย เพื่อสังเกตคราบเหมือนแป้งสีขาวๆ (ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าคราบจุลินทรีย์ (plaque)] ที่เคลือบอยู่ที่ฟัน แอนตันมีคราบนี้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฟันคนอื่นที่เขาเคยตรวจดู แต่แม้ว่าเขาจะทําความสะอาดฟันแล้ว คราบนั้นก็ไม่ยอมหายไปอย่างหมดจดเสียที เขาจึงนำบางส่วนออกมาวางบนสไลด์แก้วแล้วหยดน้ำฝนลงไปเล็กน้อย ภาพที่เห็นผ่านกล้องจุลทรรศน์ทําให้เขาตกตะลึง แผ่นสไลด์มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆยุกยิกไปมาเต็มไปหมด เจ้าสิ่งมีชีวิตที่เขาตั้งชื่อให้ว่า “สัตว์ตัวจิ๋ว” (animalcules) นี้มีหลายรูปทรงและขนาด อย่างน้อยๆก็แบ่งได้ประมาณสี่วงศ์ และต่างก็กําลัง “เริงระบําอย่างน่ารักน่าชัง” สิ่งที่ทําให้เขาตกใจไม่ใช่การมีอยู่ของพวกมัน แต่เป็นจํานวนที่มากมายมหาศาล เขาบันทึกไว้ว่า “จํานวนของสัตว์ตัวจิ๋วในคราบฟันของคนคนหนึ่งมีมากมายมหาศาลจนผมคิดว่าน่าจะมากกว่าจํานวนคนทั้งประเทศ”

แอนตัน เลเวินฮุก อาจเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้เห็นจุลินทรีย์ (ซึ่งเราหมายถึงสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่มองเห็นผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น) แน่นอนว่าเขาเป็นคนแรกที่เขียนบรรยายถึงมัน และตระหนักว่าคนสุขภาพดีทุกคนมีสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาศัยอยู่ในลําไส้และผิวหนัง เขาพบพวกมันในทุกๆที่ที่มองหา จากปากไปถึงอาหาร จากน้ำดื่มไปจนถึงตัวอย่างปัสสาวะและอุจจาระ แม้การค้นพบของเขาจะน่าอัศจรรย์ใจ แต่เขากลับไม่เป็นที่รู้จัก ต่างกับนิวตันและกาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยที่ส่องสํารวจดวงดาวและประสบกับชื่อเสียง

คุณอาจไม่ได้คิดถึงจุลินทรีย์มากนักจนกระทั่งตอนนี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะคุณไม่มีทางมองเห็นพวกมันถ้าไม่ใช้แว่นขยายช่วย ลองนึกภาพว่ามีเม็ดทรายกี่เม็ดในโลกนี้ หรือมีดาวกี่ดวงในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ดูสิ อาจจะมีบางคนพยายามนับดวงดาวจริงๆแล้วก็ได้ ค่าประมาณที่มีหลักการบอกว่าน่าจะมีสัก 104 ดวง (ซึ่งก็คือหนึ่งตามด้วยเลขศูนย์อีก 24 ตัว เป็นจํานวนที่มหาศาลมาก) แล้วถ้าคุณเพิ่มจํานวนดวงดาวที่ประเมินนี้เข้าไปอีกหนึ่งล้านเท่าก็จะได้ตัวเลข 109 (ที่เราเรียกว่า โนนิลเลียน/nonilian) นั่นก็คือค่าประมาณของจํานวนแบคทีเรียในโลกนี้

สมมติว่าคุณเป็นชาวสวนแล้วเผลอกลืนเศษดินเล็กๆเข้าไปโดยบังเอิญ ในเศษดินนั้นประกอบด้วยเซลล์แบคทีเรียนับพันล้านเซลล์ และในดินหนึ่งกํามือประกอบไปด้วยจุลินทรีย์จํานวนมากยิ่งกว่าดวงดาวทั้งหมดในจักรวาล คุณไม่ได้แหวกว่ายอยู่ในน้ำ “อย่างปลอดภัย” ทั้งน้ำจืดและน้ำทะเลมีแบคทีเรียนับล้านเซลล์อาศัยอยู่ในทุกมิลลิลิตร จุลินทรีย์เหล่านี้คือผู้อาศัยที่แท้จริงและถาวรบนโลก มนุษย์อย่างพวกเราเป็นเพียงผู้ผ่านมาเท่านั้น

จุลินทรีย์อาศัยอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่พื้นที่ธรรมดาไปจนถึงพื้นที่วิบากสูงสุด แบคทีเรียอาศัยอยู่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีความเป็นกรด ในกากกัมมันตรังสี และแม้แต่ในส่วนที่ลึกที่สุดของเปลือกโลก แบคทีเรียยังอยู่รอดได้แม้แต่ในอวกาศ เราอาจไม่ได้วิวัฒนาการมาจากอดัมและอีฟ แต่มาจากจุลินทรีย์และเรามีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับจุลินทรีย์มาโดยตลอด ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในลําไส้ของเราซึ่งมีแบคทีเรียนับพันๆสายพันธุ์ที่มีความแตกต่างกันมาก (เหมือนกับที่มนุษย์แตกต่างจาก แมงกะพรุน) และมีบทบาทสําคัญมากกว่าที่เราตระหนักถึง

โดยทั่วไปแล้วจุลินทรีย์มักเป็นตัวร้ายเสมอ แต่อันที่จริงในจํานวนหลายล้านสายพันธุ์นั้นมีเพียงส่วนน้อยนิดที่เป็นอันตรายต่อเรา และส่วนใหญ่มีความสําคัญต่อสุขภาพของเรา จุลินทรีย์ไม่เพียงมีความสําคัญต่อการย่อยอาหาร แต่ยังควบคุมแคลอรีที่ร่างกายดูดซึมและสร้างเอนไซม์และวิตามินที่จําเป็น ตลอดจนรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ตลอดช่วงเวลาหลายล้านปี มนุษย์มีวิวัฒนาการร่วมกับจุลินทรีย์ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด

แต่เมื่อไม่นานนี้ความ สัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของการปรับตัวและการคัดสรรกลับเริ่มมีปัญหา ถ้าเทียบกับบรรพบุรุษของเราที่อาศัยอยู่นอกเมือง เอร็ดอร่อยกับอาหารหลากหลายสมบูรณ์พร้อมโดยที่ไม่มียาปฏิชีวนะเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนพวกเรามีความหลากหลายของสายพันธุ์จุลินทรีย์ในลําไส้น้อยลงมาก และนักวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มเข้าใจว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบระยะยาวต่อพวกเราอย่างไร

ผู้ตั้งรกรากรุ่นบุกเบิกบนผืนดินบริสุทธิ์

“จุลินทรีย์” สิ่งมีชีวิตนับล้านที่ไม่ได้มีชื่ออยู่บนฉลากอาหาร

เราพบกับจุลินทรีย์ครั้งแรกตอนเกิดภายในไม่กี่นาทีหลังคลอดทารกแรกเกิดสุขภาพดีที่ปราศจากเชื้อจะถูกรุมล้อมโดยจุลินทรีย์ ทั้งแบคทีเรียนับล้าน ไวรัสซึ่งกินแบคทีเรียเป็นอาหาร และมีแม้กระทั้งเชื้อราด้วย ภายในไม่กี่ชั่วโมงทารกตัวน้อยจะถูกจู่โจมโดยจุลินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นอีกนับล้าน

ศีรษะ ตา ปาก และหู เป็นอวัยวะส่วนแรกๆที่จุลินทรีย์เข้ายึดครองในขณะที่ทารกผ่านช่องคลอดอ่อนนุ่มของแม่ จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุที่ชื้นและอบอุ่นกําลังรอคอยที่จะย้ายถิ่นฐานอย่างกระตือรือร้น จากนั้นด้วยระยะทางที่ใกล้กันและแรงขับผ่านหูรด จุลินทรีย์จากอุจจาระและปัสสาวะของแม่จะกระจายไปยังใบหน้าและมือของทารก ตามมาด้วยจุลินทรีย์อีกหลายชุดที่เข้ามาปกคลุมส่วนต่างๆของร่างกาย อันเป็นผลจากการเสียดสีกับผิวหนังที่ขาของแม่ จุลินทรีย์ตัวจิ๋วถูกส่งเข้าปากผ่านทางมือของทารก แต่โดยปกติแล้วกองทัพจุลินทรีย์จะไม่สามารถผ่านกระแสน้ำลายที่กวาดพวกมันออกไปได้ และแม้จะผ่านไปได้ จุลินทรีย์เหล่านั้นก็จะต้องเผชิญกับสภาวะที่เป็นกรดรุนแรงในกระเพาะอาหารและน้ำย่อยที่ซึ่งพวกมันส่วนใหญ่ถูกทําลายไป

เมื่อทารกกลืนนมแม่ที่มีความเป็นด่าง (นมแม่มีคุณสมบัติเหมือนยาลดกรด) แบคทีเรียโชคดีบางตัวที่รออยู่บริเวณริมฝีปาก ในปาก หรือที่หัวนมของแม่ จะได้รับการปกป้องให้ผ่านด่านน้ำกรดในกระเพาะอาหารไปได้ จากนั้นเจ้าจุลินทรีย์หน่วยกล้าตายนี้ก็จะเริ่มตั้งอาณานิคมใหม่ด้วยการแบ่งตัวออกมาอีกมากมายอย่างปลอดภัยในชั้นเยื่อเมือกลําไส้ของทารก และรอคอยน้ำนมและเพื่อนจุลินทรีย์อื่นๆที่กําลังเดินทางตามมา แม้จุลินทรีย์ชุดแรกๆจะมีจํานวนไม่มาก แต่เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม มันจะแบ่งตัวทุก 40 – 60 นาที และเพิ่มจํานวนเป็นล้านๆหรือพันล้านเซลล์ได้ในชั่วข้ามคืน

ความเชื่อผิดๆที่สืบเนื่องมาจนกระทั่งประมาณปี 1995 ก็คือของเหลวในร่างกายเราส่วนใหญ่ปราศจากเชื้อโรคใดๆหรือก็คือไม่มีจุลินทรีย์ เมื่อทีมนักวิจัยจากมาดริดประกาศว่าสามารถเพาะเชื้อแบคทีเรียได้เป็นโหลๆจากน้ำนมของแม่ที่มีสุขภาพแข็งแรง พวกเขากลับถูกหัวเราะเยาะ แต่ในปัจจุบันเรารู้กันแล้วว่าน้ำนมแม่มีจุลินทรีย์หลายร้อยสายพันธุ์ แม้ว่าเราจะยังไม่รู้ว่ามันไปอยู่ในน้ำนมได้อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจมั่นใจได้เต็มร้อยแล้วว่ามีร่างกายส่วนไหนของมนุษย์ที่ปราศจากจุลินทรีย์แม้แต่ในครรภ์และลูกตา และพวกมันคงท่องไปทั่วร่างกายของเราโดยที่เราไม่รู้เลย คราวหน้าเวลาเข้าห้องน้ำ ลองนึกถึงจุลินทรีย์นับล้านๆในตัวคุณ เกือบครึ่งของสิ่งที่คุณกดชักโครกทิ้งคือจุลินทรีย์

แม้พวกเราจะเกิดมาในสภาพที่ปราศจากจุลินทรีย์ในร่างกาย แต่ก็เพียงแค่ไม่กี่เสี้ยววินาทีเท่านั้น กระบวนการตั้งรกรากของจุลินทรีย์ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน แต่เป็นกระบวนการที่มีการวางแผนและปรับเปลี่ยนมาตลอดหลายล้านปี และอันที่จริงแล้วทั้งจุลินทรีย์และทารกต่างพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอดและสุขภาพที่ดี การวิวัฒนาการร่วมกันอันละเอียดอ่อนระหว่างมนุษย์กับจุลินทรีย์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนตั้งแต่จุลินทรีย์ชุดแรกเริ่มตั้งรกราก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกสายพันธุ์และสัตว์อื่นๆที่นํามาวิจัย เช่น กบ ส่งต่อจุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดสรรเป็นอย่างดีไปสู่ทายาทด้วยกระบวนการที่มีมาไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านปี และนี่คือวิวัฒนาการที่ช่วยให้จุลินทรีย์ก้าวกระโดดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง และเป็นวิธีที่ชุมชีพจุลินทรีย์ของเราหรือที่เรียกว่าไมโครไบโอม (microbiome) ก่อตั้งขึ้น

สวนจุลินทรีย์หลากสายพันธุ์

“จุลินทรีย์” สิ่งมีชีวิตนับล้านที่ไม่ได้มีชื่ออยู่บนฉลากอาหาร

เราถูกแวดล้อมด้วยจุลินทรีย์นับล้านๆ ในดิน ฝุ่น น้ำ และอากาศ จุลินทรีย์เหล่านี้ไม่สนใจที่จะตั้งรกรากในทารกแรกเกิด พวกมันยังไม่วิวัฒนาการมากพอที่จะอยู่รอดภายในร่างกายมนุษย์ และไม่ได้มีพลังงานมากพอเพื่อการอยู่รอด ดังนั้นบรรดาจุลินทรีย์ที่อยู่ในร่างกายมนุษย์จึงเป็นกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง มันมีจํานวนยีนที่ลดลงเพื่อไม่ให้มีกลไกใดเกินเลยหรือทับซ้อนในการอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ มนุษย์เรามียืนร่วมกับจุลินทรีย์ 38 เปอร์เซ็นต์ การส่งต่อจุลินทรีย์จากแม่สู่ลูกเกิดขึ้นในสัตว์เกือบทุกชนิด มันจึงเป็นกระบวนการที่สําคัญยิ่งต่อสุขภาพ

ทันที่ที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ ร่างกายจะเตรียมพร้อมเพื่อช่วยเหลือทายาทรุ่นใหม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ด้วยกระบวนการพิเศษในการส่งต่อยีนจุลินทรีย์ ภายในร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงที่ถูกกําหนดมาแล้วอย่างดีจะเปิดสวิตช์ยีนในร่างกายเพื่อให้ฮอร์โมนบางชนิดดําเนินการปรับระบบเผาผลาญและแคลอรี่ที่ได้รับพร้อมๆกับเก็บสะสมพลังงาน สํารองไขมันไว้บริเวณเต้านมและสะโพก เพิ่มปริมาณกลูโคส และตุนน้ำนมเอาไว้

การเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นกับเม็ดเลือดขาว ที่ทําหน้าควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในการรับมือกับสิ่งแปลกปลอมซึ่งก็คือทารกในร่างกายของแม่เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านขึ้น ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับจุลินทรีย์ซึ่งรอคอยวันที่พวกมันจะถูกส่งต่อไปยังทารกและทําหน้าที่ช่วยให้ทารกเติบโตและมีชีวิตรอด การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์เหล่านี้ทรงพลังอย่างยิ่ง

เมื่อนักวิจัยทดลองปลูกถ่ายอุจจาระของแม่ที่ตั้งครรภ์ลงไปในหนูปลอดเชื้อกลุ่มหนึ่ง หนูกลุ่มนี้ก็อ้วนขึ้นมากเมื่อเทียบกับหนูอีกกลุ่มที่ได้รับการปลูกถ่ายอุจจาระจากผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ หนูปลอดเชื้อเป็นเครื่องมือสําคัญในการทดลองที่นักวิทยาศาสตร์อย่างพวกเราใช้กันเสมอในงานวิจัยสาขานี้ หนูพวกนี้จะถูกทําคลอดด้วยการผ่าท้องแบบปราศจากเชื้อในกล่องที่มีออกซิเจนสูงและไม่ให้สัมผัสกับหนูตัวอื่นๆ แม้แต่แม่ของมันหรือจุลินทรีย์อื่นๆ จากนั้นมันจะถูกนําไปเลี้ยงในกรงปลอดเชื้อที่แยกออกมา ถูกเลี้ยงด้วยอาหารปลอดเชื้อ และถูกสังเกตการณ์

พวกมันอยู่รอดได้โดยปราศจากจุลินทรีย์ แต่ก็แค่อยู่รอด พวกมันไม่ได้สมประกอบ ตัวแคระแกร็น มีสมอง ลําไส้ และระบบภูมิคุ้มกันที่พัฒนาไม่สมบูรณ์ และที่สําคัญที่สุดคือ การเลี้ยงดูหนูปลอดเชื้อเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองมาก เพราะมันต้องการแคลอรีมากกว่าหนูปกติถึงหนึ่งในสามเพื่อรักษาน้ำหนักร่างกายไว้ นี่เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าจุลินทรีย์มีส่วนสําคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการย่อยอาหารภายในลําไส้

จุลินทรีย์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในลําไส้ใหญ่ (colon) ซึ่งเป็นส่วนที่ยาวห้าฟุตก่อนที่จะเข้าสู่ไส้ตรง (rectum) ลําไส้ใหญ่เป็นส่วนที่ดูดซึมน้ำจากกากอาหารกลับเข้าสู่ร่างกาย ส่วนของลําไส้ที่อยู่ก่อนถึงลําไส้ใหญ่คือลําไส้เล็ก เป็นบริเวณที่อาหารและพลังงานส่วนใหญ่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด โดยปกติแล้วอาหารที่ผ่านเข้าสู่ลําไส้เล็กจะผ่านการบดเคี้ยวจากฟันและถูกย่อยเป็นชิ้นเล็กๆโดยเอนไซม์ในน้ำลายและกระเพาะอาหาร ลําไส้เล็กก็มีจุลินทรีย์เช่นกัน แต่มีจํานวนน้อยกว่า ทั้งเรายังรู้ อะไรน้อยมากเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในส่วนนี้และบทบาทของมัน อาหารที่ต้องอาศัยเวลาในการย่อยเพื่อให้ปล่อยสารอาหารออกมาจะถูกส่งต่อจากลําไส้เล็กไปยังลําไส้ใหญ่ซึ่งอุดมไปด้วยจุลินทรีย์

แม้ว่าหนูปลอดเชื้อจะได้รับจุลินทรีย์ตามปกติ หลังจากสองสามสัปดาห์ผ่านไป มันก็ยังไม่สามารถเติบโตได้ตามปกติ แต่ถ้ามันเริ่มต้นชีวิตด้วยการมีจุลินทรีย์ในลําไส้ตั้งแต่แรกเกิด และต่อมาคุณพยายามกําจัดมันด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ (อย่างที่มนุษย์ทํากับตัวเองเป็นประจําจนส่งผลเสียร้ายแรง) แม้จะไม่สามารถฟื้นกลับมาแข็งแรงได้ แต่มันก็ยังมีชีวิตที่ดีกว่าหนูปลอดเชื้อมาก

จุลินทรีย์ทํานายความอ้วนได้ดีกว่ายีน

“จุลินทรีย์” สิ่งมีชีวิตนับล้านที่ไม่ได้มีชื่ออยู่บนฉลากอาหาร

การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลําไส้และชุมชีพจุลินทรีย์ที่เรียกว่าไมโครไบโอม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการระบาดของโรคอ้วนในสังคมเราตลอดจนโรคที่ถึงแก่ชีวิตอื่นๆอย่างเบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจ การตรวจสอบดีเอ็นเอของจุลินทรีย์ในลําไส้ช่วยให้เราทํานายได้ดีขึ้นว่าคนคนนั้นอ้วนแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจดูพันธุกรรมทั้ง 20,000 ยืน คุณสมบัติในการทํานายนี้แม่นยําขึ้นอีกเมื่อเราศึกษาไวรัสและเชื้อราร่วมด้วย

ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของชนิดจลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลําไส้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและสุขภาพได้มากมาย รวมทั้งบอกให้รู้ว่าทําไมการวิจัยเรื่องอาหารจึงให้ผลที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างกลุ่มบุคคลและในกลุ่มประชากร ยกตัวอย่างเช่น ความแตกต่างของจุลินทรีย์ในลําไส้ของเราอธิบายได้ว่าทําไมการลดน้ำหนักด้วยอาหารไขมันต่ำจึงได้ผลสําหรับบางคน ในขณะที่อาหารไขมันสูงไม่ก่อให้เกิดปัญหาในบางคน แต่เป็นอันตรายสําหรับบางคน ทําไมบางคนกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตได้มากโดยไม่มีปัญหา ในขณะที่บางคนได้รับพลังงานสูงกว่าจากอาหารปริมาณเท่ากันและอ้วนขึ้นเรื่อยๆ ทําไมบางคนกินเนื้อแดงได้อย่างสบายใจ ในขณะที่บางคนเกิดโรคหัวใจและแม้กระทั่งทําไมคนชราที่ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และได้รับอาหารที่ต่างไปจากเดิมมักล้มป่วยลงอย่างรวดเร็ว

การส่งเสริมและการใช้แผนการกินที่จํากัดอยู่กับอาหารไม่กี่ประเภทซึ่งกําลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้ความหลากหลายของจุลินทรีย์ลดลงไปอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้และนําไปสู่สุขภาพที่ย่ำแย่ในท้ายที่สุด โปรแกรมควบคุมน้ำหนักที่ให้อดอาหารเป็นช่วงๆ (เช่น ฟาสต์ไดเอต หรือ 5:2) อาจเป็นข้อยกเว้น เพราะการอดอาหารในช่วงสั้นๆจะช่วยกระตุ้นจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อ วันอื่นๆที่ “กินอิสระ” ประกอบไปด้วยอาหารที่หลากหลาย

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งหมื่นห้าพันปีก่อน บรรพบุรุษของเรากินอาหารที่ได้จากส่วนผสมที่หลากหลายประมาณ 150 ชนิดต่อสัปดาห์ ผู้คนทุกวันนี้กินอาหารน้อยกว่ายี่สิบประเภทและหลายประเภท (แม้จะไม่ใช่ส่วนใหญ่) เป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูปจากส่วนประกอบหลักเพียงสี่ชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง แป้งสาลี หรือเนื้อสัตว์

ในปี 2012 ได้เริ่มมีงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในลําไส้ (Microbo-Twin) โดยใช้เทคโนโลยีพันธุกรรมที่ทันสมัยที่สุดและฝาแฝด 5,000 คน เพื่อศึกษาจุลินทรีย์และความเกี่ยวข้องกับอาหารและสุขภาพ ต่อมาได้มีการเริ่ม British Cut Project ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระดมทุนที่เชื่อมโยงกับ American Gut Project ซึ่งเป็นโครงการที่เชิญชวนใครก็ตามที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและบริการไปรษณีย์ให้มารับการตรวจจุลินทรีย์ของตัวเองและแสดงผลที่ได้ในวงกว้าง 

ในปี 2015 การศึกษาจุลินทรีย์ในสถานีรถไฟใต้ดินทั้งหมดของนิวยอร์กทําให้พบว่าจุลินทรีย์มีความใกล้เคียงกับมนุษย์ที่มันอาศัยอยู่ ในแง่ของความหลากหลายของประชากรซึ่งต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัว การศึกษายังพบด้วยว่าจุลินทรีย์ครึ่งหนึ่งที่ค้นพบเป็นชนิดที่ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน แม้จะยังมีอะไรที่เราต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ข่าวดีคือเราได้รู้เรื่องจุลินทรีย์และร่างกายของเราในเชิงวิทยาศาสตร์มากพอที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิต วิถีการกิน และอาหารที่เหมาะกับความต้องการของร่างกายเราแต่ละคนเพื่อเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น

มันจะเป็นประโยชน์ที่เดียวที่จะมองชุมชีพจุลินทรีย์ในตัวคุณเป็นเหมือนสวนในบ้านที่ต้องคอยดูแล เราต้องดูแลให้ดิน (ลําไส้ของคุณ) ที่ต้นพืช (จุลินทรีย์ในร่างกาย) เติบโตขึ้นเป็นดินที่ดี อุดมด้วยสารอาหาร และต้องป้องกันไม่ให้วัชพืชหรือพืชที่เป็นพิษ (สารพิษหรือจุลินทรีย์ก่อโรค) เข้ามาก่อกวน เราต้องปลูกพืชและเพาะเมล็ดพันธุ์ให้หลากหลายที่สุดเท่าที่จะทําได้และความหลากหลายคือกุญแจสําคัญสำหรับเรื่องนี้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet