ความบาดหมางระหว่าง วินเซนต์ แวน โก๊ะ และ ปอล โกแกง

The Painter of Sunflowers)

วินเซนต์ออกจากปารีสในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1888 มุ่งหน้าลงใต้โดยทางรถไฟ ตอนนั้นเขาอยู่ในวัย 35 ปีแล้ว โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่เมืองอาร์ลส (Arles) ตั้งอยู่ในเขตมณฑลโปรวองซ์ (Provence) โดยทิ้งภาพวาด กว่า 200 ภาพไว้ให้ธีโอดูแล ซึ่งเขาไม่สนใจแล้วว่าภาพเหล่านั้นจะขายได้หรือไม่ก็ตาม เมืองอาร์ลสเป็นเมืองที่มีความเจริญพอสมควร ลักษณะแบบกึ่งเมืองกึ่งชนบท เขาเลือกที่นี่เนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ทะเล ซึ่งเขาชอบไปวาดภาพชายทะเลตั้งแต่ยังอยู่ในเฮกแล้ว และใฝ่ฝันว่าจะไปหาที่ปักหลักแถบชายทะเลอย่างถาวรสักแห่ง ซึ่งอาร์ลสก็มีความเจริญพอที่จะไม่ต้องอยู่อย่างอัตคัดนัก

สําหรับคนที่เคยผ่านชีวิตในเมืองซึ่งเจริญอย่างปารีสมาแล้ว แต่ก็ยังได้กลิ่นของชนบทที่ทําให้เขารู้สึกคิดถึงบ้านเกิดได้อีกด้วย เพราะพอเดินออกจากแหล่งชุมชนเพียงไม่ไกลนักก็จะเห็นบรรยากาศของชนบทที่มีเรือกสวนไร่นาดารดาษไปหมด เมื่อวินเซนต์มาถึงอาร์ลสใหม่ๆนั้น เขาพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และยังขอใช้เฉลียงของโรงแรมทําสตูดิโอวาดภาพอีกด้วย ซึ่งเจ้าของโรงแรมก็ใจดีไม่ว่าอะไร แต่ต่อมาเมื่อวินเซนต์ขยับขยายไปใช้พื้นที่อื่นๆของโรงแรมสําหรับวาดภาพด้วยจนแทบจะกลายเป็นบ้านส่วนตัวของเขาไปแล้ว เจ้าของโรงแรมจึงเริ่มเหลืออด และขอให้เขาย้ายออกไปเสีย

ในตอนที่ย้ายออกนี้เองที่ วินเซนต์เกิดเรื่องเกิดราวกับเจ้าของโรงแรมจนได้ เมื่อเจ้าของโรงแรมได้ยื่นบิลล์เรียกเก็บค่าเช่าและค่าอาหารซึ่งค้างอยู่ แต่วินเซนต์ปฏิเสธที่จะจ่ายตามที่เรียกเก็บเพราะเห็นว่ามันแพงเกินไป จนเจ้าของโรงแรมต้องฟ้องร้องเป็นคดีความอยู่พักหนึ่งซึ่งในที่สุดก็ตกลงกันได้ ต่อมาวินเซนต์ได้ที่พักแห่งใหม่บนชั้นสองของร้านกาแฟแห่งหนึ่งชื่อ คาเฟ เดอ ลา แกร์ (Cafe de la Gare) ตั้งอยู่ที่ถนน ปลาซ ลาแมร์ทีน (Place Lamertine) ซึ่งวินเซนต์มักมานั่งจิบเหล้าจิบกาแฟที่นั่นหลังจากออกไปวาดภาพตามท้องไร่ท้องนาอยู่ทั้งวันเป็นประจําก่อนหน้านั้น จนเกิดมีความสนิทสนมกับเจ้าของร้านขึ้น

ความบาดหมางระหว่าง วินเซนต์ แวน โก๊ะ และ ปอล โกแกง

ความบาดหมางระหว่าง วินเซนต์ แวน โก๊ะ และ ปอล โกแกง

เมื่อวินเซนต์มาปักหลักอยู่ที่อาร์ลสในช่วงแรกๆ เขาได้เพื่อนศิลปินซึ่งเดินทางมาจากปารีสเช่นกัน เพื่อร่วมทํางานกับเขาคนแรกชื่อ คริสเตียน มอเรียร์-ปีเตอร์เซน (Christian Mourier-Petersen) ที่ได้รับคําแนะนําจากธีโอให้มาที่นี่ โดยเล่าเรื่อง สตูดิโอ ออฟ เธอะ เซาธ์ ให้เขาฟังด้วย แต่ มอเรียร์-ปีเตอร์เซน ก็ไม่ได้มาอยู่ที่นี่นานนัก เพราะต้องกลับไปยังเดนมาร์กบ้านเกิด เนื่องด้วยปัญหาส่วนตัว แต่เขาก็เดินทางกลับมาที่อาร์ลสอีกครั้งในอีกหลายเดือนต่อมา ซึ่งครั้งนี้เขารู้สึกว่าวินเซนต์ เริ่มมีอารมณ์ที่เปลี่ยนไป หงุดหงิดง่าย และซึมเศร้า ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ที่วินเซนต์ทราบข่าวการ เสียชีวิตของ อังตอง เมิฟ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1888 ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้อง และเริ่มมีอารมณ์แปรปรวนขึ้นเรื่อยๆ

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1888 วินเซนต์ก็ย้ายที่อีกครั้งไปที่อาคารหลังหนึ่งไม่ไกลจากที่พักเดิมนัก มีลักษณะเป็นอาคารแฝดสองชั้น ซึ่งที่นี่มีความกว้างขวางเพียงพอจะใช้ทําสตูดิโอตามความฝันให้เพื่อนๆมารวมกันได้ ใกล้ๆกันยังมีสวนสาธารณะเล็กๆที่ทําให้ทิวทัศน์บริเวณนั้นดูร่มรื่นอย่างมากอีกด้วย อาคารหลังนี้ทาสีด้วยสีเหลืองทั้งหลัง เขาจึงตั้งชื่อว่า “เยลโลว์ เฮาส์ (Yellow House)” วินเซนต์ได้เขียนจดหมายไปบอกกับธีโอเรื่องนี้ และขอให้เขาบอกเพื่อนๆด้วยว่า สตูดิโอ ออฟ เธอะ เซาธ์ สําเร็จแล้ว ให้ทุกคนเตรียมตัวลงมากันได้ ซึ่งเพื่อนคนแรกที่มาปรากฏตัวที่อาร์ลสก็คือ ปอล โกแกง และเป็นผู้ที่ทําให้ความฝันของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ พังทลายลงไปด้วย

ซันฟลาวเวอร์ส (Sunflowers)

ตอนแรกๆที่โกแกงเดินทางมาถึงนั้น วินเซนต์กระชุ่มกระชวยขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในช่วงนี้เองที่เขาวาดภาพชุดที่โด่งดังที่สุดของเขาคือภาพ “ซันฟลาวเวอร์ส (Sunflowers)” หรือ ดอกทานตะวัน โดยมีภาพซึ่งแสดงอารมณ์เบิกบานของวินเซนต์ในช่วงนี้อยู่ในภาพวาดของโกแกงที่เขาวาดวินเซนต์ในขณะที่กําลังวาดภาพชุดดอกทานตะวันอยู่ มีชื่อภาพว่า “เธอะ เพนเตอร์ ออฟ ซันฟลาวเวอร์ส (The Painter of Sunflowers)” ซึ่งถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งเลยทีเดียว

อันที่จริงแล้วโกแกงไม่ได้มีความตั้งใจจะมาที่อาร์ลสนี้ตามคําชวนของวินเซนต์แต่อย่างใด แต่ถูก ธีโอรบเร้าให้มา ซึ่งธีโอมองเห็นประโยชน์หลายๆด้านที่จะตามมา จึงผลักดันให้โกแกงมาอาร์ลสเพื่อร่วมทํางานกับพี่ชายของเขา อย่างแรกก็คือต้องการให้เขามาอยู่เป็นเพื่อนวินเซนต์ เพราะไม่วางใจในอาการขึ้นๆลงๆของสุขภาพพี่ชาย แต่สิ่งสําคัญก็คือเขาต้องการจะใช้โกแกงเป็นตัวเร่งให้เกิดพัฒนาการด้านศิลปะของวินเซนต์โดยอาศัยจากการทํางานร่วมกัน

เขาคาดหวังว่าถ้าหากวินเซนต์ ได้ร่วมทํางานอย่างใกล้ชิดกับโกแกงแล้ว ก็อาจซึมซับเอาเทคนิคและวิธีการ หรือแม้แต่ความคิดอ่านในการทํางานศิลปะที่โดดเด่นของโกแกงได้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งก็จะทําให้ภาพวาดของวินเซนต์ถูกใจตลาดเสียที เพราะธีโอก็เป็นตัวแทนขายงานให้กับโกแกงด้วยเช่นกัน และงานของโกแกงก็ขายได้ ผิดกับของวินเซนต์ แต่เรื่องทั้งหมดกลับตาลปัตรไปจากที่คิด

เพื่อจะให้ ปอล โกแกง ใจอ่อนยอมเดินทางมาอาร์ลสนั้น ธีโอต้องอัดฉีดเงินก้อนหนึ่งให้แก่เขาเพื่อเป็นเงินประกันการขายภาพล่วงหน้า และยังออกทุนให้โกแกงขนแผ่นผ้าใบ สี และอุปกรณ์การวาดภาพต่างๆลงมาให้อย่างเต็มที่อีกด้วย แสดงให้เห็นว่าธีโอคาดหวังกับแผนการนี้มาก และต้องการให้ 2 สหายทํางานร่วมกันไปนานๆ ซึ่งในช่วงแรกๆนั้นทั้งสองก็ดูกลมเกลียวกันดี ต่างคอยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันวาดภาพอยู่ในสตูดิโอดูน่าอบอุ่น หรือแม้แต่ออกไปวาดภาพข้างนอกก็ตาม

ทั้งสองยังร่วมกันไปวาดภาพตามที่ต่างๆที่ใครเห็นก็เชื่อว่ามิตรภาพของศิลปินคู่นี้จะต้องแน่นแฟ้นอย่างมาก แต่เพียงแค่ไม่กี่เดือนทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป สาเหตุนั้นน่าจะมาจากอัตตาระหว่างทั้งคู่นั่นเองที่คล้ายกับการนําเสือสองตัวมาอยู่ในถ้ำเดียวกัน จึงต้องมีการกระทบกระทั่งกันโดยไม่มีใครคอยห้ามปราม ทั้งสองเริ่มเกิดความระแวงกันเองขึ้น จนในที่สุดวินเซนต์ซึ่งมีบุคลิกอ่อนไหวกว่าก็ระเบิดออกมาก่อน โดยกล่าวหาว่าโกแกงพยายามคุกคามเขา กระทั่งโกแกงต้องขนข้าวขนของออกจาก เยลโลว์ เฮาส์ ไปเช่าโรงแรมพักอยู่คนเดียว

ภายหลังโกแกงจึงได้มีจดหมายไปถึงธีโอ เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทําให้ตัดสินใจย้ายออกมาว่าเขามีเรื่องทะเลาะวิวาทกับวินเซนต์ก่อนหน้านั้นบ่อยครั้ง โดยที่โกแกงบอกกับธีโอตั้งแต่ตอนนั้นว่าวินเซนต์อาจจะมีอาการของโรคประสาท เพราะบุคลิกของเขาแปรปรวนมาก ซึ่งในคืนก่อนหน้าที่เขาจะย้ายออกนั้นทั้งสองเกิดมีเรื่องกันอย่างรุนแรง โกแกงเล่าว่าจู่ๆวินเซนต์ก็โผล่มายืนข้างหลังเขาโดยในมือก็กํามีดโกนเอาไว้ด้วย พอเขาหันไปเผชิญหน้า วินเซนต์ก็หันกลับไป โกแกงจึงเกิดความระแวงว่าวินเซนต์อาจทําร้ายเขาจริงๆไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงย้ายออกไปในคืนนั้นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet