ศิลปะที่สะท้อนความรุนแรงตามทฤษฎีของ Sigmund Freud

ศิลปะที่สะท้อนความรุนแรงตามทฤษฎีของ Sigmund Freud

ในช่วงตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมา สังคมของคนหนุ่มสาวชาวตะวันตกนั้นตกอยู่กับกระแสความคลั่งไคล้ 2 อย่าง ก็คือดนตรีร็อคและยาเสพติด กระแสป็อปทั้งแฟชั่นและสื่อต่างๆจึงต่างพุ่งเป้าไปที่ตลาดของคนหนุ่มสาวกับกระแสความคลั่งไคล้ดนตรีร็อคนี้ ซึ่งก็ยิ่งทําให้จํานวนคนใช้ยา เสพติดก็เติบโตมากขึ้นตามกระแสนี้ด้วย กัญชาถือเป็นเรื่องปกติไปแล้วในสังคมคนหนุ่มสาวตะวันตกเวลานั้น กระทั่งต่อมาก็มียาเสพติดอีกชนิดหนึ่งเข้ามาเป็นที่แพร่หลาย คือ แอมเฟตามีน (Amphetamine) หรือ ยาขยัน ซึ่งมักนิยมกันในหมู่ของคนทํางานกลางคืน และนักดนตรีร็อคที่จะต้องเล่นดนตรีตามคลับตามบาร์ตอนกลางคืนมักนํายาประเภทนี้เข้ามาเสพเพื่อช่วยให้สามารถทํางานได้ข้ามวันข้ามคืน

จากนั้นก็ยังพัฒนาไปถึงยาเสพติดชนิดอื่นๆ เช่น โคเคน (Cocain) และ เฮโลอีน (Heloine) เป็นต้น แต่ต่อมาก็เกิดมียาเสพติดชนิดใหม่เรียกว่า แอลเอสดี (LSD) เข้ามาระบาด จนเป็นที่นิยม มากกว่ายาเสพติดชนิดอื่นๆ ยาเสพติดชนิดนี้ทําให้เกิดภาพหลอน นิยมเสพควบคู่ไปกับการชมการแสดงดนตรีร็อค โดยเฉพาะดนตรีร็อคแบบที่เรียกว่า ไซเคดีลิก (Psychedelic) ที่จะแสดงดนตรีไปพร้อมกับการฉายภาพงานศิลปะแบบไซเคดีลิก หรือศิลปะที่เน้นเรื่องแสงสีและเส้นสาย เพื่อกระตุ้น ให้ผู้เสพยา LSD มองเห็นเหล่านั้นเคลื่อนไหวเป็นจังหวะคล้ายตกอยู่ในโลกจินตนาการอีกโลกหนึ่ง และเคลิบเคลิ้มไปกับมัน

แน่นอนว่ายาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งสิ้น และเมื่อประตูของแฟคตอรีเปิดรับทุกคนที่ยอมรับนับถือ แอนดี วาร์ฮอล เป็นผู้มีอิทธิพลต่อพวกเขา โดยเฉพาะเหล่า ศิลปินนักร้องและดาราร็อคที่แวะเวียนกันมางานปาร์ตี้อย่างคับคั่งมากขึ้น ที่นั่นจึงกลายเป็นที่ที่ถูกหมายตาจากเจ้าหน้าที่ตํารวจ ซึ่งมักเข้ามาตรวจค้นยาเสพติดอยู่เป็นประจําด้วยเช่นกัน

ศิลปะที่สะท้อนความรุนแรงตามทฤษฎีของ Sigmund Freud

ศิลปะที่สะท้อนความรุนแรงตามทฤษฎีของ Sigmund Freud

แอนดี วาร์ฮอล กลับมาทํางานศิลปะและภาพพิมพ์ของเขาอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1967 งานศิลปะของเขาในช่วงหลังนี้ค่อนข้างแสดงออกถึงความรุนแรงและความดิบเถื่อนของมนุษย์ ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นนิสัยแท้จริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายใน ความคิดในการดึงนิสัยซึ่งซ่อนเร้นเหล่านี้ออกมาเป็นความคิด ของหนุ่มสาวรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าการปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกซึ่งซ่อนเร้นอยู่เหล่านั้นออกมาบ้าง จะเป็นการปลดเปลื้องไม่ให้มนุษย์ตกอยู่ในความรู้สึกอัดอั้นที่ถูกกดดันไม่ให้แสดงออก ซึ่งถ้าหากวันหนึ่งมันระเบิดขึ้นเพราะแรงกดดันมันก็อาจส่งผลร้ายต่อสังคมและคนรอบข้างได้มากกว่า และแอนดีเองก็เชื่อเช่นนั้น

การทํางานศิลปะที่สะท้อนความรุนแรงในช่วงนี้ก็มาจากความคิดเช่นนั้นนั่นเอง และนอกจากภาพความรุนแรงแล้ว แอนดีก็ยังเน้นการแสดงออกในเรื่องเซ็กซ์ (Sex) หรือกามารมณ์อีกด้วย ซึ่งเขาเชื่อตามทฤษฎีของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาที่สังคมยุคใหม่ให้การยอมรับในการวิเคราะห์ถึงจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง ฟลอยด์เชื่อว่ามนุษย์ยึดถือกามารมณ์เป็นสรณะ เช่นเดียวกับอาหารที่ขาดไม่ได้ แต่มนุษย์ก็มักปิดบังซ่อนเร้นมันเอาไว้ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลไปถึงสุขภาพจิตของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน

แอนดีจึงได้นําภาพของกามารมณ์มาแสดงต่อสาธารณะ เพื่อจะปลดเปลื้องพันธนาการเหล่านั้นออกจากจิตใจของผู้เสพภาพของเขา และก็แน่นอนว่าภาพของเขาในช่วงเวลานี้ต้องได้รับการต่อต้านจากสังคมอย่างหนัก โดยเฉพาะสังคมอนุรักษ์นิยม กลุ่มเคร่งศาสนา และสตรีแม่บ้านต่างๆ คนเหล่านี้ได้บุกเข้าไปทําลายภาพของเขาซึ่งตั้งแสดงอยู่ในหลายแห่ง รวมไปถึงการทําลายภาพใบหน้าของแอนดีที่ถูกนําไปติดภายนอกอาคาร ก็ยังถูกยิงถูกขว้างปาโดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจความคิดของเขาอีกด้วย

ผลสะท้อนจากการแสดงออกอย่างเสรีของ Andy Warhol

SCUM (Society for Cutting Up Men)

นอกจากศิลปะของแอนดีจะถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้เคร่งศีลธรรมสังคมแล้ว พฤติกรรมของแอนดีเองก็ยังได้รับการต่อต้านด้วยเช่นกัน แต่เขาออกมายอมรับต่อสาธารณะตรงๆว่าเขาเป็นพวกไบเซ็กชวล หรือกลุ่มที่นิยมเพศรสกับบุคคลทั้งสองเพศ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ได้ และยังนิยมฟรีเซ็กซ์ (Free Sex) หรือความเสรีทางเพศอีกด้วย การเปิดเผยนี้ก็ยิ่งทําให้พวกสื่อมวลชนและช่างภาพต่างหิวกระหายข่าวของเขามากยิ่งขึ้นไปอีก จนมักมีการเสนอข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมเหล่านี้ของเขา โดย เฉพาะข่าวความสัมพันธ์ระหว่างแอนดีกับดาราในสังกัดของเขาหลายคนที่มีทั้งหญิงและชายอยู่เป็นประจํา

พฤติกรรมอิสระทางความคิดที่คิดจะทําอะไรก็ได้ไม่จําเป็นจะต้องแคร์สายตาสังคมของแอนดี นับวันก็ยิ่งทําให้เกิดกระแสความเกลียดชังเขามากขึ้นในคนบางกลุ่ม กระทั่งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1968 แอนดีก็ถูกยิงโดยหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งบุกขึ้นไปยิงเขาขณะอยู่ที่ออฟฟิศในแฟคตอรี จํานวน 3 นัด แต่เขาก็ได้รับความช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลได้ทันการ หญิงสาวที่ยิงเขามีชื่อว่า วาเลอรี โซลานาส (Valerie Solanas) เป็นพวกหัวรุนแรง เธอเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มสคัม SCUM (Society for Cutting Up Men) หรือกลุ่ม ฃสมาคมต่อต้านผู้ชาย และนักเรียกร้องสิทธิสตรีให้มีความเสมอภาคในสังคมเท่าเทียมเพศชาย

เธอเคยประกาศว่าจะสังหารผู้พิมพ์หนังสือของเธอเพราะหาว่าเขายักยอกส่วนแบ่งรายได้จาก หนังสือของเธอมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง กระสุนที่ถูกหญิงสาวผู้นี้ยิงนัดหนึ่งนั้นไม่สามารถผ่าออกได้ เนื่องจากติดอยู่ใกล้จุดสําคัญ และฝังอยู่เช่นนั้นตลอดไปจนกระทั่งเขาเสียชีวิตนั่นเอง ภายหลังจากที่แอนดีฟื้นคืนเป็นปกติ เขาจึงออกมาให้ข่าวว่าสาเหตุที่เขาถูกยิงเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว หญิงสาวผู้ ที่แท้ก็คือนักแสดงตัวประกอบคนหนึ่งในหนังของเขานั้นเอง วันนั้นเธอมาออฟฟิศเพื่อทวงเงินค่าแสดง แต่เขาขอให้เธอแสดงซ่อมบางฉากให้เสร็จเสียก่อน เธอจึงไม่พอใจและยิงเขาก็เท่านั้น

ในช่วงก่อนเข้าสู่ทศวรรษที่ 1970 นั้น แอนดี วาร์ฮอล ได้เริ่มทํางานชิ้นใหม่อีกครั้ง คือนิตยสารบันเทิงของเขาเองมีชื่อว่า “อินเทอร์วิว (Interview)” เป็นนิตยสารสัพเพเหระเกี่ยวกับแวดวงบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการภาพยนตร์ ซึ่งต่อมานิตยสารฉบับนี้เป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมและถือว่าทรงอิทธิพลมากที่สุดฉบับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา นิตยสารฉบับนี้มีเนื้อหาสาระในแง่มุมไม่เหมือนใคร มักขุดคุ้ยเรื่องราวของบุคคลต่างๆอย่างลึกซึ้ง และให้ทรรศนะเกี่ยวกับวงการบันเทิงชนิดตรงไปตรงมา โดยมีแง่มุมที่แตกต่างไปจากนิตยสารบันเทิงเล่มอื่นๆอยู่เป็นประจํา ทั้งรูปเล่มหนังสือก็ยังไม่เหมือนใครอีกด้วย จึงทําให้นิตยสารเล่มนี้ถูกจับตามองอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะชื่อของ แอนดี วาร์ฮอล นั่นเอง

ข่าวลือเรื่องชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการบันเทิง

Billy Name

นับจากต้นทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมาเช่นกัน แอนดี วาร์ฮอล เริ่มผลิตภาพยนตร์น้อยลงเนื่องจากประสบปัญหาต่างๆ ไม่ใช่เพราะที่เขาถูกยิง แต่มาจากการที่แฟคตอรีมักถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่รัฐ และยังมักมีข่าวอื้อฉาวต่างๆที่เกิดกับแฟคตอรี ซึ่งพวกนักข่าวไม่ยอมหยุดเล่นข่าวนี้เพราะเห็นว่าคนในนิวยอร์กสนใจ โดยเฉพาะข่าวด้านลบต่างๆที่มักถูกโยงเข้ากับ แอนดี และ แฟคตอรี ของเขา

แม้แต่ข่าวที่ ไบรอัน โจนส์ (Brian Jones) ดาราร็อคผู้ก่อตั้งวง เธอะ โรลลิง สโตนส์ (The Rolling Stones) วงร็อคจากอังกฤษที่โด่งดังอย่างที่สุดในเวลานั้นควบคู่มากับ เธอะ บีทเทิลส์ (The Beatles) ซึ่งเสียชีวิตในบ้านของเขาเองที่ซัสเซกส์ ประเทศอังกฤษ ก็ยังถูกโยงเข้ามาให้เป็นเรื่องฆาตกรรมอําพรางซึ่งวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานาว่าน่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องยาเสพติดไปจนถึงพฤติกรรมอันน่าเคลือบแคลงสงสัยต่างๆเพราะไปยุ่งเกี่ยวกับ แอนดี วาร์ฮอล

เนื่องจากไบรอัน โจนส์ นั้นเป็นดาราในสังกัดของแฟคตอรีคนหนึ่งด้วยเช่นกัน และคณะ เธอะ โรลลิง สโตนส์ ทั้งคณะก็มักเป็นแขกขาประจําของแฟคตอรีด้วยเช่นกัน แล้วยังมีข่าวที่ดาราสาวคนดังในสังกัดของ แอนดี วาร์ฮอล คนหนึ่งคือ อีดี เซดกวิค ซึ่งขอลาออกจากสังกัดของเขาแล้วไปซบกับค่ายใหม่ แต่ต่อมาเธอเกิดเสียชีวิตลงในที่พักของตัวเองจากอาการมึนเมาอย่างหนักจนหลับไม่ตื่น และยังมีข่าวดาราชายอีกคนซึ่งเป็นดาราเด่นของแฟคตอรี ชื่อ บิลลี เนม (Billy Name) ก็ถูกหนังสือพิมพ์ขุดมาเล่นว่าเคยมีอะไรกับแอนดี แต่ก็ถูกเขี่ยทิ้ง จึงขอถอนตัวออกไปอีกคน โดยกุเรื่องว่ามีปัญหากับทีมงาน

นอกจากนี้ยังมีบุคคลสําคัญซึ่งร่วมบุกเบิกมากับแอนดีตั้งแต่ต้น คือ เจอราร์ด มาลังกา ก็ ยังมาขอถอนตัวออกไปอีก จากปัญหาต่างๆเหล่านี้จึงทําให้แอนดีต้องย้ายสตูดิโอทั้งหมดไปที่ 860 ถนน บรอดเวย์ (860 Broadway Street) ในปี ค.ศ. 1973 แล้วหันมามุ่งทํางานศิลปะและภาพพิมพ์ตามเดิม

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข่าวอื้อฉาวต่างๆไม่หยุดหย่อนของ แอนดี วาร์ฮอล นี้ มักมีคําถามว่า จูเลีย วาร์โฮลา แม่ของแอนดีคิดอย่างไรกับลูกชาย แอนดีไม่เคยเล่าเรื่องของแม่ให้ใครฟังมากนัก แม่ของเขานั้นก็เพียงอยู่ไปอย่างเงียบๆในอพาร์ตเมนต์ที่แอนดีจัดให้พักอาศัยโดยไม่ได้สนใจฟังเสียงหรือฟังข่าวสารใดๆที่เกี่ยวกับลูกชายของเธอมากนัก เธอคงอยู่อย่างสงบเงียบกับการเลี้ยงแมว 2 ตัวเป็นเพื่อนไปตามลําพัง โดยแอนดีเองก็ไม่เคยนําความเดือดเนื้อร้อนใจไปถึงเธอแต่อย่างใด สังคมของเขาอยู่ไกลหูไกลตาแม่ ซึ่งเขาก็ระแวดระวังที่จะไม่ให้นักข่าวไปรบกวนแม่ของเขาได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรในที่สุดแม่ของแอนดีก็อดคิดถึงบ้านเดิมของเธอเองไม่ได้ จึงขอกลับไปอยู่ที่พิตต์สเบิร์กตามเดิม จนกระทั่งเธอเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1972

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet