โศกนาฏกรรมของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ศิลปินผู้มีชีวิตรันทดที่สุดในโลก

วินเซนต์ แวน โก๊ะ

ระหว่างที่ วินเซนต์ แวน โก๊ะ เข้ารับการรักษาอาการทางประสาทที่โรงพยาบาล แซงต์ ปอล นี้ เขาอยู่ในความดูแลของหมอ ธีโอไฟล์ เปย์รอง (Theophile Peyron) หมอเปย์รองวินิจฉัยอาการของวินเซนต์ พบว่าอาการทางประสาทของเขานั้นเกี่ยวเนื่องกับโรคลมบ้าหมู ซึ่งมักจะมีอาการเจ็บปวดเมื่อมันกําเริบขึ้นโดยจะเกิดภาพหลอนขึ้นด้วย ซึ่งนั่นก็คือสาเหตุที่ทําให้เขาคลุ้มคลั่งเมื่อมันกําเริบขึ้นมาครั้งใดก็ตาม ที่นี่วินเซนต์ได้รับการบําบัดด้วยการฉีดน้ำจนทั่วตัวแล้วนั่งแช่ในอ่างน้ำ

นอกจากนี้การวาดภาพยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถเยียวยาอาการได้เป็นอย่างดี แต่สภาพจิตใจของเขาจะต้องอยู่ในระดับที่ดีขึ้นแล้วเท่านั้นจึงจะมีสมาธิในการวาดภาพได้ เมื่อวินเซนต์รักษาตัวอยู่ที่นี่เป็นเวลา 2 เดือน เขาก็เริ่มมีอาการดีขึ้น และสามารถกลับมาเขียนจดหมายโต้ตอบกับธีโอได้อีกครั้ง ซึ่งเวลานั้นพอดีกับที่กรุงบรัสเซลส์ได้มีการจัดงานแสดงศิลปกรรมที่จัดขึ้นโดยกลุ่ม เลส์ ยี่สิบ (Les XX) ซึ่งเป็นศิลปินอวอง-การ์ด (Avant-garde) หรือศิลปินแนวก้าวหน้าของเบลเยียม เขาเชื่อว่าการส่งภาพของวินเซนต์ไปแสดงที่นั่นจะเป็นการช่วยเยียวยาด้านกําลังใจให้แก่เขาด้วยหนทางหนึ่ง จึงคัดเลือกภาพของวินเซนต์จํานวน 6 ภาพไปร่วมแสดงด้วย

ในการแสดงภาพครั้งนั้นได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของวินเซนต์อย่างค่อนข้างรุนแรง โดยส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่ยอมรับความคิดของเขาอยู่ดี แต่ในงานนั้นก็มีเพื่อนสนิทของวินเซนต์ร่วมอยู่ในกลุ่มผู้จัดด้วย 2 คน คือ อองรี ตลุส-โลเตรก กับ ปอล ซียัค โลเตรก เกิดความไม่พอใจพวกที่เอาแต่วิจารณ์งานของวินเซนต์ด้วยอคติ จึงตะโกนใส่หน้าคนเหล่านั้นอย่างเดือดดาลว่าภาพวาดของวินเซนต์ทุกภาพคือภาพที่สุดยอดที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมี ถ้าหากใครมองไม่ออกก็อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้เข้าใจในงานศิลปะ จนถึงกับเกือบที่จะมีการวางมวยกันขึ้น ซึ่ง ปอล ซียัค ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาสนับสนุนโลเตรก โดยสําทับว่าถ้าหากใครสามารถคว่ำโลเตรกลงได้ เขาก็จะขอเป็นคนต่อไปที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อ วินเซนต์ แวน โก๊ะ

งานแสดงศิลปกรรมดังกล่าวถูกจัดขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1890 มีนักวิจารณ์มีชื่อเสียงผู้หนึ่งชื่อ อัลแบร์ต ออริเยร์ (Albert Aurier) เขียนชื่นชมภาพของวินเซนต์ว่า “ผลงานของเขานั้นดูลึกซึ้งกว่าที่เห็น มันเป็นศิลปะแบบนามธรรมที่ถ้าหากมองเพียงผิวเผินก็จะไม่สามารถเสพถึงความงดงามที่แฝงอยู่ในนั้นได้เลย” นับจากนั้นมาผลงานของวินเซนต์จึงเริ่มได้รับการตอบรับมากขึ้น และธีโอก็เริ่มขายภาพของเขาได้ราคามากขึ้นตามไปด้วย แต่ข่าวดีนี้กลับสวนทางกับสภาวะที่วินเซนต์ต้องเผชิญอยู่ในช่วงเวลานั้นอย่างสิ้นเชิง

โศกนาฏกรรมของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ศิลปินผู้มีชีวิตรันทดที่สุดในโลก

Branches With Almond Blossom

วินเซนต์เริ่มกลับมามีอาการแย่ลงตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1888 เขาจึงไม่สามารถออกไปวาดภาพข้างนอกได้ดังเดิม หรือแม้การวาดภาพในสตูดิโอก็ยังทําได้อย่างยากลําบาก กระทั่งปลายเดือนมกราคม ค.ศ. 1889 เขาก็คล้ายกับได้รับพลังพิเศษจนทําให้มีกําลังใจขึ้นมาบ้าง เมื่อทราบข่าวจาก ธีโอว่าโจฮันนา (Johanna) ภรรยาของธีโอได้ให้กําเนิดบุตรชาย และตั้งชื่อว่าวินเซนต์ วิลเลม (Vincent Willem) ตามชื่อของเขา ข่าวนี้ทําให้วินเซนต์มีกําลังวังชากลับคืนจนลุกขึ้นมาวาดภาพได้อีก เขาจึงวาดภาพ “บรานเชส วิธ อัลมอนด์ บลอสซัม (Branches With Almond Blossom)” หรือ ช่ออัลมอนด์แตกกิ่ง ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ของชีวิตซึ่งถือกําเนิดขึ้น ส่งไปเป็นของกํานัลรับขวัญหลานชาย

Red Vineyards at Arles

ไม่เพียงเท่านั้นธีโอยังมีข่าวดีมาบอกกับวินเซนต์ด้วยอีกว่า ภาพของเขาชื่อ “เรด วินยาร์ดส แอท อาร์ลส (Red Vineyards at Arles)” นั้นขายได้ราคาสูงจนถึง 500 ฟรังค์ สูงสุดเท่าที่เขาเคยขายได้ และด้วยกระแสการตอบรับที่ดีขึ้นเช่นนี้จึงทําให้ธีโอกล้าที่จะส่งภาพของวินเซนต์เข้าร่วมแสดงในงาน ซาลอง แดส อาร์ติสต์ส (Salon des Artistes) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนั้นด้วย จากข่าวดีอย่างต่อเนื่องนี้จึงทําให้วินเซนต์ต้องการที่จะออกจากโรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อจะกลับไปปารีสดูความสําเร็จของเขาทั้งที่อาการยังไม่ดีขึ้นเลย

วินเซนต์จึงเขียนจดหมายไปถึงธีโอ ขอให้ช่วยคุยกับหมอแจ้งถึงความประสงค์นี้ และจากการปรึกษากับหมอที่ดูแลเขาอยู่ก็ไม่เห็นทางออกไหนที่จะเยียวยาวินเซนต์ได้ดีไปกว่าบรรยากาศที่ดีจากคนรอบข้างเพื่อให้เขาหายซึมเศร้าเท่านั้น แต่การกลับไปที่ปารีสอาจไม่เป็นผลดีต่อโรคเรื้อรัง ของพี่ชาย ธีโอจึงต้องหาสถานที่ซึ่งไม่ไกลจากปารีสมากนัก อยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆอันเงียบสงบแห่งหนึ่งชื่อ ออแวร์ส-ชู-อัวส (Auvers-sur-Oise) โดยได้หาที่พักแห่งหนึ่งให้อยู่อย่างถาวร และติดต่อจัดหาแพทย์ผู้หนึ่งซึ่งมีหลักมีแหล่งอยู่บริเวณชานกรุงปารีสใกล้กับหมู่บ้านออแวร์สเพื่อคอยดูแลพี่ชาย แพทย์ผู้นั้นมีชื่อว่าหมอ ปอล กาเชต์ (Paul Gachet)

วินเซนต์เดินทางจาก แซงต์ เรมี ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1890 โดยแวะที่ปารีสระยะสั้นๆ และได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งมีทั้งมารดาและน้องสาวของเขาที่มาพักอาศัยอยู่กับธีโอด้วย และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ได้อุ้มเด็กน้อยในรอบหลายๆปีมานี้ เขาติดวินเซนต์ วิลเลม หลานชายเอามากๆจนแทบจะไม่ยอมห่าง แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ก็สั้นนัก วินเซนต์รู้ตัวเองดีว่าเขาก็คือระเบิดเวลา ถ้าหากว่าอาการกําเริบขึ้นมาเขาก็อาจกลายเป็นสัตว์ร้ายสร้างความหวาดกลัวให้แก่หลานได้ จึงตัดสินใจจากครอบครัวมาหลังจากพบหน้ากันเพียงไม่นานและ เดินทางสู่ออแวร์สตามแผนที่ธีโอเตรียมไว้ให้

วินเซนต์เดินทางถึงออแวร์สในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1890 ที่นี่เขาไม่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องไปพบกับหมอกาเชต์เป็นระยะๆเท่านั้น วินเซนต์จึงพักอยู่ที่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อ ออแบร์ก ราวู (Auberge Ravoux) โดยที่ธีโอก็จะพาครอบครัวทั้งโจฮันนา กับวินเซนต์น้อยมาเยี่ยมเขาอยู่เป็นประจําไม่เคยขาดทุกสัปดาห์ ซึ่งทุกอย่างก็น่าจะไปได้ดี แต่พอล่วงเข้าสัปดาห์ที่ 3 วินเซนต์ก็เริ่มสงสัยในการรักษาของหมอกาเชต์ ว่าเขามีความสามารถทางการแพทย์จริงหรือไม่ สืบเนื่องจากข่าวเล่าลือที่เขาได้ยินมาว่าหมอกาเชต์เคยรักษาจนคนไข้ตายไปหลายคน

หมอกาเชต์นั้นมีงานอดิเรกคือเป็นนักวาดภาพสมัครเล่น จึงมีเพื่อนพ้องในแวดวงศิลปะมากมาย ซึ่งศิลปินมีชื่อเสียงหลายคนก็เป็นคนไข้ของเขา เขาเคยมีส่วนในการรักษา ชาร์ลส แมร์ยอง (Charles Meryon) ศิลปินภาพพิมพ์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่ป่วยด้วยอาการทางจิต แต่ต่อมาก็เสียชีวิตลงในขณะเป็นคนไข้ของหมอกาเชต์นั่นเอง นอกจากนี้แล้วยังมีศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ผู้มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งคือ เอดูอาร์ด มาเนต์ (Edouard Manet) ที่เป็นคนไข้ของเขาเช่นกัน มาเนต์นั้นป่วยเป็นแผลเรื้อรังจนเริ่มเน่า หมอกาเชต์จึงแนะนําให้มาเนต์ตัดทั้งแขนและขาทิ้งเพื่อป้องกันเชื้อลุกลามไปทั่วตัว แต่มาเนต์ก็ไม่ยอมทําตามเพราะไม่ทราบว่าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรหากไร้ทั้งแขนและขา

ถึงแม้ภายหลังจะยอมให้ตัดเพียงแค่ขา แต่ในที่สุดมาเนต์ก็เสียชีวิตลง ด้วยเบื้องหลังเช่นนี้จึงทําให้ชื่อเสียงของหมอกาเชต์ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งธีโอก็ทราบเรื่องนี้ดีแต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครที่เหมาะเท่าหมอ กาเชต์ในเวลานั้น พอวินเซนต์ทราบเรื่องจึงเริ่มตั้งข้อสงสัยหมอกาเชต์ จนถึงกับพูดว่า “ผมคิดว่าหมอน่าจะป่วยมากกว่าผมเสียอีก”

โศกนาฏกรรมของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ศิลปินผู้มีชีวิตรันทดที่สุดในโลก

อย่างไรก็ดี ในช่วงตั้งแต่วินเซนต์ย้ายมาอยู่ออแวร์สนี้ เขาดูแจ่มใสขึ้นมากซึ่งธีโอก็เห็นเช่นนั้น แต่ใครจะทราบดีกว่าตัววินเซนต์เองว่าข้างในจิตใจที่แท้จริงของเขานั้นเป็นอย่างไร กระทั่งเมื่อมาอยู่ที่ออแวร์สได้ครบ 7 สัปดาห์ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1890 วันหนึ่งวินเซนต์ได้ออกไปวาดภาพตามปกติอย่างเช่นทุกวัน แต่วันนั้นเขาพกปืนไปด้วยแล้วใช้ปืนพกยิงตัวเองเข้าตรงกลางหน้าอกบริเวณทุ่งหญ้าที่เขานั่งวาดภาพอยู่ โดยไม่มีใครเห็นเหตุการณ์หรือได้ยินเสียงปืนแต่อย่างใด วินเซนต์ไม่ได้เสียชีวิตลงโดยทันที และยังสามารถพาตัวเองกลับที่พักจนได้ จนคนใน ออแบร์ก ราวู เห็นเข้าจึงช่วยกันพาเขาขึ้นไปพักที่ห้องแล้วรีบตามหมอมา

แต่หมอก็ไม่อาจจะช่วยอะไรได้ เพราะกระสุนเข้าไปฝังอยู่ตรงกระดูกสันหลังจึงผ่าออกมาไม่ได้ วินเซนต์ต้องนอนรอความตายอยู่อย่างนั้น โดยขอสูบบุหรี่เป็นมวนสุดท้ายเท่านั้น กระทั่งเช้าวันต่อมา ธีโอซึ่งเพิ่งได้รับข่าวจึงรีบรุดมาดูใจพี่ชาย ซึ่งก็ทันมาดูใจพี่ชายที่แข็งใจนอนรอเขาอยู่ แต่พอได้เห็นหน้าเท่านั้น วินเซนต์ก็เสียชีวิตลง ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่สุสานของโบสถ์ในออแวร์สนั้นเอง กระทั่งในเดือนมกราคมปีต่อมา ธีโอก็เสียชีวิตตามพี่ชายไปติดๆ และศพของธีโอก็ถูกนําไปฝังไว้เคียงข้างวินเซนต์ ที่โบสถ์เมืองออแวร์สตลอดไป

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet