ตํานานดาวเมอร์คิวรี่ หรือเทพเฮอร์มิส (Hermes) เทพเจ้าแห่งการสื่อสาร

ตํานานดาวเมอร์คิวรี่ หรือเทพเฮอร์มิส (Hermes) เทพเจ้าแห่งการสื่อสาร

ดาวพุธ เป็นดาวเคราะห์อันดับแรกในระบบสุริยะ โคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ราว 57.9 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4,879 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 88 วัน หมุนรอบตัวเองใช้เวลาถึง 59 วัน มวลของดาวพุธคือหินและโลหะ บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียมเป็นส่วนใหญ่

ดาวพุธเป็นดาวที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ มีขนาดค่อนข้างเล็กคือประมาณ 1 ใน 3 ของโลก หรือใหญ่กว่าดวงจันทร์ของโลกเพียงเล็กน้อย ดาวพุธมีบรรยากาศห่อหุ้มเบาบางมาก ทําให้รักษาอุณหภูมิให้คงที่ไม่ได้ ด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จึงร้อนสูงถึง 467 องศาเซลเซียส ส่วนด้านที่ไม่ได้รับแสง อุณหภูมิลดต่ำลงเหลือ 183 องศาเซลเซียส และเนื่องด้วยความที่บรรยากาศห่อหุ้มบางมากก็ทําให้ก้อนอุกกาบาตตกลงสู่ผิวดาวโดยไม่เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศเช่นดาวเคราะห์ที่มีบรรยากาศหนากว่านี้ ทําให้พื้นผิวของดาวเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ดาวพุธมีแกนกลางภายในที่แข็งตัวเกือบหมดทั้งดวงจึงทําให้มีความเข้มของสนามแม่เหล็กเพียง 1% ของสนามแม่เหล็กโลก

ตํานานดาวเมอร์คิวรี่ หรือเทพเฮอร์มิส (Hermes) เทพเจ้าแห่งการสื่อสาร

ความที่ดาวพุธเดินทางรอบดวงอาทิตย์เร็วที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์อื่นๆ ชาวโรมันจึงเอานามของ เทพแห่งการสื่อสาร คือ เมอร์คิวรี่ มาใช้ตั้งเป็นชื่อ เนื่องจากเทพองค์นี้มีการเดินทางว่องไวได้ชื่อว่า “ผู้ก้าวเร็ว” ชาวโรมันได้นําเอาไปเทียบไว้กับเทพทางพาณิชย์ของตน

ตํานานดาวเมอร์คิวรี่ หรือเทพเฮอร์มิส (Hermes) เทพเจ้าแห่งการสื่อสาร

ตํานานดาวเมอร์คิวรี่ หรือเทพเฮอร์มิส (Hermes) เทพเจ้าแห่งการสื่อสาร

ชื่อกรีก : เทพเฮอร์มิส Hermes
ชื่อโรมัน : เทพเมอร์คิวรี่ Mercury

เฮอร์มิส เป็นเทพที่ชาวกรีกนับเป็นหนึ่งในสิบสองเทพใหญ่ของโอลิมเปียน และนับกันว่าเป็นเทพที่ยังคุณประโยชน์แก่มนุษย์มากกว่าเทวาเทวีอื่น แถมออกจะพิเศษอยู่หน่อยตรงที่ค่อนข้างเป็นเทพอารมณ์ดีแต่ฉลาด (ต้องบอกว่าแกมโกงด้วยในบางครั้ง) มีคุณสมบัติเด่นเรื่องความว่องไว และสามารถใช้วาจาพลิกสถานการณ์ได้ดี

เฮอร์มิสเป็นโอรสของซูสเช่นกัน แต่แม่ของเขาคือนางไมอา (Maia) น้องนุชสุดท้องในหมู่พลีอาดีส เขาเกิดในถ้ำบนภูเขาไซลีนในอคาเดีย ในวินาทีที่กําเนิดเป็นชีวิต ความสามารถในการประดิษฐ์สร้างสรรค์ก็เริ่มส่องแสงขึ้นมาทีเดียวเชียวล่ะ

ตํานานกรีกว่ากันว่าในวันที่เฮอร์มิสเกิด ไมอาห่อลูกน้อยของเธอด้วยผ้าแบบเดียวกับทารกทั่วไป แล้ววางไว้ในกระดังฝัดข้าวที่เอามาแขวนแทนเปล เมื่อเห็นว่าลูกน้อยมีสุขภาพดี ร่างกายก็สมบูรณ์และกําลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์ เธอก็เลยออกไปอาบน้ำ ทําตัวให้สดชื่นสักครู่หนึ่ง แต่แค่แม่ลับตาไปเท่านั้น เฮอร์มิสน้อยก็ดิ้นกระดุกกระดึกออกมาจากห่อผ้า แสดงร่างเป็นเด็กชายและแล้วก็ออกสํารวจภูมิประเทศ โดยสำรวจไปเรื่อยๆไม่นานนักเขาก็ไปพบฝูงวัวเข้าฝูงหนึ่ง มันเป็นฝูงวัวของแอตมีทัสที่อพอลโลพี่ชายกําลังเฝ้าอยู่ แต่ก็เป็นเวลาเดียวกับที่อพอลโลกําลังตกหลุมรักกับหญิงสาวชาวบ้านเลยทิ้งๆขว้างๆฝูงวัวไปอยู่กับสาว เฮอร์มิสไปถึงก็ได้โอกาสดีทีเดียว เขาขโมยวัวฝูงนั้น โดยต้อนให้มันเดินย้อนทางเก่า แล้วเอากิ่งไม้ผูกหางทุกตัวมาด้วย ปล่อยให้มันเดินตามเส้นทางตามเขาไปสู่ภูเขาไซลีน แล้วนำไปเก็บไว้ในถ้ำของเขา

แล้วเฮอร์มิสก็ฆ่าวัวบูชายัญไปตัวหนึ่งแก่เทพ กลับเข้าถ้ำอีกครั้งก็เห็นกระดองเต่าวางอยู่ เขาลองเอามาขึงกับเส้นเอ็นวัวที่ได้ถูกบูชายัญมา กลายเป็นพิณไลร์ (Lyre) ตัวแรกของโลก ก่อนจะคืนร่างกลายเป็นทารกลงไปนอนในกระดังฝัดข้าวแล้วหลับไปอย่างสบายใจ

ปรากฏว่าเมื่ออพอลโลกลับมาถึงฝูง พบว่าวัวบางส่วนหายไปก็โมโหมากเชียว เขาเรียกแซทเทอร์ (Satyr) วิญญาณแห่งพงไพรมาถามและให้ช่วยตามหา แต่หาทั้งป่าพวกเขาก็ไม่เจออะไรเลย จนมีแซทเทอร์อยู่ตัวหนึ่งตามสืบไปไกลถึงภูเขาไซลีนได้ยินเสียงเพลงดังออกมาจากปากถ้ำก็จะเข้าไปตามหาต้นตอเสียง นางไม้ผู้พิทักษ์เทพแสดงตัวออกมาขวางไว้บอกพวกแซทเทอร์ว่าเสียงที่ได้ยินนี้เป็นเสียงดนตรีของเยาวเทพองค์ใหม่ผู้ประดิษฐ์พิณขึ้นมาจากกระดองเต่า แซทเทอร์ก็รีบนําความไปบอกอพอลโล เทพแห่งแสงสว่างก็ตามไปถึงภูเขาไซลีน เจอตอเข้าจริงอย่างที่สงสัย อพอลโล เลยตําหนิไมอา ไมอาชี้ไปยังเจ้าเด็กน้อยในเปลที่กลับมาอยู่ในสภาพทารกถูกห่อกําลังนอนหลับอุตุอย่างจะเถียงว่าเด็กตัวเท่านี้จะทําได้อย่างไร อพอลโลเลยจับตัวเทพน้องชายไปร้องเรียนซูสถึงโอลิมปัส

ข้างซูส พระองค์รับคําฟ้องของลูกชายคนใหญ่ ไม่ค่อยอยากจะคิดเลยว่าลูกชายคนใหม่จะทําผิด แต่เมื่อท่านฟังเหตุการณ์แล้วก็ไม่มีทางตัดสินเป็นอื่น เฮอร์มิสตระหนักว่าบิดาจะไม่มีทางเชื่อเรื่องโกหกที่เขากุขึ้นก็เลยยอมรับตรงๆว่าขโมยวัวจริงและสัญญาจะคืนวัวส่วนใหญ่ให้ เฮอร์มิสไม่ได้บอกว่าทั้งหมด เพราะเขาว่าได้ฆ่าวัวบูชายัญไปแล้วเสียสองตัว เอาเส้นเอ็นมาทําสายพิณและแบ่งเนื้อบูชายัญให้เทพด้วย ซูสตรวจตราดูเนื้อวัวที่ถูกเชือด ท่านว่าเนื้อแค่นี้วัวตัวเดียวเท่านั้น เฮอร์มิสคิดเลขผิดหรือเปล่า เฮอร์มิสก็ว่าไม่ผิด ก็เฮอร์มิสว่าอีกตัวหนึ่งเขาให้แก่ตัวเอง (ก็เป็นเทพเหมือนกันไง ฆ่าเองรับเองได้) เรียกได้ว่าเจ้าเล่ห์ไม่เบาเลยทีเดียวเชียวล่ะเทพองค์นี้

ซูสฟังแล้วหัวเราะหึๆกับความหัวใสของลูกเทพ และเพื่อเป็นการทําให้บรรยากาศระหว่างพี่น้องดีขึ้น เฮอร์มิสก็คืนฝูงวัวให้พี่และยังให้พิณไลร์ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ซึ่งพออพอลโลลองดีดก็พอใจมาก หายโกรธทันที แล้วพิณไลร์ก็กลายเป็นเครื่องหมายประจําตัวอพอลโลตั้งแต่นั้นมา แถมยังให้ไม้เท้าของตนสําหรับไล่วัวกับน้องชายไปด้วย ไม้นั้นคือไม้คาดูเซียส-Caduceus (ไม้คทาทอง) และมันก็กลายเป็นของประจํากายเฮอร์มิสตั้งแต่นั้น เรื่องนี้มีบางสํานวนเหมือนกันนะครับที่เล่าแปลก ออกไป กล่าวว่าอพอลโลแลกไม้กับปี่แพนที่เฮอร์มิสประดิษฐ์ขึ้นมาอีกต่างหาก

เป็นเรื่องแปลกเหมือนกันที่เฮอร์มิสดูจะเป็นที่รักของใครๆ ไม่เคยมีใครโกรธเขาได้นาน แม้กระทั่งเฮราซึ่งนับว่าเป็นมเหสีขี้หึงของซูสที่มักจะจัดการลูกๆของสวามีที่ไม่ได้เกิดกับนางอย่างโหดและไร้เหตุผล ยกเว้นเพียงคนเดียวคือเฮอร์มิสเท่านั้น แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ช่วยเหลืออนุคนหนึ่งของพระบิดา คือนางไอโอและได้ฆ่าอาร์กัส ยักษ์บริวารของเฮราด้วยซ้ำ อันนี้จะด้วยการรู้จักพูดของเขาหรือไม่ก็ไม่รู้ ซึ่งนอกจากการรู้จักพูดแล้ว เฮอร์มิสยังมีฝีเท้าว่องไวไปไหนมาไหนคล่องแคล่ว รู้จักถนนหนทางทั้งสามโลกไม่ว่าจะบนสวรรค์ ในโลก และในปรโลก เฮอร์มิสจึงมีหน้าที่หลายอย่างหลายประการ

หลังจากได้เป็นเทพแห่งการค้า ซูสประทานหมวกมีปีกเรียกว่าเพตาซอส และรองเท้ามีปีกเรียกว่าทาลาเรีย เพื่อเป็นของวิเศษที่จะทําให้เขาเดินทางได้อย่างว่องไว เฮอร์มิสก็เลยต้องเป็นล่ามหรือผู้พูดแทนให้แก่ซูสและเทพเทวาอื่น ๆ เช่นเมื่อครั้งที่ไปเจรจากับเฮดีสขอเทพีเพอร์เซโฟนีคืนให้มารดานั่นไง พระองค์ยังกลายเป็นผู้นําวิญญาณไปสู่ปรโลกเพราะรู้จักทางและเป็นผู้มีฝีเท้าว่องไวเหมือนลมกรดจนมีชื่อเรียกว่า เฮอร์มิส ไซโคปอมปุส-Hermes PsyCopompus แปลตรงตัวว่า “เฮอร์มิส ผู้นําวิญญาณ” เป็นเทพอุปถัมภ์นักเดินทางเพราะรู้จักถนนหนทางบนโลกดี จนตามถนน ในเมืองกรีกมักมีรูปของเฮอร์มิสไว้อวยพรแก่คนเดินทางด้วยครับ

เฮอร์มิสยังมีนิสัยชอบช่วยเหลือไม่ว่าช่วยคนหรือเทพ เช่นว่าได้ช่วยเพอร์ซิอัส -Perseus ด้วยการเอาหมวกของเฮดีสมาให้เพอร์ซิอัสยืมตอนจะไปตัดหัวนางเมดูซา ช่วยฟริกซัสและเฮลลี-Phrixus and Hele ด้วยการเอาแกะที่มีขนเป็นทองคํามาให้หนีแม่เลี้ยงขึ้นท้องฟ้า ช่วยซูสฆ่าอาร์กัส อสุรกายพันตาผู้เฝ้านางไอโอ และเป็นผู้ร่วมทางไปกับเทวีทั้งสามเมื่อต้องไปประกวดความงามกันต่อหน้าเจ้าชายปารีสที่ภูเขาไอดา ช่วยเหลือเลี้ยงดูไดโอในซัสเมื่อแรกเกิด ยิ่งกว่านั้นซูสยังเป็นหนี้เขาในการเอาชนะไทฟอส-Typhoeus และมาร์สก็เป็นหนี้เฮอร์มิสที่ให้อิสรภาพแก่เขาด้วย มูลเหตุ ที่ว่ามานี้ล่ะ ก็เลยทําให้เฮอร์มิสกลายเป็นเทพที่ไม่มีใครเกลียดลงเลยก็ได้

สิ่งเดียวในประวัติของเฮอร์มิสที่คนอาจไม่ชอบใจเลยก็คือเขาเป็นเทพของหัวขโมยด้วย (เห็นจะมาจากเรื่องที่ขโมยวัวพี่ชายตั้งแต่แรกเกิดนั่นเอง)

ความรักของเฮอร์มิส

ตํานานดาวเมอร์คิวรี่ หรือเทพเฮอร์มิส (Hermes) เทพเจ้าแห่งการสื่อสาร

ดูเหมือนว่าเฮอร์มิสก็ได้เลือดเจ้าชู้มาจากพระบิดาเหมือนเทพองค์อื่นๆ นอกจากที่จะมีการผจญภัยมากมาย เขายังเป็นคนรักง่ายและแจกจ่ายความรักไปเรื่อยๆ มีทั้งเทพีชั้นใหญ่ ชั้นรอง นางนิมพ์และมนุษย์หญิงชาย แต่ก็ว่ากันว่าการที่พระองค์ชอบลงไปปรโลกก็เพราะหลงเสน่ห์เพอร์เซโฟนีมเหสีของเฮดีส ไหนจะเรื่องรักข้ามรุ่นกับเฮคาทีและวีนัสผู้อื้อฉาว โดยเฉพาะองค์หลังที่ได้ให้กําเนิดเฮอร์มาโพรไดตอส-Hermaphroditos น่าเสียดายที่ลูกคนนี้ภายหลังกลายเป็นคนไม่สมประกอบ

ท้ายสุดในเรื่องความรักของเฮอร์มิส ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากแค้น ก็ยังเชื่อกันว่าเขาได้ร่วมรักกับนางนิมพ์เพนเนโลพี-Penelope จนได้ผลพวงออกมาเป็นแพน -Pan (คนละคนกับเพนเนโลพี ชายาโอดิสซิอัส-Odyseus นะ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet