ตํานานเนปจูน หรือเทพโพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าผู้ครองมหาสมุทร

ตํานานเนปจูน หรือเทพโพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าผู้ครองมหาสมุทร ตอนที่ 1

ดาวเนปจูน (ไทยเรียกดาวเกตุ) โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับที่ 8 และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 4,497 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 49,528 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 163.7 ปี ใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 16.07 ชั่วโมง มวลของดาวเนปจูน คือฮีเลียมและไฮโดรเจน บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียม ไฮโดรเจนและมีเทนเป็นส่วนใหญ่

ดาวเนปจูนอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากขึ้นอีก และเป็นระยะไกลขนาดว่าแสง อาทิตย์ต้องเดินทางถึง 4 ชั่วโมงกว่าจะถึงดวงดาว ดาวเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ก๊าซที่มีขนาดเล็กกว่าดาวยูเรนัสเล็กน้อย แต่ก็เป็นดาวที่มีมวลมากกว่าโลกถึง 17 เท่า แสดงว่าภายในของดาวน่าจะมีแกนแข็งแล้วล้อมรอบด้วยบรรยากาศชั้นนอกเช่นเดียวกับดาวยูเรนัส แต่เพราะว่าบรรยากาศของดาวดวงนี้เห็นชัดกว่าดาวยูเรนัส นักดาราศาสตร์จึงสามารถคํานวณแรงลมในชั้นบรรยากาศได้พบว่าลมที่นี่มีความเร็วถึง 2,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วที่สุดในระบบสุริยะ แต่ดาวเนปจูนแผ่ความร้อนมาจากภายในดาวได้ถึง 2.6 เท่าของพลังงานความร้อนที่รับจากดวงอาทิตย์ นักดาราศาสตร์จึงต้องหาทางอธิบายโครงสร้างภายในของดาวเนปจูนใหม่ สนามแม่เหล็กของดาวเบาบางกว่าดาวเคราะห์ก๊าซดวงอื่นๆ แต่ก็คล้ายกับดาวยูเรนัสในแง่ที่มันไม่ได้เกิดจากแกนกลางเช่นเดียวกัน

ตํานานเนปจูน หรือเทพโพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าผู้ครองมหาสมุทร ตอนที่ 1

ดาวเนปจูนเป็นดาวที่ค้นพบใหม่หลังจากดาวยูเรนัส คือพบเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ.1846 เป็นการค้นพบชนิดที่แทบจะต้องมีศึกชิงดาว (บังเอิญนักดาราศาสตร์สองชาติคืออดัมส์ของอังกฤษและ อูร์แบ็ง เลอ แวร์เย ของฝรั่งเศสไปพบเข้าในเวลาที่เฉือนกัน) เนื่องจากต่างก็ค้นพบว่ามันเคลื่อนที่ผิดไปจากตําแหน่งที่คํานวณได้ จึงน่าจะมีแรงลึกลับหรือดาวอีกดวงหนึ่งคอยดึงมันอยู่

นักดาราศาสตร์ได้นําชื่อ เนปจูน เทพแห่งท้องทะเล มาใช้กับดาวใหม่ดวงนี้ เนื่องจากเมื่อมองจากโลกแล้ว ดาวเนปจูนมีสีน้ำเงินเหมือนท้องทะเล ดาวนี้มีดวงจันทร์ของดาว 14 ดวง ไล่ตามขนาดดังนี้ 

1.ไตรตัน-Triton (พบก่อนเพื่อนเมื่อปี ค.ศ. 1846 เพราะใหญ่เท่าดวงจันทร์ของโลกเรา)
2. โพรที่อัส-Proteus
3. 
เนเรียด-Nereid
4. ลาริสซา-Larissa
5. กาลาที่อา-Galatea
6. ดีสพินา-Despina
7. ธาลาสซา-Thalassa
8. ไนแอด-Naiad
9. ฮาลิมิดี-Halimede พบเมื่อปี ค.ศ. 2002
10. นีโซ-Nes0 พบเมื่อปี ค.ศ. 2002
11. เซโอ-Sao พบเมื่อปี ค.ศ. 2002
12. เลโอ มีเดีย-Laomedia พบเมื่อปี ค.ศ. 2002
13. แซมาธิ-Psamathe พบเมื่อปี ค.ศ. 2003
14. ยังไม่มีชื่อ

ตํานานเนปจูน หรือเทพโพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าผู้ครองมหาสมุทร

ตํานานเนปจูน หรือเทพโพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าผู้ครองมหาสมุทร ตอนที่ 1

ชื่อกรีก : เทพโพไซดอน Poseidon
ชื่อโรมัน : เทพเนปจูน Neptune

โพไซดอนเป็นลูกของเทวาโครนัสและเทวีรีอาเช่นเดียวกับซูส ซึ่งถ้าจะนับกันแล้วพระองค์เองต่างหากที่เป็นพี่ใหญ่ แต่โชคร้ายถูกโครนัสพระบิดากลืนกินเขากับน้องๆทั้งสี่ลงไปในท้องเพื่อกันไม่ให้ใครลุกขึ้นมาขบถ เทพเด็กไม่ทันเตรียมตัวทําอะไรเลยกลายเป็นเหยื่อของพระบิดา จนกระทั่งซูสน้องสุดท้องผู้ถูกแอบเลี้ยงไว้ที่อื่นมาทวงพวกเขาออกไปจากท้องพ่อ และได้ช่วยกันกับเฮดีสสู้รบแย่งบัลลังก์มาจนได้ น้องๆอื่นๆจึงได้ออกทําหน้าที่ของเทพรุ่นที่สามต่อไป อาจเป็นด้วยเหตุนี้เองที่โพไซดอนยอมลงให้แก่ซูส แต่ก็เป็นการลงให้แบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก

แต่ก็มีบางตํานานอีกที่เล่าไว้ว่า เมื่อพระองค์กําลังจะโดนโครนัสกลืนนั้น พระมารดาได้รีบเอาไปซ่อนเสียในฝูงแกะ แล้วเอาสัตว์ตัวหนึ่งหลอกให้สวามีกลืนเข้าไปแทน โพไซดอนจึงได้รับการโอบอุ้มเลี้ยงดูโดยเหล่าเทลคีเนส-Telchines วิญญาณวิเศษแห่งเกาะโรดส์ ผู้มีความสามารถในการ ปั้นรูปเทพเจ้าเท่าๆกับการปลูกฝนและหิมะ พอโพไซดอนโตขึ้นก็เลยแต่งงานกับน้องสาวของเหล่าเทลคีเนสชื่อฮาเลีย-Halia เสียเลย งานนี้พระองค์ได้ลูกชายหกคนและลูกสาวหนึ่งคนเรียกพี่น้องพวกนี้ว่าโรดัส-Rhodus ชื่อเดียวกับที่เอาไปตั้งให้แก่เกาะโรดส์-Rhodes 

ทีนี้เมื่อซูสปฏิวัติพระบิดาสําเร็จ หมู่พี่น้องเพศชายทั้งสามก็แบ่งอาณาเขตพิภพระหว่างกัน ซูสได้สวรรค์และพื้นแผ่นดิน โพไซดอนได้ท้องทะเล (โพไซดอนจึงเป็นผู้ควบคุมพลังธรรมชาติที่มาจากน้ำซึ่งชาวกรีกมักสงสัยพลังของมันในฐานะที่เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทําลายในเวลาเดียวกัน) และเฮดีสได้บาดาล สําหรับโพไซดอนนี้เราคงต้องนับให้เป็นเทพครองท้องทะเลรุ่นหลัง ก่อนหน้านี้เจ้าแห่งทะเลคือโอซีอานัส อันเป็นเทพวงศ์ไทแทนรุ่นเดอะ (โอซีอานัสเป็นรากของคําว่าโอเชี่ยน-Ocean ที่แปลว่ามหาสมุทรในภาษาอังกฤษ) ทีนี้เมื่อโพไซดอนใหญ่ขึ้นมาแทน เทพรุ่นก่อนหน้าก็ยังไม่ได้ถูกปลดออกไปแต่ประการใด เพียงแค่ถูกลดบทบาทลงเท่านั้น

โพไซดอนไม่ได้ครองเฉพาะท้องทะเล แต่ยังรวมถึงชายฝั่ง แม่น้ำ ลําธาร และทะเลสาบ โดยมีเทพแห่งน้ำชั้นรองๆลงไปเป็นผู้ช่วย นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นเทพแห่งม้า ชาวกรีกเชื่อกันว่าโพไซดอนเป็นคนแรกที่ให้ม้าแก่มนุษย์ไปใช้ช่วยงาน เราอาจเห็นหรือเปรียบเทียบม้าอันมีฝีเท้าปานลมกรดของพระองค์ได้จากคลื่นทะเลนั่นเอง

โพไซดอนมีอาวุธวิเศษที่ได้รับมาจากยักษ์ไซคลอปส์คือสามง่ามวิเศษ และด้วยสามง่ามอันนี้โพไซดอนก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทําให้ผืนน้ำและแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กลายเป็นเทพแห่งธรณีไหวไปด้วย (บางทีเลยเชื่อกันว่าโพไซดอนเป็นต้นเหตุให้เกาะแอตแลนติสล่มจมลงในทะเลเพราะแผ่นดินไหว)

Hippocampus

โพไซดอนมีพระราชวังอันงดงามอยู่ใต้ท้องทะเลอีเจี้ยน มีราชรถลากด้วยอสุรกายครึ่งม้าครึ่งงูเรียกว่า ฮิปโปแคมปัส-Hippocampus (ปรากฏชื่ออยู่ในนิยายแฟนตาซียุคใหม่หลายเรื่องเลยล่ะ และชื่อฮิปโปแคมปัสก็ยังเป็นชื่อที่ใช้เรียกม้าน้ำ สัตว์เล็กๆในทะเลที่หน้าคล้ายม้าแล้วม้วนหางได้นั้นด้วย) ราชรถคันนี้จะอยู่ท่ามกลางกระบวนเสด็จซึ่งจะแวดล้อมด้วยสัตว์ต่างๆในทะเล ทั้งปลาโลมา พวกเนเรียดและวิญญาณทะเลต่างๆ เช่น โพรที่อัส-Proteus คนเลี้ยงสัตว์ที่คอยดูแลแมวน้ำของ โพไซดอนซึ่งสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่างๆที่ปรารถนาได้ หรือ กลอคัส-Glaucus ผู้ซึ่งมีกําเนิดเป็นมนุษย์ หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นชาวประมง และแล้ววันหนึ่งได้ไปลองกินสมุนไพรวิเศษเข้าเลยกลายเป็นเทพแห่งทะเลไปนี้ก็อยู่ในขบวนเสด็จของโพไซดอนด้วยเช่นกัน

โพไซดอนติดจะมีนิสัยขี้โอ่และอยากเป็นใหญ่ที่สุด แต่ด้วยความที่ว่าสงครามคราวยึดบัลลังก์จากพ่อมีซูสเป็นแกนนํา และซูสเองก็ยังช่วยเอาพระองค์ออกมาจากท้องพระบิดาด้วย การจะเป็นใหญ่ก็เลยใหญ่ได้ไม่จริง ต้องยอมลงให้น้องชายแบบไม่เต็มใจเท่าไร ความรู้สึกที่ว่าจริงๆแล้วท่านเองก็มีชาติกําเนิดและฝีมือสูสีกับซูสเป็นความรู้สึกที่คอยจะกวนใจอยู่บ่อยๆ เผลอเมื่อไหร่ความรู้สึกเช่นนี้เป็นต้องโผล่มาแสดงตัวทุกที ดังนั้นเองมีอยู่วันหนึ่งที่สองพี่น้องคือซูสกับโพไซดอนมีเรื่องขัดใจกัน พระองค์ก็เลยจัดการหาพวกกะจะยึดบัลลังก์ซูสเหมือนที่ซูสทํากับโครนัส โพไซดอนยุยงให้เทพีเฮราและบรรดาเทพขบถรุ่นเยาว์ ลูกๆของซูสเอง มีอพอลโลและอธีน่า เป็นอาทิ จัดการร่วมแรงกันโค่นล้มซูส

วิกฤตตอนนั้นทําให้ซูสถูกจับมัดจนจวนเจียนจะสิ้นท่า ปรากฏว่าเทพีมีธิส มเหสีคนหนึ่งของซูสได้ไปพาอสูรร้อยแขนมาช่วยไว้ได้ทัน บรรดาเทพที่คิดว่าตัวเองเยี่ยมยุทธ์แล้ว เมื่อเจอพันธมิตรที่ไม่ธรรมดาของซูสเข้า ต่างคนก็ต่างหนีกระเจิง ซูสเป็นอิสระได้ก็จับบรรดาพวกเทพขบถมาลงโทษเสีย แต่ที่โดนหนักที่สุดในเรื่องนี้ไหงกลับเป็นเฮราไปได้ก็ไม่รู้ ส่วนโพไซดอนและลูกคนอื่นๆกลับโดนไม่เท่าไหร่ กระนั้นก็เป็นโทษทัณฑ์หนักหนาสําหรับผู้เป็นเทวาทีเดียว โดยโพไซดอนต้องกลายเป็นทาสผู้รับใช้ลาโอเมดอน-Laomedon ราชาแห่งทรอย ซึ่งก็ได้ใช้ให้พระองค์กับอีอาคัส -Aeacus สร้างกําแพงเมืองทรอย (แต่บางตำนานดันเล่าว่าเป็นอพอลโลต่างหากที่โดนลงทัณฑ์ต้องไปสร้างกําแพงเมืองทรอย)

โพไซดอนกระหายจะได้รับการยกย่องจากมนุษย์ และอยากจะเป็นเทพอุปถัมภ์ของเมืองหลายเมือง ด้วยเหตุนี้เองที่ทําให้เขาขัดแย้งกับเทพและเทวีหลายองค์ กับอธีน่าก็หนหนึ่ง เรื่องต่างคนต่างอยากจะเป็นเทพอุปถัมภ์ของเมืองแอตติกา-Attica (ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดได้เคยดูภาพยนตร์เรื่องเพอร์ซี่ แจ็คสัน แล้วตัวเอกในเรื่องเป็นลูกครึ่งเทพของโพไซดอนกับลูกครึ่งเทพของอธีน่าคุยกันเรื่องพ่อเธอกับแม่ฉันไม่ถูกกันก็มาจากการขัดแย้งหนนี้แหละ)

เรื่องนี้มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งบรรดาเทพต่างแย่งกันเป็นเทพอุปถัมภ์เมืองแอตติกากันใหญ่ เทพต่างองค์ต่างเสนอตัว สุดท้ายเมื่อทุ่มเถียงกันได้จบยกจนต่างก็ราข้อหมดแรง ยกเว้นเทพใหญ่สององค์ที่ไม่มีใครยอมใคร องค์หนึ่งคือโพไซดอน อีกองค์หนึ่งคืออธีน่า เมื่อตกลงกันไม่ได้ก็ต้องมีการแข่งขัน โดยทั้งคู่ตกลงจะสร้างของอย่างหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่เมืองมากที่สุด หากเจ้าเมืองซึ่งมีนามว่าซีครอปส์เลือกของเทพองค์ไหนก็แปลว่าเทพองค์นั้นได้เป็นเทพอุปถัมภ์แอตติกา

เมื่อการแข่งขันเริ่มโพไซดอนเอาสามง่ามกระแทกหินหนเดียว น้ำทะเลก็ทะลักเข้าสู่แผ่นดินเกิดเป็นม้าขึ้นครั้งแรก ฝ่ายอธีน่า เธอเสกต้นโอลีฟแก่เมืองแอตติกา เจ้าเมืองเห็นประโยชน์ของของทั้งสองอย่าง แต่เห็นว่าโอลีฟหรือมะกอกนั้นเป็นประโยชน์แก่การมีชีวิตอยู่ของผู้คนมากกว่าม้าที่ใช้สัญจร จึงเลือกเทพอธีน่า งานนี้เล่นเอาโพไซดอนเสียหน้าและหมางใจไปนานทีเดียว

แต่โพไซดอนก็ยังไม่เข็ด ยังพยายามจะอุปถัมภ์เมืองต่างๆต่อไปอีก เช่นที่เมืองโครินธ์ โพไซดอนก็เป็นคู่ปรับกับเฮลิออส-Helios สุริยเทพ แต่ยักษ์ไบรเอาเรียส-Briareus เข้ามาเป็นคนตัดสินร่วมกับชาวเมือง ผลปรากฏว่าเฮลิออสได้ไปที่เมืองเอจิน่า โพไซดอนก็ถูกซูสเข้าแย่งตําแหน่ง ที่เมืองแนคซอสก็โดนไดโอไนซัสฉกฉวย ที่เดลฟีอพอลโลก็เอาไป ที่เทรซีน่าก็เป็นของอธีน่า ส่วนที่อาร์กอส โฟโรนิอัสต้องออกมาแก้ไขความบาดหมางระหว่างโพไซดอนกับเฮรา และยกตําแหน่งเทพ อุปถัมภ์ให้เฮรา-ฝ่ายหลัง เพราะความชื่นชอบส่วนตัว

Amymone

ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าโพไซดอน จะยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น เมื่อความผิดหวังทับถมกันหลายครั้งเข้า มันก็กลายเป็นความโกรธ พระองค์จึงลงโทษด้วยการทําให้น้ำเหือดแห้งไปจากทุ่งในอาร์กอสจนน้ำแห้งแผ่นดินระแหงไปเลยล่ะ แต่บังเอิญว่าชะตาของเมืองอาร์กอสยังไม่สิ้น ให้บังเอิญดานาอัสและบรรดาลูกสาวเดินทางไปถึงแผ่นดินที่กําลังมีปัญหาพอดี และจู่ๆนั้นเองดวงตาอันโกรธเกรี้ยวของโพไซดอนก็ประสบกับใบหน้าของเอมีโมนี-Amymone หนึ่งในเหล่านางเดเนอิดส์-Danaids ลูกของคานาอัสเข้าให้เกิดความพิศวาสบาดใจขึ้นมา ทันควันยอมถอนคําสาปง่ายๆ ซะงั้น เรียกว่าเห็นผู้หญิงแล้วความโกรธก็หายไปว่างั้นเถอะ (วีรบุรุษนอพลีอัส-Nauplius ก็เป็นผลพวงจากความรักครั้งนี้) ช่างเหมือนมหาเทพซูสน้องชายเสียจริง

ความรักของโพไซดอน

Scylla

ถ้าเอาโพไซดอนไปเปรียบกับซูสจะได้ความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือเป็นเทพเจ้าชู้มหากาฬทั้งคู่ เพียงแต่โพไซดอนโชคดีกว่าตรงที่มีมเหสีเอกเชิดหน้าชูตาพระองค์ได้มากกว่าเฮรา ราชินีของซูส มเหสีนางนี้คือ อัมฟิตรีติ-Amphitrite นางเป็นอัปสรน้ำคนหนึ่งในบรรดาเนเรียดทั้ง 50 อัมฟิตรีติค่อนข้างสงบเสงี่ยม ไม่ค่อยตระเวนล่าสนมลับของสวามีเหมือนเฮรา จะมีก็หนเดียวเท่านั้นที่เธอร้าย เห็นจะเป็นตอนที่จัดการนางซิลลา-Scylla นั่นล่ะ

เรื่องเล่าว่า ซิลลา ผู้นี้เคยเป็นนางไม้ไนแอด-Naiad ผู้ทรงโฉม ความสวยของนางทําให้โพไซดอนหลงรักหัวปักหัวปำจนอัมฟิตรีติทนไม่ไหว ครั้นลมเพชรหึงเข้าครองสติเธอก็เลยหายาพิษมาโรยในน้ำที่ซิลลาลงอาบ พลันเมื่อร่างของซิลลาแช่ลงในน้ำผสมยาก็ซึมซาบพิษร้าย เธอสลายร่างกลายเป็นอสุรกายหกหัว หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวสุดๆ ซิลลาชะโงกเห็นเงาตัวเองในน้ำก็ตกใจและเสียใจหนักจนหนีหายหลบเร้นกายไป อัมฟิตรีติเองเห็นดังนั้นก็ทั้งตกใจและเสียใจที่ตนเองเป็นเหตุทําร้ายผู้อื่นให้ได้รับทุกข์สาหัส อาจเป็นด้วยเหตุนี้ก็ได้ครับที่ทําให้เธอเกิดความกลัวจนไม่กล้าทําร้ายใครอีกเลย

ในภาษาอังกฤษมีวลีว่า “between Scylla and Charybdis” ระหว่างซิลลาและคาริบดิส หมายความว่ากําลังอยู่ระหว่างอันตรายกับอันตราย แทบไม่มีทางรอด ซิลลาเป็นอสูรหกหัว ส่วนคาริบดิสเป็นน้ำวน สองสิ่งอยู่ด้วยกันตรงช่องแคบเมสสิน่า อิตาลี ใครผ่านไปก็คือตายกับตายลูกเดียว

Medusa

โพไซดอนก็เลยเจ้าชู้ต่อไปได้อย่างสบายใจ ทรงแจกความรักให้เหล่าเพศหญิงมากมาย แต่ส่วนใหญ่หญิงที่ท่านนิยมมักเป็นของแปลกมากกว่าเป็นหญิงงาม เช่น นางเมดูซาที่มีผมเป็นงู หันหน้ามองใครก็เป็นหินกันไปหมดเป็นต้น (กับนางเมดูซา โพไซดอนได้ลูกเป็นม้าเพกาซัสและนักรบไครซาออร์)

โพไซดอนมีรอยด่างเช่นเดียวกับซูสเหมือนกันในแง่ที่ถ้าต้องการแล้วต้องได้ เช่นกับพระน้องนางดีมีเตอร์ซึ่งพระองค์เกิดพิศวาสบาดจิตตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นมหาเทพแต่เทวีดีมีเตอร์ไม่เล่นด้วย เลยแปลงร่างเป็นนางม้าหนีไป โพไซดอนไม่ลดละแปลงเป็นม้าเพศผู้ไปสมสู่จนได้ สัมพันธ์สวาทครั้งนี้ทําให้โพไซดอนได้ลูกหน้าตาประหลาดมาตัวหนึ่งชื่อว่า อารีออน-Arion มี ขาหน้าเป็นขาคน แต่ร่างกายท่อนหลังเป็นม้า พูดภาษาคนได้ (แต่บางทีและบางที่ก็เป็นม้าปกติเพียงแต่เป็นอมตะ และต่อมากลายเป็นม้าศึกตัวกลั่นของอคิลลีส-วีรบุรุษแห่งศึกทรอย)

บริวารของโพไซดอน

Triton

โพไซดอนมักได้ลูกๆจากผู้หญิงที่พระองค์รัก แต่ลูกส่วนใหญ่มักบิดๆเบี้ยวๆหรือไม่ก็มีพฤติกรรมที่ไม่ดี นําความทุกข์ยุ่งยากมาให้ผู้คนคล้ายๆลูกของมาร์ส ลูกๆที่ดังๆพอทนได้ของโพไซดอนก็มีไตรตันกับม้าเพกาซัสล่ะที่จะมีกล่าวถึงกันบ่อยหน่อย ไม่เหมือนพวกบริวารของพระองค์ที่มีคนกล่าวถึงกันมากกว่า เช่นว่า

โอเชี่ยน-Ocean (หรือโอซีอานัส-องค์เดียวกัน เป็นเจ้าสมุทรเก่า แต่ถูกลดบทบาทหลังซูสขึ้นครองฟ้าแทนโครนัส) เทพองค์นี้เป็นเจ้าแห่งห้วงน้ำที่ไหลอ้อมพิภพ พระองค์เป็นเทพไทแทนเช่นเดียวกับชายาคือ ทีธิส-Tethys กล่าวกันว่าทั้งสองมีลูกสาว 3,000 คน จนเรียกรวมว่าคณานางอัปสรน้ำโอเชียนิดส์-Oceanids (คนที่อ่านตํานานกรีกมักสับสน “เทวีทีธิส” องค์นี้กับ “เธทิส” คนหลานซึ่งเป็นหนึ่งในคณานางน้ำเนเรียดส์ สะกดเป็นภาษาอังกฤษต่างออกไปว่า Thetis แต่อ่านเหมือนกัน) นับเป็นเทพีประจําห้วงน้ำใหญ่ต่างๆ และยังมีลูกที่เป็นชาย 3,000 คนที่กล่าวว่าเป็นเทพประจําแม่น้ำทุกสายในโลก

พอนทัส-Pontus หมายถึงทะเลลึก องค์นี้เป็นเทพซึ่งเป็นเทพบิดรบรรดาของสิ่งมีชีวิตประหลาดหลายตัว แต่ลูกที่ดีที่สุดเห็นจะเป็น นีรีอัส-Nereus เทพเจ้าแห่งท้องทะเล นีรีอัสมีฉายาว่าผู้เฒ่าแห่งท้องทะเล (เมดิเตอเรเนียน) เป็นเทพที่ซื่อสัตย์และสุภาพ เป็นผู้ครองความคิดเที่ยงธรรมและมีความกรุณา นีรีอัสมีธิดาห้าสิบนางเรียกกันว่าพวกเนเรียดส์-Nereids (อัปสรน้ำทะเล) นางเธทิสมารดาของอคิลลีสก็เป็นหนึ่งในคณานางเนเรียดส์ เช่นเดียวกับอัมฟิตรีติ มเหสีของโพไซดอน รวมทั้งนางกาลาทีอาก็เป็นเนเรียดส์คนหนึ่งด้วย

ไตรตัน-Triton ลูกชายของโพไซดอนและอัมฟิตรีติ เป็นผู้ประโคมแตรสังข์แห่งห้วงสมุทร แตรของไตรตันเป็นเปลือกหอยขนาดใหญ่

โพรที่อัส-Proteus บางตํานานว่าเป็นลูกของโพไซดอน แต่บางตํานานก็ว่าเป็นบริวาร เขามีฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ และเป็นผู้รู้กาลอนาคต

ไนแอดส์-Naiads เป็นนางอัปสรแห่งท้องน้ำ (เป็นอัปสรน้ำจืด) อาศัยตามท้องน้ำลําธารเล็กๆและน้ำพุ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet