บทสรุปชีวิตโลดโผนของ Andy Warhol เจ้าพ่อป็อปอาร์ตแห่งยุค

Studio 54

ในปี ค.ศ. 1977 เมื่อกระแสดนตรีเปลี่ยนความนิยมจากดนตรีร็อคไปสู่ความนิยมในดนตรีรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ดิสโก (Disco) นั้น ก็มี ดิสโก คลับ (Disco Club) เปิดขึ้นมากมายทั่วทุกหนแห่ง ในนิวยอร์กก็มีคลับแห่งหนึ่งที่ถือเป็น ดิสโก คลับ ชั้นสูงเปิดขึ้นมีชื่อว่า สตูดิโอ 54 (Studio 54) เจ้าของคือ สตีฟ รูเบลล์ (Steve Rubell) ได้ขอให้ แอนดี วาร์ฮอล เป็นผู้วางคอนเซ็ปต์หรือแนวการตกแต่งของคลับแห่งนี้ให้จนกลายมาเป็นคลับที่มีแนวการตกแต่งแหวกแนวไปด้วยศิลปะป็อป อาร์ตในสไตล์ของแอนดีทั้งหมด

และด้วยชื่อเสียงของแอนดีด้วยเช่นกันที่ทําให้สตูดิโอ 54 แห่งนี้ กลายเป็นแหล่งรวมของคนดังที่มักไปพบปะสังสรรค์กันอย่างคับคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ซึ่งมีอยู่เป็นจํานวนมากเช่นกันที่ต้องการได้ไปกระทบไหล่แอนดี เพราะเขาคือแขกกิตติมศักดิ์ของคลับแห่งนี้ที่ในบางครั้งเขาก็จะย้ายปาร์ตี้ที่เคยจัดเป็นประจําไปที่สตูดิโอ 54 แห่งนี้

กำเนิดศิลปะแนวใหม่อย่าง Conceptual Art

กำเนิดศิลปะแนวใหม่อย่าง Conceptual Art

เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 1980 ศิลปะ ป๊อป อาร์ต อาจไม่ใช่ศิลปะที่นําความใหม่มาให้กับวงการศิลปะอีกต่อไปแล้ว และความนิยมศิลปะรูปแบบนี้จึงเริ่มถอยออกจากความนิยมไปเรื่อยๆ เมื่อมีศิลปะรุ่นใหม่ๆเกิดขึ้นมาอยู่ในกระแสแทนมากมาย ในทศวรรษใหม่นี้วงการศิลปะกําลังตื่นตัวกับงานศิลปะนามธรรมรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า คอนเซ็ปชวล อาร์ต (Conceptual Art)

ศิลปะรูปแบบนี้เป็นศิลปะซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดความคิดของศิลปินที่มีต่อสิ่งต่างๆโดยสรุปออกมาได้เป็นเรื่องราวเพียงเรื่องราวเดียว หรือการระบุเรื่องราวทั้งหมดให้อยู่ในหัวข้อเพียงหัวข้อเดียวได้อย่างชัดเจนลงไปได้ จึงต้องแสดงออกในลักษณะภาพรวมเพื่อให้เกิดการตีความและถกเถียงกัน โดยที่ศิลปินส่วนใหญ่ก็จะไม่แสดงผลงานของตนออกมาแต่เพียงเฉพาะบนผืนผ้าใบ หรือบนวัสดุใดที่นําไปแขวนบนผนังเช่นในศิลปะแบบเดิม แต่เปิดกว้างให้สามารถนําเสนอผ่านสื่อใดๆก็ได้ หรือจะสร้างสรรค์ผลงานผ่านฉากขนาดใหญ่ จะเป็นท้องทุ่งหรือภูเขาทั้งลูกก็ยังได้ จึงเป็นศิลปะที่เปิดสู่มิติในการทํางานที่กว้างขวางขึ้น และไม่มีขอบเขตทางความคิด กล่าวได้ว่าศิลปะแบบคอนเซ็ปชวล อาร์ตนี้มอบอิสรภาพทางความคิดและการนําเสนอให้แก่ศิลปินมากขึ้นโดยไม่มีข้อจํากัดมากมายอย่างเช่นศิลปะในยุคผ่านๆมา

ศิลปะป็อปอันเป็นอมตะ Classic Pop

Classic Pop

ถึงแม้ศิลปะรูปแบบ คอนเซ็ปชวล อาร์ต จะเริ่มเป็นที่นิยมกันอย่างมากในทศวรรษใหม่นี้ แต่ผลงานในรูปแบบ ป็อป อาร์ต ซึ่ง แอนดี วาร์ฮอล ทํานั้นก็ไม่มีทีท่าว่าสูญหายไปตามกาลเวลา แม้ศิลปิน ป็อป อาร์ต จํานวนมากต่างปรับตัวให้เข้ายุคสมัยไปทํางานศิลปะเพื่อการค้ากันมากขึ้น หรือไม่ก็หันเหไปทํางานศิลปกรรมด้านอื่นๆเพื่อให้ตนมีที่ยืนอยู่ได้ก็ตาม แต่ความเป็นป็อปในผลงานของ แอนดี วาร์ฮอล นั้นได้กลายเป็น คลาสสิก ป๊อป (Classic Pop) หรือศิลปะป็อปอันเป็นอมตะ ไม่ใช่ป็อปแต่เพียงแค่เป็นแฟชั่นที่ดังขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยามหรือเพียงแค่ยุคสมัยหนึ่งดังเช่นในอดีตอีกต่อไป

สําหรับงานศิลปะของ แอนดี วาร์ฮอล มันคือป็อปที่ไม่มีวันจางหายไปจากความนิยมเลยแต่อย่างใด หากเป็นแฟชั่นก็เป็นแฟชั่นที่หยิบออกมาใช้เมื่อใดหรือยุคสมัยใดก็ได้ มันจะไม่มีวันล้าสมัยลงไปได้ เพราะแอนดีได้พัฒนาการทํางานและใช้เทคนิคใหม่ๆในผลงานของเขาตลอดมาไม่ได้หยุดอยู่นิ่งเช่นกัน เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมาทุกวันๆจนโลกแทบจะปรับตัวรับไม่ทัน แต่แอนดีก็ไม่เคยหยุดไล่ตามเทคโนโลยีเหล่านั้นให้ทันเลยแต่อย่างใด เมื่อเทคนิคภาพพิมพ์ ซิลค์ สกรีน เฟื่องฟู แอนดีก็คาดการณ์ได้ว่าใกล้จะหมดสมัยของการใช้พู่กันวาดภาพแล้ว เขาจึงหยุดการใช้พู่กันเป็นหลักในการวาดภาพหันมามุ่งกับงานซิลค์สกรีนเป็นหลักแทน

การคัดลอกศิลปะดั้งเดิม หรือ Reproduction

การคัดลอกศิลปะดั้งเดิม หรือ Reproduction

แต่เมื่อมีวัยมากขึ้น แอนดีก็หวนคิดถึงบรรยากาศเก่าๆของศิลปินรุ่นเก่าๆที่สร้างผลงานวิจิตรอันเลอ เลิศออกมาในอดีต แต่เขาก็เชื่อว่างานวิจิตรศิลป์ดังเช่นในยุคอดีตนั้นไม่อาจหวนกลับคืนมาสร้างสรรค์กันขึ้นใหม่ได้ในยุคนี้แล้ว หากนั่งวาดภาพศิลปะแบบยุคเก่าด้วยสีน้ำมันบนผืนผ้าใบเช่นในยุคอดีตก็มีเพียงการคัดลอกงานศิลปะหรือที่เรียกว่า “รีโปรดักชั่น (Reproduction)” หรือการทําสําเนาภาพที่มีชื่อเสียงเท่านั้น ภาพจึงจะดูมีคุณค่ามีราคา แต่หากจะสร้างผลงานเช่นศิลปะยุคเก่าขึ้นมาใหม่ทั้งภาพในยุคสมัยนี้แล้ว ภาพนั้นก็จะดูตกยุคและไร้ราคาไปในทันที ดังนั้นเขาจึงคิดผนวกเสน่ห์และความมีคุณค่าของผลงานเก่าที่มีชื่อเสียง ซึ่งศิลปินชื่อดังในอดีตสร้างสรรค์เอาไว้ผนวกกับศิลปะร่วมสมัยของเขาที่ถือเป็นเอกลักษณะเฉพาะเข้ามาไว้ด้วยกัน

การคัดลอกศิลปะดั้งเดิม หรือ Reproduction

ผลงานในช่วงทศวรรษ 1980 ของแอนดีก็คือการนําภาพมีชื่อเสียงต่างๆในยุคคลาสสิก (Classic) และเรอเนสซองส์ (Renaissance) มาทําใหม่ โดยใช้เทคนิคภาพพิมพ์ตามรูปแบบศิลปะป็อป อาร์ต ของเขา ภาพดังกล่าวนี้มีเช่นภาพเดวิด (David) ภาพมาดอนนา (Madonna) ของไมเคลันเจโล (Michelangelo) ภาพวีนัส (Venus) ของบอตติเชลลี (Botticheli) และภาพพระกระยาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ของ ดา วินชี (da Vinci) และอื่นๆอีกมากมาย

The Gun ผลงานที่อุทิศแก่ John Lennon

The Gun ผลงานที่อุทิศแก่ John Lennon

ในปี ค.ศ. 1980 ได้เกิดเหตุช็อควงการบันเทิงขึ้นเมื่อ จอห์น เลนนอน อดีตสมาชิก เธอะ บีทเทิลส์ อันโด่งดังคับฟ้าถูกลอบสังหารโดยมือปืนโรคจิตที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของเขาเองในนิวยอร์ก มือปืนนั้นก็เป็นแฟนคลับของเขานั่นเอง ซึ่งเกิดความคลั่งไคล้เขาจนกระทั่งคิดไปว่าตัวเองเป็น จอห์น เลนนอน การสังหาร จอห์น เลนนอน นั้นก็เพื่อที่เขาจะได้กลายเป็น จอห์น เลนนอน ในโลกจินตนาการของเขาเองเท่านั้น

เมื่อแอนดีทราบข่าวนี้ เขาเศร้าใจกับความสูญเสียครั้งนี้มาก เพราะ จอห์น เลนนอน นั้นคือเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขาด้วย แอนดี จึงเข้าสตูดิโอและสร้างผลงานออกมาชุดหนึ่งชื่อว่า ปืน (The Gun) เป็นภาพของอาวุธปืนที่มีต่างชนิดกันจํานวนหลายภาพ เพื่อรําลึกถึงเหตุการณ์ลอบสังหาร จอห์น เลนนอน ครั้งนั้น และเพื่อเป็นการต่อต้านอิสรภาพในการครอบครองอาวุธปืน แอนดีกล่าวภายหลังว่าภาพชุดนี้เขาไม่ได้ต้องการตอกย้ำความรุนแรง แต่ต้องการเตือนใจสังคมให้เห็นถึงความน่าหวาดกลัวในอาวุธสังหารชนิดนี้ที่ใครก็อาจตกเป็นเหยื่อของมันเข้าสักวันก็เป็นได้ และเขาเองก็เคยตกเป็นเหยื่อของมันมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งหัวกระสุนก็ยังฝังในร่างของเขาอยู่

นับจากเหตุการณ์ลอบสังหาร จอห์น เลนนอน แล้ว แอนดีระแวดระวังในการปรากฏตัวและการตกเป็นข่าวของเขามากขึ้น เนื่องจากเขารู้ตัวดีว่ามีศัตรูที่ไม่ชอบเขาอยู่มากมายรอบตัวเช่นกัน เมื่อมีคนรักมากก็มีคนที่ชิงชังมากด้วย เขาจึงไม่ยอมออกไปไหนมาไหนอยู่ช่วงระยะหนึ่ง และเริ่มไม่ค่อยทําตัวโดดเด่นอย่างเช่นในทศวรรษที่ 60 ถึง 70 ที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งนี้ก็อาจจะมาจากวัยที่เริ่มเข้าสู่วัย 50 ที่ถือเป็นวัยกลางคนแล้ว พลังหนุ่มที่เคยอัดแน่นจึงค่อยๆอ่อนแรงลงไปก็เป็นได้

แต่กลับมีผู้ตั้งข้อสังเกตอีกว่าอาจเป็นเพราะกระแสของโรคเอดส์ (AIDS) ที่เริ่มแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วแบบไฟลามทุ่งนั่นเอง จึงทําให้แอนดีเริ่มเกิดมีความหวาดกลัวในการใช้ชีวิตแบบอิสระอย่างที่เคยเป็นมาโดยตลอด และเพื่อนฝูงที่เป็นเกย์หรือพวกรักร่วมเพศของเขาต่างก็ล้มหายตายจากกันไปทีละคนๆก็ด้วยการถูกคุกคามจากโรคดังกล่าวนี้นั่นเอง

คำพยากรณ์ของ Andy Warhol

คำพยากรณ์ของ Andy Warhol

ในปี ค.ศ. 1984 เธอะ แฟคตอรี ได้ย้ายที่ทําการไปที่อาคารเอดิสัน (Edison Building) ที่ถนน อีสต์ 33 (East 33 Street) ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่มีเนื้อที่มากมาย จึงรวมเอาธุรกิจทั้งหมดของเขาไปรวมไว้ด้วยกันในอาคารนี้ ซึ่งเวลานั้น แอนดี วาร์ฮอล ขึ้นทําเนียบศิลปินที่ประสบ ความสําเร็จสูงสุดแล้ว กระทั่งในปี ค.ศ. 1986 แอนดีได้เริ่มโครงการใหม่ขึ้นอีกโครงการหนึ่งเป็นรายการทีวีที่ออกอากาศทางเคเบิลทีวีช่องเอ็มทีวี (MTV) ในรายการชื่อว่า “แอนดี วาร์ฮอล 15 นาที (Andy Warhol’s Fifteen Minutes)” ซึ่งเป็นรายการทอล์คโชว์ที่เชิญคนดังในวงการต่างๆ มาพูดคุยถึงความสําเร็จและชื่อเสียงที่ได้มาของพวกเขา ชื่อรายการนี้นํามาจากทรรศนะอันโด่งดังที่เขาเคยแสดงเอาไว้ในอดีตว่า “ในอนาคตทุกคนจะมีชื่อเสียงก้องโลกได้เพียง 15 นาทีเท่านั้น” นั่นเอง

ซึ่งเรื่องนี้แอนดีเคยให้คําอธิบายว่าเป็นคําพยากรณ์ของเขาในช่วงทศวรรษที่ 60 ที่เขาเชื่อว่าโลก ในอนาคตทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความรวดเร็วทวีมากขึ้นไปเรื่อยๆไม่หยุด และความรวดเร็วก็จะเร่งให้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีการรอท่าใครทั้งสิ้น การแข่งขันก็จะยิ่งสูงขึ้น แม้แต่ชื่อเสียงและความสําเร็จก็จะมาเร็วไปเร็ว เพียง 15 นาที เท่านั้นทุกอย่างก็จะจางหายไป มนุษย์จึงต้องฉกฉวยโอกาสในช่วง 15 นาทีนั้นเอาไว้เพื่อกอบโกยประโยชน์จากชื่อเสียงให้ได้มากที่สุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพยากรณ์ที่แม่นยําอย่างมาก เพราะโลกในทุกวันนี้เป็นเช่นนี้จริงๆ หากใครช้าไปเพียงก้าวเดียวก็จะช้าไปชั่วชีวิต เพราะยิ่งโลกผ่านช่วงเวลามามากเท่าใดการแข่งขันก็จะยิ่งสูงมากเท่านั้น ทุกคนพร้อมจะกระโจนเข้าฮุบก้อนเนื้อชิ้นเดียวกันแบบใครดีใครได้ ไม่มีใครรอใคร หากช้าคนอื่นเขาก็เหยียบเราจมธรณีแล้วคว้าก้อนเนื้อไปกินได้อย่างสบายเท่านั้น

และด้วยความเชื่อเช่นนี้เองที่ทําให้แอนดีระแวดระวังเรื่องความสําเร็จไม่ให้ใครมาแย่งชิงไปจากเขาได้ และไม่ทําตัวให้ล้าหลังเพื่อที่จะช่วงชิงความสําเร็จให้อยู่กับเขาได้นานเท่านาน จาก 15 นาทีก็จะต่อเวลาออกไปอีก 15 นาที และต่อเวลาออกไปเช่นนี้เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ตกเวทีความสําเร็จลงไปได้ และในปีเดียวกันนั้น แอนดีได้รับเชิญไปเป็นดารารับเชิญในภาพยนตร์ซีรีย์เรื่องดังในยุคนั้นคือเรื่อง “เลิฟ โบท (Love Boat)” ไม่บ่อยนักที่แอนดีจะปรากฏตัวต่อสาธารณะในช่วงชีวิตหลังๆของเขาเนื่องจากวัยที่ร่วงโรยลงซึ่งเขาทนไม่ได้ที่จะมองเห็นความชราของตน ด้วยเหตุนี้เขาจึงลงทุนศัลยกรรมใบหน้าของเขาเสียใหม่ให้ดูหนุ่มขึ้น จนทําให้ใบหน้าของเขาตึงอย่างผิดปกติคล้ายสวม หน้ากากพลาสติกอย่างไรอย่างนั้น

ช่วงชีวิตสุดท้าย

Andy Warhol

และแล้วช่วงชีวิตสุดท้ายของ แอนดี วาร์ฮอล ก็มาถึง หลังจากที่เขานําภาพชุดสุดท้ายในชีวิตก็คือ พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ไปเปิดแสดงในงานแสดงภาพที่มิลาน ประเทศอิตาลี จนเมื่อกลับมาที่นิวยอร์กแล้ว แอนดีก็ล้มป่วยลงจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เขาป่วยด้วยโรคถุงน้ำดีอักเสบเช่นเดียวกับที่เกิดกับพ่อ แอนดีไม่ต้องการที่จะให้ใครรู้ว่าเขาป่วย เขาจึงเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในชื่อปลอมว่า บ็อบ โรเบิร์ต (Bob Robert) และยังให้คนใกล้ชิดพรางตัวเขาโดยสวมวิกผมอีกด้วย และนั่นก็คือฉากสุดท้ายในชีวิตของแอนดีที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

เนื่องจากในระหว่างการผ่าตัดถุงน้ำดีอยู่นั้น แอนดีก็เกิดอาการช็อกซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงขณะที่แพทย์กําลังพยายามผ่าเอาหัวกระสุนที่ฝังอยู่ในร่างของเขามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 จากการถูกยิงในครั้งนั้นออกด้วย แอนดีถูกประกาศว่าเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987 เวลา 06.30 น. อายุทั้งสิ้น 58 ปี ต่อมาภายหลังญาติของแอนดีคือพี่ชายและน้องชายของเขาได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทางโรงพยาบาลฐานที่มีความสะเพร่าจนทําให้คนไข้เสียชีวิต โดยที่ทรัพย์สินทั้งหมดของเขาได้ยกให้แก่พี่ชายและน้องชายทั้งสองคนเนื่องจากเขาไม่มีทายาทใดๆ

ซึ่งเมื่อได้มีการเปิดเผยทรัพย์สินของเขาออกมาแล้ว แอนดีมีเงินฝากจํานวนกว่า 500 ล้านดอลลาร์ (มูลค่าในเวลานั้น) ในธนาคารกับที่ดินอีกจํานวนหลายแปลง และอาคารต่างๆอีกหลายแห่งด้วย รวมทั้งภาพศิลปะเลอค่าของศิลปินเอกต่างๆซึ่งเขาเก็บสะสมไว้ นอกจากนี้ยังมีผลงานของเขาเองอีกจํานวนมากที่เขาเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งหากประเมินราคาแล้วก็มีมูลค่า มหาศาลนับพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ศพของ แอนดี วาร์ฮอล ถูกนํากลับไปฝังที่พิตต์สเบิร์ก ซึ่งแม่กับพ่อของเขาก็ถูกฝังอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว ที่สุสานไบแซนไทน์ เซนต์ จอห์น เธอะ แบ๊บติสต์ (St. John the Baptist Byzantine Cemetery) ท่ามกลางเพื่อนพ้องที่รักของเขาจํานวนมากจากสายอาชีพต่างๆซึ่งเดินทางไปร่วมใน งานศพกันอย่างคับคั่ง ตลอดชีวิตของ แอนดี วาร์ฮอล นั้นไม่เคยขาดเพื่อน เขาชอบความเอิกเกริก ชอบงานสังสรรค์ แม้วันที่ร่างของเขาถูกฝังลงในดิน เขาก็ต้องการให้เพื่อนๆห้อมล้อมเขาซึ่งเพื่อนๆก็ทราบดี และพร้อมจะที่ทําสิ่งนี้ให้แก่เขาในวันสุดท้ายบนโลกใบนี้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet