ตำนานพลูโต หรือเทพเฮดีส (Hades) ผู้ครองโลกใต้พิภพ ตอนที่ 2

เมื่อความตายมาเยือน

ตำนานพลูโต หรือเทพเฮดีส (Hades) ผู้ครองโลกใต้พิภพ ตอนที่ 2

ชาวกรีกเชื่อว่า ทุกคนเมื่อสิ้นชีวิตแล้ววิญญาณจะถูกพาไปรับคําพิพากษาจากคณะเทพตุลาการในยมโลก อันเป็นอาณาจักรของเทพเฮดีส การพาวิญญาณของคนตายไปที่นั่นเป็นหน้าที่ของเทพเมอร์คิวรี่ หรือเฮอร์มิส เทพแห่งการสื่อสารนั่นเอง โดยมีทางลงแถวถ้ำใกล้ทะเลสาบลึกๆ ทางนี้จะนําไปสู่แม่น้ำสติกซ์ (บางตํานานว่าอาเครอน) และสายน้ำนั้นก็จะพาไปสู่แม่น้ำแห่งเสียงครวญครางชื่อ โคไซทัส ตรงที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบจะมีเรือจ้างลําหนึ่ง คนพายเป็นชายชราชื่อว่า แครอน-Charon

เมื่อวิญญาณคนตายไปถึงใต้พิภพ สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทําคือข้ามแม่น้ำสติกซ์ โดยลงเรือข้ามฟากที่มีแครอนเป็นคนพาย วิญญาณต้องจ่ายค่าข้ามฟากด้วยเงินเหรียญฟาทิง แครอนจะพาวิญญาณนั้นไปส่งยังประตูแข็งแรงซึ่งเป็นทางเข้านรกชั้นนอกที่เรียกว่า เอรีบัส ด้วยเหตุนี้เองในประเพณีการตายของกรีกจึงมีการเอาเงินเหรียญใส่ปากผู้ตายไว้ด้วย เพราะหากไม่มีเงินค่าจ้าง แครอนก็ไม่รับลงเรือ วิญญาณจะต้องร่อนเร่อยู่ริมบึงเป็นวิญญาณหลงทางและไม่มีทางได้พักอีกเลย คนตายที่ไม่มี การฝังตามประเพณีก็ตกอยู่ในพวกนี้ด้วยเช่นกัน

การตัดสินวิญญาณ

Erinyes

ทีนี้เมื่อวิญญาณมาถึงอาณาเขตของเฮดีสอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขาจะถูกนําไปอยู่ต่อหน้าคณะตัดสิน ซึ่งในช่วงยุคคลาสสิกเชื่อกันว่าประกอบด้วยผู้ตัดสินสามคน คือ ไมนอส อีอาคัส และราดาแมนธิส (หรืออีกชื่อหนึ่งว่าราดาแมนธัส) ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อเสียงในยามมีชีวิตว่าเป็นผู้เคร่งครัดในหน้าที่ของตัวเอง โดยเฉพาะราคาแมนธิสผู้เป็นน้องของไมนอส และเป็นลูกของซูสกับนางยูโรปา ยังมีชื่อในด้านที่เป็นผู้ชํานาญกฎหมายของชาวครีตจนกลายเป็นตัวอย่างในทางนี้ให้กับเมืองกรีกต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเทวีแห่งการลงทัณฑ์ 3 องค์ เรียกว่า พวกเอรินเนียส-Erinyes (โรมัน : ฟรีส์) ทําหน้าที่ลงโทษแก่ผู้กระทําผิด

วิญญาณมีความชั่วหนักจะได้รับการตัดสินให้ไปสู่นรกทาร์ทารัส ส่วนวิญญาณที่ทําคุณความดีจะได้รับเลือกให้ไปสู่ทุ่งอีไลเซี่ยน ที่พักแสนมหัศจรรย์ที่พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตแสนสุขอย่างช้าๆ 

เฮดีสและเพอร์เซโฟนี

เฮดีสและเพอร์เซโฟนี

โดยปกติเฮดีสท่านจะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไร ตราบที่ใครจะไม่ล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของท่าน ด้วยเหตุที่ไม่ค่อยได้สุงสิงกับมนุษย์หรือสัตว์มีชีวิตนี่เองจึงอาจทําให้เฮดีสอ่อนหวานไม่เป็น คิดและรู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาอย่างนั้น เลยทําให้ออกจะกระด้างผิดกับพี่ชาย โพไซดอน และน้องชาย ซูส ที่ฉลาดในเชิงชาย จนได้ชื่อว่าเป็นจอมเจ้าชู้ ด้วยเหตุนี้ล่ะจึงทําให้ท่านไม่มีเมียเลยสักที อยู่ว้าเหว่เอกาอย่างนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งความรักก็เกิดขึ้นกับเทพผู้ครองความตายจนได้ ความรักครั้งนี้ทําให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนโลกเชียวล่ะ

เรื่องเล่าว่าวันนั้นเฮดีสได้เสด็จขึ้นมาบนโลกมนุษย์ ให้บังเอิญผ่านไปพบโฉมงามเพอร์เซโฟนี Persephone เทวีแห่งฤดูใบไม้ผลิ ธิดาองค์เดียวของเจ้าแม่โพสพเทวี ดิมิเตอร์ (โรมัน : เซรีส) ซึ่งถ้านับกันแล้วก็คือหลานสาวของพระองค์เอง เท่านั้นละหัวใจกระด้างของพระองค์ก็แทบละลายในฉับพลัน แค่เห็นหน้าเฮดีสก็ลืมเลือนทุกอย่าง คิดอย่างเดียวว่าต้องได้นางมาเป็นเมียให้จงได้ คิดแล้วทําเลย ไม่มีการหว่านล้อมใดๆ โผเข้าฉุดเลยทันที ไม่สนใจว่านางเพอร์เซโฟนีนั้นไม่ยินยอมพร้อมใจเลยแม้แต่นิดเดียว เฮดีสพานางเหาะผ่านมาถึงแม่น้ำไซเอมี ปรากฏว่าน้ำในแม่น้ำเกิดพุ่งขึ้นสกัดทางพระองค์ไว้ พระองค์จึงชักรถเบี่ยงหลบแล้วเอาสองง่ามอาวุธของพระองค์กระทุ้งแผ่นดินให้แยกออกเป็นช่องแล้วบังคับรถลงไปใต้บาดาล แต่ก่อนจะลับร่างจากผิวโลก เพอร์เซโฟนีแก้สายรัดองค์ขว้างลงไปในแม่น้ำ สั่งให้ถวายแก่เจ้าแม่ดีมีเตอร์ผู้มารดาด้วย

เฮดีสพานางไปยังปรโลกสู่พระราชวังอันมืดทะมึนของพระองค์ โดยไม่มีใครรู้ระแคะระคาย (หรือรู้แต่ไม่มีใครอยากเสี่ยงบอกก็เป็นได้ เท่ากับว่านางหายไปอย่างไร้ร่องรอย มันก็ย่อมกลายเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้น

Demeter Mourning Persephone

เทวีดีมีเตอร์ เป็นเทวีที่ขึ้นชื่อว่ารักลูกสาวคนเดียวคนนี้มากยิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อลูกหายแบบหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ถามใครก็พากันส่ายหน้า ดิมิเตอร์มีแต่ความทุกข์เศร้าโศกสลด เที่ยวดั้นด้นตามหาลูกไปทั่วทุกถิ่นแคว้น กล่าวกันว่านางตามอยู่ 9 วัน 9 คืน ไม่กินไม่นอน ยิ่งเวลานานมากขึ้นเท่าใด นางก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นจนไม่สนใจไยดีทุกสิ่งทุกอย่าง การทําหน้าที่อํานวยพรแก่พืชพันธุ์ธัญญาหารในฐานะโพสพเทวีก็ละเลิกไปโดยปริยาย ตรงนี้เองที่ทําให้ชาวโลกเดือดร้อนไปด้วย ข้าวในนาก็แห้ง ตายไปทั่ว พื้นดินก็แตกระแหง พืชในสวนก็เหี่ยวเฉาเหมือนหัวใจของมารดาที่สูญเสีย จะมีอะไรเป็นหายนะได้มากกว่านี้อีก

และแล้ววันหนึ่งหลังจากได้ติดตามลูกมาเป็นเวลานาน เทวีที่มีเตอร์เดินเลียบไปตามฝั่งแม่น้ำพบสายรัดองค์ของลูกเข้าก็ยินดีมาก แต่ด้วยความเหนื่อยล้า เจ้าแม่จึงเดินไปพักตรงที่มีน้ำพุ ปรากฏว่าน้ำพุนั้นพุ่งเหมือนเสียงพูดพึมพํา พระนางพอจับความได้ว่าน้ำพุกําลังวิงวอนให้นางฟังถ้าอยากจะรู้ว่าธิดาไปอยู่ที่ไหน

น้ำพุเล่าว่าเดิมเป็นนางอัปสรชื่อ แอรีรูซา-Arethusa เป็นบริวารของเทพีอาร์เทมิส (โรมัน: ไดอาน่า) วันหนึ่งนางได้ลงอาบน้ำในแม่น้ำแอลฟีอัส เทพประจําน่านน้ำเห็นเข้าก็หลงรัก พยายามเกี้ยวพาหว่านล้อม แต่นางไม่สนใจจึงหนีไป เทพองค์นั้นไล่ตามไม่ลดละ นางยิ่งหนีเตลิดผ่านไปถึงบาดาลได้เห็นเทพีเพอร์เซโฟนีประทับบัลลังก์เป็นราชินีแห่งยมโลก แต่ไม่มีเวลาพอที่จะรู้อะไรมากกว่านี้เพราะต้องหนีเทพประจําน่านน้ำแอลฟีอัสต่อไป

เมื่อกลับมาบนโลกอีกครั้งก็อ่อนแรงจนคิดว่าไม่พ้นมือเทพองค์นั้นแน่ๆ จึงร้องขอให้เทวีอาร์เทมิสช่วย เทวีได้เปลี่ยนร่างของนางเป้นน้ำพุจึงพ้นมือเทพแห่งแอลฟีอัส เทวีดีมีเตอร์ได้ฟังดังนั้นก็รีบไปหาซูสขอร้องให้ช่วย ถึงตอนนี้ซูสเองก็ชักจะทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน พระองค์จึงสั่งให้เฮอร์มิสไปพบเฮดีสในนรก ขอให้ส่งนางเพอร์เซโฟนีคืนให้แก่มารดาก่อนที่ผู้คนจะอดตายหมดทั้งโลก เฮดีสทั้งเสียใจและเสียดาย จะคืนนางไปหัวใจของพระองค์ก็แหลกสลาย จะไม่คืนประเดี๋ยวนรกภูมิของพระองค์คงจะไม่มีที่ให้คนอยู่

พระองค์จึงคิดหาอุบายทางออก แล้วก็นึกได้ว่ามันมีกฏอยู่อย่างหนึ่งว่าคนใดที่ล่วงลงสู่อาณาเขตของพระองค์แล้วได้กินอาหารของนรกก็จะกลายเป็นคนของนรกไม่อาจคืนกลับบนโลกได้อีก ดังนั้นถ้าเพอร์เซโฟนีกินอาหารของที่นี่เมื่อไรก็จะกลายเป็นคนของพระองค์ทันที เฮดีสมีสิทธิ์จะไม่คืนได้ เทพแห่งปรภพจึงหลอกล่อนางเพอร์เซโฟนีให้กินเมล็ดทับทิม

ปรากฏว่าเพอร์เซโฟนียอมกิน เข้าไป 3 เมล็ด แต่ถึงแม้แค่ทับทิมเพียง 3 เมล็ดก็ทําให้เฮดีสมีสิทธิ์ในตัวนางแล้ว ซูสจึงตัดสินไกล่เกลี่ยว่าด้วยทับทิม 3 เมล็ดนั้นเองให้เพอร์เซโฟนีลงไปอยู่กับเฮดีสปีละ 3 เดือนทุกปี และกลับขึ้นมาอยู่กับพระมารดา 9 เดือน (เรื่องเวลากับเมล็ดทับทิมที่เพอร์เซโฟนีกินเข้าไปดูเหมือนจะเป็นเรื่องมากหมอมากความ ยังกับว่าถ้าพื้นที่ไหนปลูกพืชได้น้อยกว่านี้ ตํานานที่นั่นก็จะให้นางเพอร์เซโฟนีกินเมล็ดทับทิมมากหน่อย ไม่ใช่แค่ 3 เมล็ด บางแห่งว่า 4 เมล็ดถึง 6 เมล็ดเลย ซึ่งก็หมายความว่าเพอร์เซโฟนีต้องอยู่ในนรกนานขึ้น พืชพันธุ์จึงแห้งแล้ง ว่างั้นเถอะ)

ยังดีที่อย่างน้อยก็ได้อยู่กับแม่ปีละ 9 เดือน เทวีดิมีเตอร์รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ลูกคืนมา ความยินดีนั้นทําให้พระนางอวยพรให้พืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นไปตามปกติ ชาวโลกก็ยินดีพลอยไม่อดอาหารไปด้วย แต่ว่าเมื่อถึงเวลาที่เพอร์เซโฟนี้จะต้องลงไปอยู่กับเฮดีสเป็นราชินียมโลกเมื่อไร เทวีดีมีเตอร์ก็สลดหดหู่เหมือนเดิม เป็นเหตุให้ 3 เดือนที่ลูกสาวไม่อยู่นางไม่เป็นอันทําอะไรนอกจากเอาแต่เศร้าโศกจนลืมอวยพรแก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นเหตุให้ชาวโลกปลูกอะไรไม่ขึ้นใน 3 เดือนนี้เลย (คล้ายเป็นคําอธิบายว่าช่วงฤดูหนาวของยุโรปยามหิมะตก หนาวจนอะไรงอกไม่ได้ ลงรอยพอดีกับเรื่องเชียว)

แต่เอาเข้าจริงในตํานานเทพกรีกนี่ไม่เห็นมีเทพองค์ไหนโชคดีเรื่องความรักเท่ากับเทพีเพอร์เซโฟนีเลยสักคน แต่ละองค์ถ้าสวามีไม่เป็นจอมเจ้าชู้ก็มักจบลงด้วยความเศร้า เห็นจะยกเว้นก็เพียงเทพองค์นี้เอง ทั้งแม่และสวามีรักมากถึงขนาดต้องแบ่งสรรปันส่วนจากนางเพียงองค์เดียว พระมารดาอาจโชคดีกว่าสวามีเพราะมีเวลาอยู่กับลูกสาวนานถึงปีละ 9 เดือน ส่วนสวามีมีแค่ 3 เดือน และต้องนับว่าเป็น 3 เดือนที่มีคุณค่าเสียด้วย เพราะความรักของเจ้าแห่งนรกที่มีให้มิ่งมเหสีมั่นคงไม่ คลอนแคลน

ในชีวิตรักของเฮดีส พระองค์มีเรื่องกิ๊กกับสาวอื่นแค่สองครั้งทั้งๆที่ไม่ค่อยได้อยู่กับเมีย ครั้งหนึ่งคือมีเรื่องกุ๊กกิ๊กกับนางไม้ มินธี-Minthe แต่มันจบลงด้วยบาทาของแม่ยายคือดีมีเตอร์ ซึ่งแม้นางจะไม่ชอบลูกเขยสักเท่าไร แต่เมื่อรู้ว่าลูกเขยกําลังคิดนอกใจลูกสาวเท่านั้นก็ถึงกับเหยียบนางมินธีจนตาย เฮดีสสงสารนางไม้ตนนี้มาก เลยเปลี่ยนร่างของนางให้เป็นต้นมินท์ พืชมีกลิ่นหอม และกลายเป็นพืชประจําพระองค์ในเวลาต่อมา

ส่วนการนอกใจครั้งที่สองก็คือพระองค์ได้ไปรักใคร่กับนางเลอซี-Leuce ธิดาของโอซีอานัส แต่นางเลอซีดูเหมือนจะโชคดีกว่านางมินธี เนื่องจากนางป่วยตายเสียก่อนที่เรื่องจะถึงหูพระแม่ยายดิมีเตอร์ ไม่เช่นนั้นชะตากรรมของเธออาจไม่พ้นโดนเหยียบแบนเหมือนกันก็ได้

หมายเหตุ: บางที่ว่าเพอร์เซโฟนีเปลี่ยนนางให้กลายเป็นต้นมินท์ เพื่อให้นางรอดพ้นมือเอดีส

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet