10 อันดับภาพวาดที่มีมูลค่าในการซื้อขายสูงที่สุดในโลก ตอนที่ 1

10 อันดับภาพวาดที่มีมูลค่าในการซื้อขายสูงที่สุดในโลก ตอนที่ 1

1 ในจํานวนของล้ำค่ามากมายที่อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก นอกจากทรัพย์สมบัติ เครื่องประดับ หรือวัตถุโบราณต่างๆที่ได้รับการยอมรับกันว่ามีมูลค่าสูง และมีอายุอานามของสิ่งเหล่านั้นควรค่าแก่การเก็บสะสมไว้แล้ว ภาพวาดของศิลปินมีชื่อเสียงต่างๆในอดีตก็นับเป็นสมบัติที่เลอค่าอีกอย่าง หนึ่งที่พิพิธภัณฑ์ทุกหนแห่งทั่วโลกต่างพยายามที่จะให้ได้ภาพเหล่านั้นมาครอบครอง หรือตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์ของตนสักครั้งหนึ่ง

แต่เชื่อหรือไม่ว่าภาพวาดที่มีมูลค่าสูงสุดซึ่งมีการซื้อขายในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ศิลปินเจ้าของภาพแทบที่จะไม่ได้รับส่วนแบ่งจากผลงานของเขาอย่างที่ควรจะได้เลย แม้จะขายภาพของเขาได้ สนนราคาในตอนที่ขายนั้นก็เพียงพอแค่ค่าสีค่าผ้าใบซึ่งใช้จ่ายไปได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น หรือถึงแม้บางคนจะขายได้ราคาดี แต่ก็ไม่ทําให้เป็นเศรษฐีได้จากผลงานเพียงแค่ชิ้นเดียวอย่างที่มีการซื้อขายกันอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งก็มีศิลปินในอดีตเหล่านั้นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถขายผลงานของเขาได้ราคาดี

แต่ก็ยังมีศิลปินที่โชคร้ายจํานวนมากเช่นกันที่ไม่เคยได้สัมผัสกับส่วนแบ่งรายได้จากผลงานของพวกเขาเลยจนแม้กระทั่งเสียชีวิตลง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent van Gogh) เป็นต้น ที่ตลอดชีวิตของเขาสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดเอาไว้อย่างมากมาย แต่ก็เริ่มขายได้ในช่วงเวลาท้ายๆของชีวิตเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากนัก

กระทั่งเมื่อเขาจากโลกนี้ไปเป็นเวลาหลายปีแล้วนั่นเอง ภาพวาดของเขาจึงเสมือนกับถูกขุดขึ้นมาจากตมแล้วนําขึ้นไปวางไว้บนหิ้ง จากนั้นมาราคาภาพวาดของวินเซนต์ แวน โก๊ะ ที่อยู่ในมือนักสะสมต่างๆก็เริ่มเคลื่อนไหวจนมีราคาซื้อขายกันสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภาพวาดที่ชื่อว่า “ดอกทานตะวัน 15 ดอกในแจกัน (Vase with Fifteen Sunflowers)” ของ แวน โก๊ะ ได้กลายเป็นภาพวาดที่มีการซื้อขายกันในราคาแพงที่สุดในโลกนับจากปี ค.ศ. 1987 เป็นต้นมา โดยมีผู้ประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 54 ล้านดอลลาร์ นับจากนั้นเป็นต้นมาภาพดังกล่าวก็ติดอันดับภาพวาดที่มีราคาซื้อขายสูงสุด และยังมีราคาซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2017 ภาพดอกทานตะวันของ แวน โก๊ะ ภาพดังกล่าวก็ถูกทําลายสถิติภาพที่มีการซื้อขายกันแพงที่สุดในโลกลง โดยภาพวาดของ เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vincil) ศิลปินชาวอิตาลีผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 15 ภาพดังกล่าวมีชื่อว่า “ซาลวาตอร์ มุนดี (Salvotor Mundi)” ที่มีราคาซื้อขายสูงถึง 450 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว และต่อไปนี้ก็คือภาพวาดที่มีการจัดอันดับเป็นภาพวาดที่มีราคาซื้อขายกันสูงสุด 10 อันดับ โดยไล่เรียงจากภาพที่มีราคาสูงสุดลงมาดังนี้

1. ซาลวาตอร์ มุนดี (Salvator Mundi)

Salvator Mundi


ผลงานของ : เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)
ปีที่วาด : ค.ศ. 1500
ราคา : 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพ ซาลวาตอร์ มุนดี นี้เป็นภาพวาดเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งเป็นภาพที่นิยมวาดกันในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือที่เรียกว่ายุค “เรอเนสซองส์ (Renaissance)” อยู่ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 17 ชื่อของภาพนี้มีความหมายว่า “ผู้ไถ่บาปให้แก่โลก” เป็นภาพวาดของ “พระคริสต์ (Christ)” หรือพระเยซูกําลังให้พรโดยยกนิ้วพระหัตถ์ขวาขึ้น 2 นิ้ว และพระหัตถ์ซ้ายถือลูกแก้ว ซึ่งเป็นรหัสนัยหมายถึงพระองค์ทรงเป็นผู้เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อไถ่บาปแก่มวลมนุษย์

เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นศิลปินนักวาดภาพที่มีความเชี่ยวชาญรอบด้าน นอกจากความสามารถในด้านการวาดภาพที่เป็นเลิศแล้ว ดาวินชีก็ยังได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักวิศวกรรม และเป็นนักประดิษฐ์ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศอีกด้วย สิ่งประดิษฐ์ต่างๆทางวิศวกรรมซึ่งมาจากความคิดของเขาเมื่อ 500 กว่าปีที่แล้วเป็นจํานวนมาก หากย้อนไปในสมัยเขาคงไม่มีใครเข้าใจหรือเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ เพราะหลายสิ่งหลายอย่าง ดา วินชี ใช้หลักกลศาสตร์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงเวลานั้นหรือหลังจากนั้นก็ตาม

จนกระทั่งล่วงมาอีกหลาย 100 ปีนั่นเองที่คนรุ่นหลังจึงสามารถเข้าถึงหลักการเหล่านั้นแล้วนํามาใช้ประดิษฐ์จนสามารถใช้ได้อย่างแท้จริงจนทุกวันนี้ ซึ่งตัวอย่างหนึ่งที่มักจะถูกนํามาอ้างอิงในความคิดก่อนยุคสมัยของ ดา วินชี ก็คือเรื่องของเครื่องบินนั่นเอง ที่เขาเคยร่างแบบร่างของเครื่องมือ ชนิดหนึ่งซึ่งจะพาให้มนุษย์สามารถบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้มาก่อนแล้วเมื่อ กว่า 500 ปีก่อน

สําหรับภาพ ซาลวาตอร์ มุนดี นี้นับเป็น 1 ในจํานวนภาพวาดเพียง 20 ภาพของ ดา วินชี เท่าที่มีการพิสูจน์ และได้รับการรับรองจากสถาบันต่างๆแล้วว่าเป็นผลงานของ ดา วินชี จริงที่หลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ ตามประวัติเล่าว่า ดา วินชี วาดภาพนี้ให้กับ หลุยส์ ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส (Louis XII of France) เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ แอนน์ แห่ง บริตตานี (Anne of Brittany) พระชายา ภาพนี้วาดขึ้นในราวปี ค.ศ. 1500 แต่ภายหลังได้ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ที่อังกฤษโดย เอนเรียตตา มาเรีย แห่งฝรั่งเศส (Henrietta Maria of France) เมื่อได้อภิเษกกับ ชาร์ส ที่ 1 (Charles I of England) แห่งอังกฤษในปี ค.ศ. 1625

กระทั่งในปี ค.ศ. 1649 ชาร์ลส ที่ 1 แห่งอังกฤษก็ถูกสําเร็จโทษหลังพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองให้แก่ฝ่ายรัฐสภา โดยไม่มีสถาบันกษัตริย์อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ทรัพย์สินของกษัตริย์จึงถูกริบ รวมทั้งภาพ ซาลวาตอร์ มุนดี ภาพนี้ด้วยที่ถูกขายทอดตลาดไปด้วยราคาถูกๆ จนกระทั่งในที่สุดเมื่อมีการสถาปนาระบอบกษัตริย์กลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภาพวาดภาพนี้ก็ถูกส่งมอบคืนให้แก่ ชาร์ลส ที่ 2 แห่งอังกฤษ (Charles II of England) โอรสของ ชาร์ลส ที่ 1 และถูกนําไปไว้ที่พระราชวังไวต์ ฮอลล์ (Palace of Whitehall) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1666 จากนั้นมาก็ตกทอดเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์แก่ทายาทรุ่นต่อๆมา

จนกระทั่งถูกขายไปให้แก่ผู้ครอบครองคนอื่นๆอีกหลายมือ และในที่สุดก็ไม่มีใครทราบได้ว่าภาพวาดภาพนี้ไปอยู่ในกรรมสิทธิ์ของใคร จนในปี ค.ศ. 1900 จึงได้มีการพบว่าภาพ ซาลวาตอร์ มุนดี ตกไปอยู่ในกรรมสิทธิ์ของ ฟรานซิส คุก ไวสเคาน์ต แห่ง มอนเซอร์เรต (Francis Cook Viscount of Monserrate) ผู้ซึ่งเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยมาจากกิจการค้าขนสัตว์และใยฝ้าย ซึ่งเมื่อตกมาถึงมือของ ฟรานซิส คุก นั้นภาพวาดภาพนี้ชํารุดทรุดโทรมมากแล้ว จึงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นภาพวาดของ ดา วินชี แต่สงสัยกันว่าเป็นฝีมือของ เบอร์นาร์ดิโน ลุยนี (Bernardino Luini) ซึ่งเป็นผู้ที่เคยทํางานใกล้ชิดกับ ดา วินชี ที่อาจเรียกว่าเป็นศิษย์ในจํานวนไม่กี่คนของเขาก็เป็นได้มากกว่า

ต่อมาภาพนี้ก็ถูกหลานของ ฟรานซิส คุก ได้นําไปเปิดประมูลในปี ค.ศ. 1958 ด้วยราคาที่เคาะขายเพียง 45 ปอนด์เท่านั้น ซึ่งตอนนั้นถูกระบุว่าเป็นฝีมือการวาดของ จิโอวานนี่ อันโตนิโอ บอลทราฟฟิโอ (Giovanni Antonio Boltraffo) ที่เป็นศิษย์อีกคนหนึ่งของ ดา วินชี และถูกเชื่อเช่นนั้นตลอดมา

ภาพดังกล่าวถูกประมูลในปี ค.ศ. 2005 ด้วยราคา 10,000 ดอลลาร์ ในการประมูลที่นิวออร์ลีนโดยที่ไม่มีใครคิดว่าเป็นผลงานของ ดา วินชี อีกเช่นกัน ซึ่งสาเหตุที่ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นภาพวาดของ ดา วินชี นั้นก็น่าจะเป็นเพราะภาพนี้มีความชํารุดทรุดโทรมมากจากการที่ต้องไปตกอยู่ในมือของผู้ซึ่งไม่รู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงเป็นเวลานานจึงขาดการดูแล เมื่อภาพมาปรากฏอีกครั้งในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จึงได้มีการซ่อมและวาดทับลงไปหลายส่วนของภาพ นักวิเคราะห์ภาพวาดมืออาชีพจึงพิสูจน์ได้ยากว่าเป็นฝีมือของ ดา วินชี จริงเพราะมีเพียงความละม้ายเพียงบางส่วนเท่านั้น

เรื่องนี้จึงเป็นที่นํา มาถกเถียงกันตลอดว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่ภาพของ ดา วินชี กระทั่งต่อมาได้มีอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) ผู้หนึ่งได้ออกมาเปิดประเด็นว่าภาพวาดดังกล่าวน่าจะเป็นของ เลโอนาร์โด ดา วินชี และมีการนําไปตรวจสอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์จนเชื่อว่าเป็นผลงานของ ดา วินชี อย่างจริงแท้แน่นอน

นับแต่นั้นมามูลค่าของภาพวาดนี้จึงได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆกระทั่งในปี ค.ศ. 2013 ก็มีนักสะสมภาพชาวสวิสประมูลภาพนี้ไปด้วยมูลค่า 75 ล้านดอลลาร์ จากนั้นก็เปลี่ยนมือไปอยู่ในการครอบครองของนักสะสมชาวรัสเซียซึ่งประมูลภาพนี้ไปด้วยมูลค่า 127.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อมาภาพ ซาลวาตอร์ มุนดี นี้ก็ได้ถูกนําไปแสดงตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆทั่วโลก ทําให้มูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งตกไปอยู่ในมือผู้ครอบครองคนหลังสุดคือ ดมิทรี ไรโบลอฟเลฟ (Dmitry Rybolovlev) นักธุรกิจและนักสะสมภาพชาวรัสเซีย จากนั้นจึงถูกนําไปจัดประมูลโดยสํานักประมูลคริสตี (Christie) ที่นิวยอร์ก ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2017 และเจ้าชาย บาเดอร์ บิน อับดุลเลาะห์ (Badr bin Abdullah) แห่งซาอุดิอาระเบียก็ประมูลไปในมูลค่าที่สูงถึง 450,312,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนําไปตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ อาบู ดาบี (Louvre Abu Dhabi) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

2. อินเตอร์เชนจ์ (Interchange)

Interchange

ผลงานของ : วิลเลม เดอ คูนิง (Willem de Kooning)
ปีที่วาด : ค.ศ. 1955
ราคา : 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพวาดอินเตอร์เชนจ์ เป็นศิลปะแบบแอ็บสแตร็กต์ (Abstract) ซึ่งเป็นศิลปะสมัยใหม่ที่มีลักษณะเป็นนามธรรมสื่อสารกันทางด้านอารมณ์ความรู้สึกมากกว่ารูปทรง วาดโดย วิลเลม เดอ คูนิง ศิลปินชาวดัตช์ แต่ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐฯเป็นการถาวรในปี ค.ศ. 1926 แรกทีเดียวคนมองว่านี่เป็นภาพผู้หญิงนั่งเก้าอี้ แต่เปลี่ยนใจมาวาดเป็นภาพทิวทัศน์ซึ่งก็ยังเห็นเค้าโครงเดิมอยู่ คูนิงวาดภาพนี้ในปี ค.ศ. 1955 และขายให้กับสถาปนิกผู้หนึ่งเป็นบิดาเจ้าของห้างสรรพสินค้าคอฟแมนน์ (Kaufmann 5 department store) ในพิตต์สเบิร์ก ในราคา 4,000 ดอลลาร์

แต่ภายหลังตระกูลคอฟแมนได้ให้บริษัทประมูลซอเธอบี (Sotheby) ในนิวยอร์กนำไปจัดการประมูลให้ ซึ่งแกลเลอรีแห่งหนึ่งในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ที่ประมูลไปได้ในปี ค.ศ. 1989 ด้วยมูลค่า 20.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นมูลค่าสูงสุดของงานศิลปะชิ้นที่ศิลปินผู้สร้างผลงานยังคงมีชีวิตอยู่ในเวลานั้น กระทั่งในปีต่อมาแกลเลอรีที่ญี่ปุ่นดังกล่าวได้ขายภาพนี้ออกไปในราคาที่ขาดทุนอย่างมากในปี ค.ศ. 1990 เนื่องจากผู้ซื้อที่ตกลงกันไว้เกิดเปลี่ยนใจไปซื้อภาพอื่นแทน

ต่อมาในภายหลังผู้ซึ่งรับช่วงซื้อภาพนี้มาคือ เดวิด เกฟเฟน (David Geffen) นักธุรกิจชาวอเมริกันผู้เป็นเจ้าของบริษัทผลิตสื่อบันเทิงมากมายก็กลับสามารถทํากําไรอย่างมหาศาลด้วยการขายภาพนี้ ไปในราคา 300 ล้านดอลลาร์ ให้กับนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ผู้หนึ่งคือ เคน กริฟฟิน (Ken Griffin) ซึ่งเขาซื้อภาพจาก เดวิด เกฟเฟน 2 ภาพ อีกภาพหนึ่งเป็นภาพของ แจ็คสัน พอลล็อก (Jackson Pollock) ผู้ซึ่งเป็นศิลปินแอ็บสแตร็กต์อีกคนหนึ่ง

3. The Card Players

The Card Players

ผลงานของ : ปอล เซซานน์ (Paul Cezanne)
ปีที่วาด : ค.ศ. 1892/93
ราคา : 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพ The Card Players นี้วาดโดยศิลปินโพสต์ อินเพรสชันนิสต์ (Post Impressionist) หรือ ยุคหลังอินเพรสชันนิสต์ ชาวฝรั่งเศสคือ ปอล เซซานน์ วาดขึ้น ในช่วงชีวิตท้ายๆของศิลปินผู้นี้เซซานน์นับเป็นศิลปินในยุคศตวรรษที่ 19 คนแรกๆที่บุกเบิกศิลปะซึ่งพยายามจะหนีออกจากแนวทาง อิมเพรสชันนิสต์ (Impressionist) ที่กําลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีแนวคิดใหม่ๆซึ่งเป็นนามธรรมมากขึ้น หรือการใส่เรื่องราวลงไปในภาพมากกว่าการเน้นในอารมณ์และความรู้สึกเป็นรูปธรรมแบบอิมเพรสชันนิสต์

เดิมภาพนี้เป็น 1 ใน 5 ภาพที่เซซานน์วาดไว้เป็นชุด ซึ่งทั้ง 5 ภาพต่างก็ขายไปในมูลค่าที่สูงด้วยกันทั้งสิ้น สําหรับภาพที่มีมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ภาพนี้มีภาพคล้ายกันทั้งหมด 3 ภาพเป็นภาพของชายชาวชนบท 2 คนนั่งเล่นไพ่กัน โดยคนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือคาบกล้องยาสูบอยู่ แต่ต่างกันที่สีสันและองค์ประกอบบางอย่างเท่านั้น ส่วนอีก 2 ภาพเป็นภาพผู้เล่น 3 คน กับอีกคนหนึ่งยืนคาบกล้องยาสูบยืนดูอยู่

ภาพ The Card Players ศิลปินโพสต์อินเพรสชันนิสต์ (Post Impressionist) ที่มีมูลค่าสูงสุดของ ปอล เซซานน์ ภาพนี้ แต่เดิมนั้นเป็นสมบัติของเจ้าของบริษัทเดินเรือทะเลชาวกรีกชื่อว่า จอร์จ เอมปิริโกส (George Embiricos) และต่อมาก็ได้ขายให้แก่ราชวงศ์กาตาร์ (Royal Family of Qatar) ไปในราคา 250 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2011

4. When will you marry me?

When will you marry me?

ผลงานของ : ปอล โกแกง (Paul Gauguin)
ปีที่วาด : ค.ศ. 1892
ราคา : 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพนี้วาดโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส ปอล โกแกง ศิลปินในยุคศตวรรษที่ 19 ในช่วงเวลาเดียวกันกับ ปอล เซซานน์ และเป็นศิลปินรุ่นบุกเบิกศิลปะยุคโพสต์อิมเพรสชันนิสต์เช่นกัน ภาพนี้มีชื่อเป็นภาษาตาฮิติว่า นาฟี ฟา อิโป อิโป (Nafeg Faq Ipo Ipo) ที่มีชื่อภาษาตาฮิติก็เป็นเพราะในช่วงท้ายๆของชีวิตนั้น ปอล โกแกง ได้ไปปักหลักใช้ชีวิตอย่างถาวรที่เกาะตาฮิติ และได้วาดภาพทิวทัศน์กับภาพของชาวเกาะตาฮิติเอาไว้อย่างมากมาย

โดยที่ภาพในช่วงอยู่ตาฮิติของโกแกงทุกภาพก็ล้วนแต่เป็นภาพที่ซื้อขายกันในมูลค่าสูงมากในปัจจุบัน เนื่องจากแสดงให้เห็นบุคลิกเฉพาะในงานแบบของโกแกงซึ่งให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากงานของศิลปินตะวันตกคนอื่นๆได้อย่างชัดเจนที่สุด ภาพ When will you marry me? ที่แปลว่าคุณจะแต่งงานเมื่อไร? นี้เป็นภาพของหญิงสาวชาวตาฮิติ 2 นาง อยู่ในชุดพื้นเมืองนางหนึ่งกับอีกนางหนึ่งสวมชุดที่รับอิทธิพลจากชาวตะวันตกซึ่งเห็นกันดาษดื่นบนเกาะตาฮิติ แม้เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วหรือในปัจจุบันก็ยังเห็นหญิงสาวชาวตาฮิติสวมชุดเช่นนี้ปะปนกันอยู่ในสังคมไม่เปลี่ยนแปลง

เท่าที่มีการบันทึกประวัติการซื้อขายซึ่งเปิดเผยโดยทั่วไปนั้นทราบว่าแต่เดิมภาพนี้เป็นสมบัติของ พิพิธภัณฑ์คุนสต์ บาเซล (Kunst Basel Museum) ในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ต่อมาขายให้แก่ รูดอล์ฟ สตาเชลิน (Rudolf Staechelin) นักธุรกิจและนักสะสมภาพชื่อดังชาวสวิส กระทั่งในปี ค.ศ. 2015 สตาเชลินก็ขายภาพนี้ไปด้วยมูลค่าถึง 210 ล้านดอลลาร์ให้กับ เชค อัล-มายาสซา บิน ฮามัด อัล-ทานี (Sheikh AL-Mayassa bin Hamad Al-Thani) ผู้เป็นมหาเศรษฐีและนักสะสมภาพชาวกาตาร์ และยังเป็นผู้ซึ่งก่อตั้งพิพิธภัณฑ์กาตาร์ (Qatar Museum) ขึ้นอีกด้วย

5. นัมเบอร์ 17 เอ (Number 17A)

นัมเบอร์ 17 เอ (Number 17A)

ผลงานของ : แจ็คสัน พอลล็อก (Jackson Pollock)
ปีที่วาด : ค.ศ. 1948
ราคา : 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพนี้เป็นภาพวาดที่ เดวิด เกฟเฟน นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของบริษัทผลิตสื่อบันเทิงขายไปให้กับนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ชื่อ เคน กริฟฟิน ในราคา 200 ล้านดอลลาร์ คู่กันกับอีกภาพคือ อินเตอร์เชนจ์ ของ วิลเลม เดอ คูนิง ที่ขายไปในราคา 300 ล้านดอลลาร์ พอลล็อกเป็น ศิลปินนักวาดภาพแบบแอ็บสแตร็กต์ เช่นเดียวกับคูนิงและอยู่ในยุคสมัยเดียวกันอีกด้วย แม้จะเป็นรุ่นน้องอยู่ 8 ปี แต่ก็เป็นศิลปินรุ่นบุกเบิกศิลปะแอ็บสแตร็กต์เช่นเดียวกันพอลล็อก เป็นชาวอเมริกัน

โดยกําเนิดเทคนิคที่พอลล็อคนิยมใช้นั้นมักเป็นวิธีสาดสีและสะบัดสีด้วยพู่กัน เขาเคยบอกกับผู้สัมภาษณ์เขาว่า เขาได้ความคิดนี้มาจากการนั่งจ้องมองรังนกหน้าบ้านอยู่เป็นเวลานานจนเห็นสีสันเกิดขึ้นภายในนั้น แจ็คสัน พอลล็อก ยังมีภาพที่มีชื่อเสียงอีกภาพหนึ่งในลักษณะคล้ายกันกับภาพ นัมเบอร์ 17 เอ ภาพนั้น มีชื่อว่า นัมเบอร์ 5 (Number 5) ซึ่งวาดขึ้นในช่วงปีเดียวกัน และขายได้ ในมูลค่าสูงถึง 140 ล้านดอลลาร์ด้วยเช่นกัน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet