เบื้องหลังแสนเศร้าของภาพวาดชื่อดัง The Starry Night

The Starry Night

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาในช่วงปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. 1888 ในวันก่อนสิ้นปี เป็นคืนเดียวกันกับที่วินเซนต์ใช้มีดโกนเฉือนหูตัวเองจนขาด ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นข่าวลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับวันรุ่งขึ้นด้วย ในเนื้อข่าวเล่าว่ามีหญิงสาวรายหนึ่งแจ้งความกับตํารวจให้ไปจับกุมศิลปินสติวิปลาสที่เฉือนหูตัวเองส่งไปให้เธอ จากปากคําของผู้พักอาศัยในละแวกนั้น เล่าให้ฟังว่าพวกเขาได้ยินเสียงอึกทึกขว้างปาสิ่งของ และเสียงร้องคล้ายคนบ้าคลั่งดังมาจากที่พักของวินเซนต์ในคืนเกิดเหตุ ซึ่งน่าจะเป็นคืนเดียวกับที่โกแกงเห็นวินเซนต์ถือมีดโกนไว้ในมือนั่นเอง โกแกงน่าจะเข้าใจผิดว่าวินเซนต์คิดทําร้ายเขา แต่อันที่จริงแล้ววินเซนต์กําลังคิดทําร้ายตัวเอง ยิ่งเมื่อโกแกงย้ายหนีไปในคืนนั้นด้วยก็ยิ่งเป็นการโหมกระพือไฟในอารมณ์ของวินเซนต์ให้คุกรุ่นมากขึ้นอีก จนทําให้เขาตัดสินใจลงมือโดยขาดความยั้งคิด และหลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นเองที่วินเซนต์เริ่มมีอาการป่วยทาง ประสาทที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

สําหรับสาเหตุที่ทําให้วินเซนต์เฉือนหูของตัวเองส่งไปให้หญิงสาวดังกล่าวนั้น กล่าวกันว่ามาจากการที่เขาเกิดไปลุ่มหลงในตัวหญิงสาวคนนั้น ซึ่งมีอาชีพเป็นโสเภณีประจําสํานักแห่งหนึ่งในย่านกลางเมืองที่เขามักไปใช้บริการอยู่เป็นประจําจนถึงกับออกปากขอเธอแต่งงาน แต่หญิงสาวปฏิเสธ เขา แทนที่เธอจะปฏิเสธตรงๆกลับไปพูดล้อเล่นกับวินเซนต์ว่าให้ไปนําสิ่งมีค่าของเขามาวางอยู่ตรงหน้าก่อนแล้วเธอจึงจะคิดดูอีกที นั่นคือที่มาของใบหูวินเซนต์ในห่อพัสดุ ซึ่งเขาจ้างเด็กคนหนึ่งนําไปส่งให้หญิงโสเภณีผู้นั้น

เธอตกใจสุดขีดเมื่อเห็นใบหูที่มีเลือดสดๆอยู่ตรงหน้าจึงรีบแจ้งตํารวจทันที ตํารวจจึงตามไปจับกุม วินเซนต์ถึงที่พัก และก็พบเขานอนเมามายไม่ได้สติอยู่บนเตียงที่เต็มไปด้วยเลือดนั่นเอง

สําหรับหญิงสาวผู้ที่เป็นต้นเหตุให้วินเซนต์เฉือนหูตัวเองนั้น ใครๆเรียกเธอว่า ราเชล (Rachel) เป็นหญิงสาวชาวไร่ซึ่งเข้ามาหาลําไพ่พิเศษด้วยอาชีพโสเภณีในเมือง และลูกค้าประจําของเธอนอกจากวินเซนต์แล้วก็ยังมีโกแกงอีกคนหนึ่ง โดยบางครั้งเธอก็ถูกทั้งสองเรียกมาบริการถึงที่พัก เรื่องนี้หากไปถามโกแกง เขาก็มักจะพูดแบบติดตลกว่าวินเซนต์เฉือนหูเขาเองเพื่อเป็นของที่ระลึกให้กับยามเฝ้าประตูโรงแรมเท่านั้น ซึ่งวินเซนต์เองก็ไม่เคยปริปากพูดถึงเหตุการณ์นั้นอีกเลย

แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือเหตุการณ์ในครั้งนั้นกระทบกระเทือนจิตใจเขามาก ถึงกับอาการทางประสาทเริ่มกําเริบหนักขึ้นจนต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วนหลังจากที่รักษาบาดแผลตรงใบหูจนมีอาการดีขึ้นแล้ว วินเซนต์มีอาการทางประสาทมาระยะหนึ่งแล้วแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเท่านั้น การมีเรื่องกับ โกแกง และการเฉือนหูตัวเองครั้งนั้นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่วินเซนต์สติแตกแล้ว สิ่งเหล่านี้เริ่มสะสมมาจากความกลัดกลุ้มซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง นอกจากอาชีพศิลปินของเขาซึ่งยังไปไม่ถึงไหน ภาพที่ส่งไปให้ธีโอขายก็ไม่ได้รับคําตอบเสียที อีกทั้งปัญหาสุขภาพที่เขาติดเหล้าและบุหรี่มาเป็นเวลานานด้วย รวมถึงความคาดหวังที่ต้องการสานฝันสร้างคอมมูนศิลปินให้สําเร็จก็ยังคาราคาซัง เพื่อนส่วนใหญ่ก็เงียบหายไปไม่มีคําตอบ ทุกสิ่งทุกอย่างรุมเร้าเข้าหาวินเซนต์ จนทําให้เขาต้องระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นนั้น

เบื้องหลังแสนเศร้าของภาพวาดชื่อดัง The Starry Night

Vincent van Gogh - The Garden of Saint-Paul Hospital 1889

วินเซนต์ถูกส่งตัวไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลก่อนวันสิ้นปี ค.ศ. 1888 และออกจากโรงพยาบาลในสัปดาห์ต่อมา ในระหว่างที่ยังอยู่โรงพยาบาลนั้น ธีโอรีบเดินทางมาเยี่ยมพี่ชายหลังจากที่โกแกงมีโทรเลขไปบอก หมอที่รักษาอาการบาดเจ็บให้วินเซนต์ชื่อว่า เฟลิกซ์ เรย์ (Felix Rey) นั้นได้กล่าวกับธีโอว่าอาการบาดเจ็บดูไม่น่าเป็นห่วง แต่อาการทางประสาทของวินเซนต์ต่างหากที่น่าเป็นห่วง หมอเรย์ได้ตรวจพบอาการวิกลจริตชั่วขณะอันสืบเนื่องมาจากพิษสุราเรื้อรังที่เขาเสพอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานจนทําให้เขาเกิดภาพหลอนขึ้น และทําให้วินเซนต์ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลนับจากนั้นนานหลายสัปดาห์ทีเดียว

ในระหว่างที่บําบัดอาการทางประสาทอยู่เป็นระยะๆนี้ วินเซนต์กลับมาดีขึ้น และยังสามารถกลับมาวาดภาพได้อีกเพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ไม่นานเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงกับสตูดิโอของเขาต่างก็ได้รวมตัวกันไปแจ้งความที่เทศบาลเมือง ยื่นเรื่องร้องเรียนขอให้ขับไล่วินเซนต์ออกจากที่นั่นเสีย เนื่องจากทนการส่งเสียงรบกวนชาวบ้านในยามดึกดื่นค่ำคืนจนไม่ได้หลับได้นอนกันไม่ได้อีกแล้ว เพราะวินเซนต์มักอาละวาดกรีดร้องและขว้างปาข้าวของ สร้างความรําคาญให้แก่ชาวบ้านอยู่เป็นประจํา การร้องเรียนเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แต่ไปตักเตือนเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อมีการรวมตัวกันเช่นนี้ ทางเทศบาลเมืองจึงต้องเอาจริงและส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมตัววินเซนต์ส่งโรง พยาบาลอีกครั้ง

กระทั่งอีกหลายสัปดาห์ต่อมาเมื่อเขาออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ไม่อาจจะกลับไป เยลโลว์ เฮาส์ ได้อีก เพราะทางเทศบาลเมืองได้นําหมายศาลไปปิดห้ามไม่ให้เขาเข้าไปใช้อาคารอย่างเด็ดขาด พอหมอ เฟลิกซ์ เรย์ ทราบเรื่องก็เกิดความสงสาร จึงหาห้องพักห้องหนึ่งให้เขาเข้าพักอาศัย ชั่วคราว ซึ่งในระหว่างที่วินเซนต์กําลังเผชิญกับความทุกข์แสนสาหัสอยู่นี้เอง ปอล ซียัค (Paul Signac) เพื่อนศิลปินจากปารีสผู้หนึ่งได้เดินทางมาที่อาร์ลสพอดี และทราบข่าววินเซนต์เข้าจึงได้เข้าไปคุยกับหมอเรย์ หมอเรย์จึงแนะนําให้พาเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลประสาท แซงต์ ปอล (Saint Paul) ที่ตั้งอยู่ที่ แซงต์ เรมี (Saint Remy) ห่างจากอาร์ลสไป 27 กิโลเมตร อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสีย

ซียัคได้ติดต่อไปที่ธีโอเรื่องที่หมอเรย์แนะนํา และได้พาวินเซนต์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แซงต์ ปอล ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1889 เขาได้รับการจัดหาห้องให้ 2 ห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องพักคนไข้ ส่วนอีกห้องใช้เป็นสตูดิโอ ระหว่างการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แซงต์ ปอล นี้วินเซนต์ เอาแต่นั่งมองดูต้นไซเปรสส์ (Cypress) ซึ่งเป็นต้นสนชนิดหนึ่ง มีลักษณะลําต้นสูงชะลูดแทงยอดขึ้นเสียดฟ้าคล้ายเข็ม ยามต้องลมมันจะพลิ้วไหวจนสั่นสะท้าน แต่ในสายตาของวินเซนต์กลับรู้สึกว่ามันคล้ายกับดวงวิญญาณที่พยายามหาทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เขาจึงชอบภาพต้นไซเปรสส์นี้มาก และภาพวาดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาอีกภาพหนึ่งก็คือภาพของต้นไซเปรสส์ยามค่ำคืนท่ามกลางหมู่ดาวเต็มท้องฟ้าที่มีชื่อว่า “เธอะ สตาร์รี ในต์ (The Starry Night)” หรือ ค่ำคืนซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาว วินเซนต์ก็วาดขึ้นในช่วงเวลานี้เอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet