ปฐมบทความรู้และความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ “อาหาร” สมัยใหม่ ตอนที่ 2

ระเบิดเวลาของโลก

ปฐมบทความรู้และความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ “อาหาร” สมัยใหม่ ตอนที่ 2

ในปี 2014 เด็กอเมริกันกว่ายี่สิบล้านคนเป็นโรคอ้วน นับเป็นอัตราที่สูงกว่าเมื่อสามสิบปีก่อนถึงสามเท่า แม้แต่ในเด็กทารกอเมริกันซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถยกเรื่องความมุ่งมั่นหรือการเลือกกินไม่ดีมากล่าวโทษได้ เด็กเหล่านี้ก็ยังอ้วนขึ้นในอัตราที่น่ากลัว ในส่วนอื่นๆของโลกก็เช่นกัน ในสหราชอาณาจักร ผู้ใหญ่จํานวนสองในสามอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน ปัจจุบันชาวเม็กซิกันอ้วนเป็นที่หนึ่งของโลกอย่างไม่เป็นทางการ และเอาชนะแชมป์เก่าอย่างสหรัฐอเมริกาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนในจีนและอินเดีย อัตราประชากรอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในช่วงสามสิบปีจนตัวเลขไต่ขึ้นถึงเกือบหนึ่งพันล้านคน จํานวนเด็กกว่าหนึ่งในสิบคนของประเทศที่ประชากรขึ้นชื่อเรื่องผอมอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และฝรั่งเศส ถูกจัดอยู่ในเกณฑ์อ้วน

ความอ้วนในบางบริบททางกฎหมายอาจจัดว่าเป็นความพิการแต่ก็ไม่จัดว่าเป็นโรค แม้จะทําให้ตายผ่อนส่งได้ทั้งยังทําให้ประเทศชาติต้องเสียเงินมหาศาลไปกับค่ารักษาพยาบาล โดยปัจจุบันผลเสียทางสุขภาพหลักที่เกิดจากความอ้วนก็คือเบาหวาน ประชากรทั่วโลกกว่าสามร้อยล้านคนกําลังเป็นโรคนี้ และมีอัตราผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าอัตราการเพิ่มของประชากรถึงเท่าตัว

ในมาเลเซียและบางประเทศทางแถบอาหรับ เกือบครึ่งของประชากรป่วยด้วยโรคเบาหวาน หากแนวโน้มนี้ยังคงดําเนินต่อไป ในปี 2030 ประชากรอีก 76 ล้านคนในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาจะถูกจัดอยู่ในเกณฑ์อ้วนในทางการแพทย์ซึ่งจะทําให้มีประชากรอ้วนทั่วโลกเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด นั่นหมายความว่าผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน หลอดเลือดสมอง และข้ออักเสบจะเพิ่มขึ้นอีกนับล้าน ผู้ที่ต้องเสียภาษีก็คือคนที่แบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลนี้ ในขณะที่รัฐบาลและหมอ ต่างบอกเราว่าพวกเขารู้ดีว่าปัญหาคืออะไร นั่นก็คือการกินแบบไม่บันยะบันยัง

แต่ทําไมจํานวนคนอ้วนกลับพุ่งสูงในประเทศกําลังพัฒนาอย่างบอตสวานาและแอฟริกาใต้ซึ่งประชากรหญิงเกือบครึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์อ้วนในทางการแพทย์ ทั้งที่เมื่อสามสิบปีก่อนเราคาดการณ์ว่าจะเกิดวิกฤติการณ์อดอยากจากการขาดอาหาร?

มีเคสคนไข้หญิงชาวเบลเยียมรายหนึ่งที่เราเห็นว่าควรนำมาเป็นกรณีศึกษา เธอถูกนําตัวเข้ามาโดยหน่วยดับเพลิง เธอล้มหมดสติที่บ้าน มีลิ่มเลือดในปอด ด้วยน้ำหนัก 260 กิโลกรัม ทําให้เธอหนักเกินกว่าที่รถพยาบาลฉุกเฉินจะบรรทุกได้ และต้องเคลื่อนย้ายด้วยการให้พนักงานดับเพลิงห้อยตัวเธอลงมาจากหน้าต่าง เธออายุเพียง 35 ปี แต่ผลจากอาหารขยะและน้ำอัดลมทําให้เธออ้วนจนต้องอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลาหลายปี น้ำหนักของเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนร่างกายรับไม่ไหว ถึงแม้ว่าเธอจะน้ำหนักลดลง 100 กิโลกรัมตอนที่อยู่ในโรงพยาบาล แต่ก็ยังต้องทนทรมานอย่างต่อเนื่องจากโรคต่างๆทั้งเบาหวาน ข้อเสื่อม และโรคหัวใจ ในที่สุดเธอก็เสียชีวิตในอีกสองปีต่อมาด้วยโรคหัวใจและไตล้มเหลว ไม่นานนี้มีเด็กวัยรุ่นชาวเวลส์คนหนึ่งจากอาเบอร์แดร์ ผู้ซึ่งหนัก 355 กิโลกรัม ได้รับ การช่วยเหลือออกจากบ้านด้วยการทลายกําแพงออกมา

ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าหมอทั้งหลายจะให้ความสําคัญกับปัญหาโรคอ้วนอย่างจริงจัง และแม้กระทั่งทุกวันนี้ผู้ป่วยโรคอ้วนก็ยังถูกปฏิเสธการรักษา ไม่ได้รับความเห็นใจหรือความช่วยเหลือใดๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขาไม่ได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนและทั่วโลกก็มักมองคนอ้วนเป็นพลเมืองชั้นสอง ในแง่การรักษาพยาบาล โรคอ้วนยังคงเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามอย่างมากในวงการแพทย์ ด้วยทุนวิจัยที่มีจํากัด ไม่มีการเรียนการสอนเฉพาะทาง และไม่มีพลังร่วมที่เข้มแข็งพอที่จะต่อสู้กับเงินทุนทางการตลาดนับพันล้านปอนด์ของบริษัทผู้ผลิตอาหาร

แพทย์หลายๆคนต้องพร่ำบอกผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีปัญหาสุขภาพว่าต้องออกกําลังกาย ควบคุมชีวิตของตัวเองให้ได้ และมีความมุ่งมั่นที่จะเลิกกินอย่างไม่ประมาณ หรืออาจเตือนให้พวกเขาเห็นว่า “ไม่มีคนอ้วนให้เห็นในค่ายกักกัน” และไม่ต้องบอกก็น่าจะพอเดากันได้ว่าวิธีทางการแพทย์ที่ไม่แยบยลเท่าใดนี้ล้มเหลวอย่างน่าเศร้า คนไข้อ้วนขึ้นเรื่อยๆ ซึมเศร้า เป็นเบาหวาน และไร้ความสามารถยิ่งขึ้น บางครั้งผู้ป่วยถูกส่งไปพบนักกําหนดอาหารของโรงพยาบาล แต่ก็พบว่าเป็นขั้นตอนที่ไม่มีประโยชน์ เพราะคนไข้มักถูกขอให้เปลี่ยนพฤติกรรมและเลิกกินจุบกินจิบ คําแนะนําเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากเอาปลาสเตอร์ปิดแผลแผ่นเล็กๆมาปิดห้ามเลือดที่กําลังไหลโชก สิ่งที่เราต้องการคือการเปลี่ยนวิธีรับมือกับความอ้วนโดยสิ้นเชิง

ถ้าคุณสามารถทําให้คนที่มีภาวะน้ำหนักเกินลดปริมาณแคลอรีที่รับเข้าไปในแต่ละวันให้น้อยลงกว่า 1,000 แคลอรี (โดยทั่วไปคนเราได้รับพลังงานวันละ 2,000 – 2,600 แคลอรี) ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ในระยะยาว คุณก็จะลดน้ำหนักได้สําเร็จ แต่ในความเป็นจริงภายนอกค่ายทหารหรือโรงพยาบาล การควบคุมแคลอรีให้เป็นไปตามนั้นเป็นไปไม่ได้เลย การลดน้ำหนักจึงยังไม่มีหลักปฏิบัติที่ใช้ได้จริงหรือพิสูจน์ให้เห็นผลจริง ยกเว้นวิธีการหนึ่งซึ่งนอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้วยังรักษาเบาหวานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายนอก วิธีการที่ว่านี้คือการผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่นํามาใช้ได้อย่างปลอดภัยมาตลอดห้าสิบปี แต่หมอหลายคนก็ไม่อยากแนะนําวิธีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าทําไมมันถึงได้ผลดี

หมอ ความเชื่อ และอาหาร ถึงเวลาหยุดเพิกเฉย

ปฐมบทความรู้และความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ “อาหาร” สมัยใหม่ ตอนที่ 2

ในขณะที่ข้อมูลในคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบซึ่งบอกว่าไขมันทั้งหลายส่งผลเสียต่อเราอย่างไรดูเหมือนจะกําลังคลี่คลาย การเผยวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงเบื้องหลังเรื่องนี้และอีกหลายความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับอาหารที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายอาจมองข้ามไป เราทําถูกหรือเปล่าที่เลิกกินเนื้อสัตว์ทั้งที่มนุษย์เราก็กินกันมาหลายล้านปีแล้ว? นม ชีส และโยเกิร์ต ก่อให้เกิดภูมิแพ้อย่างที่งานวิจัยหลายชิ้นกล่าวหาจริงหรือ? การกินคาร์โบไฮเดรตและธัญพืชต่างๆเพื่อชดเชยไขมันและโปรตีนนั้นมากเกินไปหรือเปล่า? เราควรกังวลเรื่องค่าดัชนีน้ำตาลในคาร์โบไฮเดรตไหม?

ข้อเท็จจริงก็คือโดยทั่วไปในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ คําตอบตายตัว ใช่ หรือ ไม่ใช่ ที่หมอและผู้เชี่ยวชาญชอบใช้กันนั้นผิดทั้งหมด ความซับซ้อนและกลไกการควบคุมทางชีววิทยาที่ถูกมองข้ามหรือถูกมองว่าไม่สําคัญมักมีคําตอบอีกชั้นซุกซ่อนอยู่เสมอ เราจึงขอเจาะลึกไปยังชั้นที่ซ่อนอยู่เหล่านั้นโดยใช้ประโยชน์จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด

การแยกผลลัพธ์ของอาหารและสิ่งแวดล้อมออกจากผลลัพธ์ทางพันธุกรรมเป็นหนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ในโลกแห่งงานวิจัยทางโภชนาการ และการวิจัยในฝาแฝดก็ให้คําตอบในเรื่องนี้ ฝาแฝดเหล่านี้เป็นอาสาสมัครที่มาจากทั่วสหราชอาณาจักร พวกเขาให้ข้อมูลด้านสุขภาพ การใช้ชีวิต และพฤติกรรมการกินอย่างละเอียดเจาะลึก เมื่อรวมกับข้อมูลทางพันธุกรรมเกี่ยวกับพวกเขาที่เรามี ฝาแฝดเหล่านี้อาจเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการค้นคว้าวิจัยอย่างละเอียดที่สุดในโลกก็ว่าได้ 

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับความอ้วนที่สนใจแต่การคํานวณแคลอรีเข้าและออก หรือการกินให้น้อยลง ออกกําลังกายมากขึ้น หรือการจํากัดอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและการลดน้ำหนักได้ แต่แผนการกินอาหารส่วนใหญ่ล้วนออกแบบหรือเผยแพร่โดยคนที่ไม่ได้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และน่าเศร้าที่แม้จะมีบางคนที่ดูมีหลักการแต่ใครๆก็เรียกตัวเองว่านักโภชนากร หรือผู้ให้คําปรึกษาด้านโภชนาการได้ทั้งนั้น ตัวอย่างที่โด่งดังคือกรณีที่ เฮนเรียตตา โกลดาเครอ ได้รับใบรับรองวิชาชีพจากสมาคมผู้ให้คําปรึกษาด้านโภชนาการแห่งสหรัฐอเมริกา แต่ความจริงก็คือเฮนเรียตตาเป็นแมวที่ตายไปแล้วของนายแพทย์เบน โกลดาเครอ นักเขียนผลงานทางการแพทย์ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานของประกาศนียบัตรโภชนาการเป็นเช่นไร

แม้แต่แพทย์ที่น่าเชื่อถือบางคนก็ปักใจในความคิดและทฤษฎีของตัวเอง และปฏิเสธที่จะยอมรับข้อผิดพลาดเมื่อมีข้อมูลใหม่ๆมาคัดค้าน ไม่มีวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์สาขาใดที่มีการโต้แย้งกันเองในสายอาชีพขาดความเห็นพ้องต้องกันและขาดแคลนงานวิจัยที่สนับสนุนคํากล่าวอ้างด้านสุขภาพและคําแนะนําด้านการควบคุมอาหารมากเท่ากับสาขานี้อีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีวิทยาศาสตร์สาขาใดที่ทำให้รู้สึกเหมือนกับศาสนาที่กําลังแข่งขันกัน ต่างก็มีทั้งนักบวช คนคลั่งศาสนา ผู้ศรัทธา และคนนอกรีต และที่ไม่ต่างจากการยึดมั่นในศาสนาก็คือผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมเสื่อมศรัทธาทั้งที่อยู่ในภาวะเสี่ยงตาย

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีงานวิจัยร่วมต่างๆไม่มากนักที่ได้ทุนสนับสนุน ในเมื่อผู้เชี่ยวชาญในสายโภชนาการยังขัดแย้งและวิพากษ์วิจารณ์กันเองมาตลอด นักวิชาการหลายคนที่ต้องการทุนสนับสนุนงานวิจัยจงใจที่จะไม่กล่าวถึงส่วนประกอบที่สําคัญของอาหารบางอย่างเพราะพวกเขารู้ว่าจะต้องถูกวิจารณ์อย่างหนักจากเพื่อนร่วมสาขาอาชีพ แม้ว่าจะมีงานวิจัยขนาดเล็กมากมายที่ได้รับทุนสนับสนุนในแต่ละปี

แต่มาตรฐานการวิจัยยังจัดว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆ งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานที่ศึกษาแบบภาพตัดขวางเพียงช่วงระยะเวลาเดียว (cross-sectional study) และเป็นแบบสังเกตการณ์ (observational study) ซึ่งเต็มไปด้วยอคติและข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้มากมาย มีเพียงไม่กี่งานที่เป็นงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ ในระดับที่สูงกว่าที่ติดตามผลในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และยิ่งน้อยเข้าไปอีกคืองานวิจัย แบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomised trials) ซึ่งจัดเป็นงานวิจัยมาตรฐานที่ดีที่สุด โดยกลุ่มตัวอย่างจะถูกแบ่งแบบสุ่มให้รับประทานอาหารประเภทหนึ่ง หรือรับประทานตามแผนการแบบหนึ่งและติดตามผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว

สิ่งที่เราขาดแคลนมาตลอดคือความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ด้านอาหารและโภชนาการในภาพกว้าง แผนการกินอาหารส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานมุมมองแบบเก่าที่คับแคบหรือเป็นการสังเกตการณ์แบบง่ายๆและเป็นการชวนเชื่อ แต่ความแตกต่างอย่างมหาศาลในบุคคลแต่ละคนและการตอบสนองทางกายภาพของพวกเขากลับไม่เคยได้รับการอธิบาย หากอาหารแปรรูปชนิดใหม่แต่ละชนิดที่นําเสนอเข้ามาในอาหารที่เรากินเป็นเหมือนยาที่ผลิตโดยบริษัทเภสัชกรรม และหากความอ้วนถูกจัดเป็นโรคอย่างแท้จริง เราคงจะมีคลังข้อมูลมหาศาลด้านประโยชน์และความเสี่ยงจากอาหารต่างๆมากมาย แต่ความเป็นจริงในเรื่องอาหารก็คือแม้จะเป็นอาหารที่สังเคราะห์จากสารเคมีมากมาย เราก็ยังขาดข้อมูลด้านความปลอดภัยต่างๆที่ควรมี

จิ๊กซอว์ที่หายไป

ปฐมบทความรู้และความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ “อาหาร” สมัยใหม่ ตอนที่ 2

เห็นได้ชัดว่าความแตกต่างบางประการเป็นผลมาจากพันธุกรรมซึ่งมีอิทธิพลทั้งต่อความเจริญอาหารและน้ำหนักตัวของเราในท้ายที่สุดจากการศึกษาฝาแฝดในสหราชอาณาจักร (The Twins UK Study) และจากอีกหลายคนทั่วโลก พบว่าฝาแฝดแท้ (แฝดร่วมไข่) จะมีน้ำหนักตัวและปริมาณไขมันในร่างกายที่ใกล้เคียงกันมากกว่าแฝดเทียม (แฝดต่างไข่) เพราะแฝดแท้มีดีเอ็นเอหรือรหัสพันธุกรรมเหมือนกัน เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสําคัญของปัจจัยทางพันธุกรรมซึ่งอธิบาย ความแตกต่างของคนแต่ละคนได้ประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์

โดยเฉลี่ยแล้วแฝดแท้จะมีน้ำหนักต่างกันไม่เกิน 1 กิโลกรัม ความเหมือนที่ถูกกําหนดโดยยีนนี้ยังส่งผลไปถึงลักษณะที่สัมพันธ์กันด้านอื่นๆที่เราศึกษาด้วย เช่น อัตราส่วนของมวลกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกาย และการกระจายของไขมันในร่างกายพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกินก็ถูกกําหนดโดยพันธุกรรมด้วย เช่น ความชอบหรือไม่ชอบอาหารแต่ละชนิด หรือแม้กระทั่งความชอบออกกําลังกายหรือกินอาหารบ่อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามเนื่องจากพันธุกรรมมีผลประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งถูกกําหนดมาแล้วและเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ในความเป็นจริงแล้วบางครั้งแฝดแท้ก็มีรอบเอวที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้จะมีรหัสพันธุกรรมที่เหมือนกัน และเรากําลังศึกษาคู่แฝดพิเศษเหล่านี้ในรายละเอียดเพื่อหาเหตุผลอธิบายการใช้ปัจจัยทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียวไม่อาจอธิบายความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นกับประชากรสองรุ่นให้หลัง ในสหราชอาณาจักร ในปี 1980 มีประชากรชายและหญิงเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ที่จัดอยู่ในเกณฑ์อ้วน แต่ปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 24 เปอร์เซ็นต์ ยีนซึ่งประกอบขึ้นจากสายดีเอ็นเอที่หลากหลาย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขนาดนั้น และโดยปกติแล้วจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งร้อยชั่วคนในการปรับตัวตามการคัดเลือกทางธรรมชาติ

เห็นได้ชัดว่ามีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 เรามีการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ด้านพันธุกรรมเกี่ยวกับความอ้วนและสารสื่อประสาทในสมอง แน่นอนว่ายีนที่ถูกค้นพบใหม่นี้มีบทบาทต่อความอ้วนแต่ก็ยังเป็นปัจจัยที่ไม่ได้มีผลมากนัก เป็นไปได้ว่าพวกเราได้มองข้ามปัจจัยหลักที่ส่งผลต่ออาหารและสุขภาพของเรานั่นคือจุลินทรีย์ตัวจิ๋วในลําไส้ที่อาจเป็นคําตอบเรื่องการแพร่ระบาดของโลกอ้วนในยุคสมัยใหม่

แง่มุมใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์นี้กําลังเปลี่ยนกรอบความคิดทั้งหมดของพวกเราในด้านความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับอาหารที่เรากินเข้าไป มุมมองที่จํากัดในกรอบแคบๆ ด้านโภชนาการและน้ำหนักว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์รับพลังงานเข้าและถ่ายพลังงานออก โดยไม่ได้คํานึงถึงจุลินทรีย์เหล่านี้เลยเป็นเหตุผลหลักที่ทําให้เราล้มเหลวในการคุมอาหารและการทําตามคําแนะนําด้านโภชนาการ หายนะทางโภชนาการนี้เมื่อรวมกับความสําเร็จในการผลิตอาหารปริมาณมากในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆและความสําเร็จในการรักษาโรคบางชนิดส่งผลให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับการอยู่อย่างเจ็บป่วยมากขึ้น

ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์แง่มุมใหม่นี้ เราต้องคิดใหม่ในเรื่องของอาหาร โภชนาการ การควบคุมอาหาร และความอ้วน ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เรามองอาหารในแง่ของส่วนประกอบต่างๆ (สารอาหารหลัก) ที่เป็นแหล่งพลังงาน ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น เราคุ้นเคยกับการดูข้อมูลเหล่านี้บนฉลากอาหาร อีกทั้งคําแนะนําทางการแพทย์และโภชนาการจํานวนมากก็ล้วนมีพื้นฐานจากชุดความคิดที่ทําให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายเกินควร 

เราไม่ได้ต้องการให้คุณหยุดกินยา หรือหยุดกินอาหารตามที่หมอแนะนํา แต่ต้องการให้คุณและหมอของคุณตั้งคําถามกับชุดความคิดเก่าๆ เริ่มจากการใช้ข้อมูลทางโภชนาการที่ปรากฎบนฉลากอาหารเป็นแนวทาง เราจะแสดงให้คุณเห็นว่าทําไมเราจึงต้องมองให้ลึกไปกว่าคําแนะนําฉาบฉวยที่ปรากฏบนฉลากในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆนี้ 

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet