จุดกำเนิดของ แอนดี วาร์ฮอล (Andy Warhol) ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในวงการ Pop Art

จุดกำเนิดของ แอนดี วาร์ฮอล (Andy Warhol) ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในวงการ Pop Art

ศิลปินนักวาดภาพซึ่งโด่งดังที่สุดในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 และได้รับการยอมรับว่าทรงอิทธิพลอย่างมาก จนถูกขนานนามว่า “กอดฟาเธอร์ ออฟ ป๊อป (Godfather of Pop)” หรือ เจ้าพ่อแห่งป็อป ที่ไม่ได้มีความหมายแต่เพียงอิทธิพลในแวดวงของศิลปะที่เรียกกันว่า “ป็อป อาร์ต (Pop Art)” เป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เกิดจากการสื่อสารด้วยภาษาภาพ ซึ่งกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกโดยอาศัยความนิยมร่วมสมัยของช่วงเวลานั้นๆเป็นสื่อกลางเท่านั้น แต่หมายถึงอิทธิพลแห่งยุคสมัยที่วัฒนธรรมสมัยนิยมหรือ “ป็อป คัลเจอร์ (Pop Culture)” โดดเด่นที่สุด คือตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ไปจนกระทั่งถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งถือเป็นช่วงที่กระแสวัฒนธรรมป็อป ที่มาจากคําว่า ป็อปปูลาร์ (Popular) หรือสิ่งที่อยู่ในความนิยมที่แพร่กระจายอยู่ในชีวิตประจําวันของทุกคนในสังคม ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาจนกระทั่งหลับตาลงในค่ำคืนนั้นก็ล้วนถูกกล่อมเกลาด้วย กระแสป็อปทั้งสิ้น

โดยศิลปินที่ได้รับการขนานนามให้เป็น “Godfather of Pop” ได้ก็คงจะต้องมีอิทธิพลอย่างมากจริงๆเท่านั้น และถ้าหากจะบอกว่าศิลปินผู้นี้สามารถสร้างภาพกระป๋องซุปข้าวโพดธรรมดาๆให้กลายเป็นภาพที่มีราคาถึง 15 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องเชื่อว่าเขาคงต้องทรงอิทธิพลอย่างไม่ต้องสงสัย ศิลปินผู้นี้ก็คือ แอนดี วาร์ฮอล (Andy Warhol) ผู้ซึ่งมีประวัติชีวิตโลดแล่นอย่างไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

จุดกำเนิดของ แอนดี วาร์ฮอล (Andy Warhol) ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในวงการ Pop Art

จุดกำเนิดของ แอนดี วาร์ฮอล (Andy Warhol) ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในวงการ Pop Art

แอนดี วาร์ฮอล มีชื่อจริงคือ แอนดรูว์ วาร์โฮลา (Andrew Warhola) เกิดในปี ค.ศ. 1928 ที่ พิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh) เพนน์ซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เขามีเชื้อสายสโลวาเกีย เนื่องจากบิดามารดาอพยพเข้ามาตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 พ่อของแอนดีทํางานหลายอย่างตั้งแต่ช่างก่อสร้าง คนงานเหมืองถ่านหิน และคนงานในโรงถลุงเหล็ก ซึ่งต้องย้ายที่ทํางานไปตามเมืองต่างๆจนไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากนัก ส่วนแม่ของเขานั้นมีฝีมือทางด้านงานหัตถศิลป์ในแบบศิลปะพื้นเมืองของสโลวาเกีย

พออายุได้ 6 ขวบ แอนดีก็เกิดป่วยเป็นโรคติดเชื้อที่บริเวณไขสันหลัง ส่งผลให้มีอาการทางระบบประสาทที่เรียกว่า “สันนิบาตลูกนก” ทําให้ร่างกายของเขาผิดรูปไป และมีผิวสีที่ซีดเผือดจนแอนดีต้องนอนพักรักษาอาการอยู่แต่บนเตียงเป็นเวลานานถึง 10 สัปดาห์ โดยที่ทานอะไรไม่ได้เลยนอกจากช็อกโกแลตเท่านั้น จึงทําให้ร่างกายของเขาผ่ายผอมมาตั้งแต่เด็ก ตลอดเวลาที่นอนอยู่แต่บนเตียงนี้ แอนดีก็ต้องฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือ จนทําให้เขาเริ่มชอบอ่านการ์ตูน และชอบสะสม การ์ตูนมาตั้งแต่นั้น

ภายหลังจากที่หายป่วยไข้และสามารถกลับเข้าไปเรียนต่อได้แล้ว ครูของแอนดีก็แนะนําให้เขาเรียนศิลปะเพื่อไม่ต้องคร่ำเคร่งกับวิชาเรียนมากนักเนื่องจากร่างกายของเขายังคงอ่อนแออยู่ ซึ่งร่างกายที่อ่อนแอและขี้โรคของแอนดีนั้นหมอที่รักษาเขาบอกว่าอาจสืบทอดมาจากยืนของพ่อที่ไม่แข็งแรง เนื่องจากพ่อของเขาเป็นคนดื่มเหล้าจัด สุขภาพจึงไม่ค่อยดี และเสียชีวิตลงไปตั้งแต่แอนดีอายุได้ 14 ปี และความขี้โรคนี้ยังถ่ายทอดไปถึงพี่น้องของแอนดีอีก 2 คนด้วยเช่นกัน

Carnegie Institute of Technology

ในช่วงที่แอนดีกําลังศึกษาอยู่ชั้นไฮสคูลนั้น เขายังต้องออกหางานทําเพื่อนํารายได้เข้าครอบครัวด้วยเช่นกันโดยรับจ้างทํางานในร้านขายของร้านหนึ่ง และด้วยความมีหัวศิลปะเขาจึงมักจะช่วยเจ้าของร้านจัดสินค้าและตกแต่งหน้าร้านให้ดูดีอยู่เป็นประจํา จนเจ้าของร้านชอบใจในความขยันขันแข็งของเขาอย่างมาก จึงอนุญาตแอนดีให้นํางานประดิษฐ์ของแม่ไปขายที่ร้านได้อีกด้วย แอนดีจบชั้นไฮสคูลในปี ค.ศ. 1645 แล้วจึงเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่สถาบันเทคโนโลยีคาร์เนกี (Carnegie Institute of Technology) ที่พิตต์สเบิร์ก ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน (Carnegie Mellon University) แล้ว โดยเลือกเข้าเรียนในสาขาจิตรกรรมและการออกแบบ

ในช่วงระหว่างที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้ เมื่อมีเวลาว่างแอนดีก็ยังคงไปช่วยงานที่ร้านขายของอยู่ต่อไป เพราะเจ้าของร้านชอบในฝีมือการตกแต่งหน้าร้านของเขามาก และในตอนนี้เองที่แอนดี ได้เริ่มมีฝีมือในการวาดภาพมากขึ้นแล้ว เขาจึงออกแบบการ์ดอวยพรในโอกาสต่างๆไปวางขายที่ร้านบ้าง และยังวาดภาพเหมือนของบุคคลใกล้ตัวไปตั้งแสดงไว้ หากมีใครว่าจ้างเขาให้วาดภาพเหมือนให้ก็จะเป็นการหารายได้อีกทางหนึ่ง และเมื่อถึงปีสุดท้ายของการศึกษา แอนดีก็ได้รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการฝ่ายภาพในนิตยสารประจํามหาวิทยาลัยชื่อ “คาโร (Caro)” นับเป็นประสบการณ์ การทํางานด้านสื่อสารมวลชนเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่นั้น

พอถึงปี ค.ศ. 1949 หลังจากสําเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแล้ว แอนดี กับ ฟิลลิป เพิร์ลสไตน์ (Philip Pearlstein) เพื่อนสนิทร่วมชั้นเรียนก็ชักชวนกันออกไปเปิดโลกกว้างหาประสบการณ์กันที่นิวยอร์กบ้าง ทั้งสองเช่าอพาร์ตเมนต์เล็กๆแถบ เซนต์ มาร์ค (Saint Mark) ในแมนฮัตตัน เพิร์ลแมนนั้นต่อมาในภายหลังสร้างชื่อเสียงขึ้นด้วยการวาดภาพเปลือยแบบเรียลิสติก (Realistic) หรือ ภาพเหมือนจริง โดยที่แอนดีได้เริ่มต้นหางานในนิวยอร์กด้วยการวาดภาพประกอบให้กับนิตยสารต่างๆ

Andy Warhol for Fashion Magazine

ผลงานชิ้นแรกคือการวาดภาพประกอบให้กับนิตยสารกลาเมอร์ (Glamour) ซึ่งบรรณาธิการฝ่ายศิลป์ของกลาเมอร์ชอบผลงานของเขามาก ต่อมาจึงได้ให้แอนดีเข้าร่วมงานเป็นนักวาดภาพประจํานิตยสารแบบเต็มเวลาเสียเลย และนอกจากกลาเมอร์แล้ว แอนดียังวาดภาพให้กับนิตยสารเล่มอื่นๆด้วย เช่น โวค (Vogue) เซเวนทีน (Seventeen) ฮาร์เปอร์ส บาซาร์ (Harper’s Bazaar) และ ไลฟ์ (Life) ซึ่งแอนดีได้เริ่มใช้ลายเซ็นลงในผลงานว่า แอนดี วาร์ฮอล (Andy Warhol) แทนชื่อจริงคือ แอนดรูว์ วาร์โฮลา มาตั้งแต่นั้น และใครๆก็รู้จักเขาในชื่อของ แอนดี วาร์ฮอล มาตั้งแต่นั้นด้วยเช่นกัน ยิ่งเมื่อเขาได้รับรางวัลจากชมรมผู้กํากับศิลป์อเมริกัน (American Art Director’s Club) และใบประกาศเกียรติคุณจากสถาบันกราฟิกอาร์ตอเมริกัน (American Institute of Graphic Arts) ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทําให้ชื่อเสียงของเขาเฟื่องฟูในแวดวงนิตยสารมากขึ้นอีก

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet