ชีวิตยากจนข้นแค้นของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ และจุดกำเนิด Post-Impressionism

Cafe du Tambourin

วินเซนต์ออกจากบ้านในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1885 โดยเดินทางไปที่ อานต์เวิร์ป (Antwerp) ทางตอนเหนือของเบลเยียม เช่าห้องพักเล็กๆห้องหนึ่งบนชั้นสองของร้านขายสี ที่นี่วินเซนต์ได้สมัครเข้าเรียนศิลปะที่สถาบันวิจิตรศิลป์ (Academy of Fine Arts) ของอานต์เวิร์ปต่อหลังจากไม่จบการศึกษาที่ไหนเลย แต่ก็ยังคงเรียนไม่จบอีกเช่นเคย ในช่วงที่อยู่อานต์เวิร์ปนี้ชีวิตของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย คือยังคงยากแค้นและอดมื้อกินมื้ออยู่เช่นเดิม บางวันเขามีเพียงขนมปังแห้งๆกับกาแฟชืดๆตกถึงท้องเท่านั้น

ชีวิตยากจนข้นแค้นของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ และจุดกำเนิด Post-Impressionism

Vincent Van Gogh Art

 

เขาเคยเขียนจดหมายเล่าให้ธีโอฟังว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเขาจําได้ว่าได้กินอาหารร้อนๆเพียงแค่ 6 มื้อเท่านั้น และนอกจากมีแต่ขนมปังกับกาแฟแล้ว วินเซนต์ยังเริ่มติดบุหรี่อย่างหนักอีกด้วย บางวันเขาเอาแต่สูบบุหรี่อย่างเดียวโดยไม่มีสิ่งอื่นตกถึงท้องเลย ซึ่งสิ่งนี้ก็มาจากความขัดสนของเขานั่นเอง ถึงแม้ว่าธีโอจะส่งเงินมาให้อยู่เป็นประจํา แต่เขาก็ยังต้องนําเงินเหล่านั้นไปซื้ออุปกรณ์วาดภาพก่อนสิ่งอื่น เมื่อเหลือแล้วจึงค่อยคิดถึงเรื่องของการกินการอยู่

วินเซนต์อยู่ที่อานต์เวิร์ปนี้จนกระทั่งถึงเดือน มีนาคม ค.ศ. 1886 จึงได้ตัดสินใจเดินทางเข้าปารีส ฝรั่งเศส เพื่อคิดจะหาประสบการณ์ใหม่ๆ และเพื่อศึกษาศิลปะตามทิศทางของเขาต่อไป สําหรับสาเหตุที่ทําให้วินเซนต์เดินทางไปปารีสนั้น จริงๆแล้วเป็นเพราะต้องการที่จะไปดูด้วยตาตัวเองว่าเหตุใดภาพวาดของเขาที่ส่งไปให้ธีโอน้องชายขาย จึงไม่มีภาพไหนขายได้เลยสักภาพ จนเขาเริ่มคลางแคลงใจว่าธีโออาจไม่ตั้งใจขายให้เขา ซึ่งถึงแม้ธีโอจะส่งเงินให้เขาใช้อย่างต่อเนื่องไม่เคยขาดตกบกพร่องเลยก็ตาม แต่เงินเหล่านั้นไม่ได้มาจากการขายภาพของเขาเลยสักภาพ

อันที่จริงแล้วธีโอก็เคยแนะนําเขาไปแล้วว่าให้ทดลองวาดภาพที่มีสีสันสว่างสดใสดูบ้าง เพราะภาพวาดของวินเซนต์ที่ส่งไปนั้นมักใช้สีมืดทึม ทําให้ภาพของเขาดูอมทุกข์ ลูกค้าไม่ค่อยชอบ จึงไม่มีใครสนใจเลย ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามแขวนมันไว้ในจุดที่โดดเด่นขนาดไหนก็ตาม แต่วินเซนต์ก็ไม่ยอมเปลี่ยน การเดินทางไปปารีสครั้งนั้นจึงนับเป็นการเปิดหูเปิดตาสู่โลกภายนอกครั้งแรกของวินเซนต์ แวน โก๊ะ ด้วยเช่นกัน

วินเซนต์เดินทางไปที่ปารีสในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1886 เวลานั้นเขาเริ่มติดเหล้าหนักแล้ว และเป็นเหล้าชนิดแรงที่สุดซึ่งเรียกกันว่า “แอบซินธ์ (Absinthe)” หรือ มฤตยูเขียว เพราะเหล้าชนิดนี้จะมีสีเขียวและมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 60-70 ดีกรี มีถิ่นกําเนิดจากสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยปริมาณ แอลกอฮอล์ที่สูงนี้บางทีจึงถูกเรียกว่า “เหล้าพิษ” บางประเทศจึงสั่งห้ามนําเข้าเด็ดขาด แต่สําหรับ วินเซนต์แล้วถือเป็นยาบํารุงที่ทําให้เขาสามารถลืมความทุกข์และความอ้างว้างได้อย่างดี เพื่อที่จะให้ตนทํางานได้อย่างหามรุ่งหามค่ำ และลืมความล้มเหลวทั้งหมดที่ผ่านๆมา

เวลานั้นจึงมีเพียงเหล้ากับ บุหรี่ สองอย่างนี้เท่านั้นที่ไม่เคยทิ้งให้เขาอยู่อย่างเดียวดาย และด้วยการใช้ชีวิตอย่างตามใจตัวปล่อยเนื้อปล่อยตัวในช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงทําให้เขาขาดสุขอนามัยจนร่างกายผ่ายผอมเหมือนคนขี้โรค ซึ่งในตอนนั้นวินเซนต์ก็ได้พยายามที่จะต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยซึ่งได้รับคําแนะนํามาว่าให้ใช้วิธีการที่เรียกว่า “ธาราบําบัด (Hydrotherapy)” หรือการบําบัดอาการโดยใช้น้ำอุ่น น้ำเย็น และสารส้ม ผสมในอ่างน้ำ แล้วให้ผู้ป่วยลงไปแช่ในอ่างเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดต่างๆ ซึ่งเชื่อกันว่าวินเซนต์กําลังมีอาการป่วยเรื้อรังที่เกิดจากบาดแผลซึ่งเป็นผลมาจากกามโรคนั่นเอง

เมื่อวินเซนต์เขียนจดหมายเล่าถึงความต้องการของเขาว่าต้องการจะมาเปิดโลกทัศน์ที่ปารีสนั้น แทนที่ธีโอจะยินดีกับพี่ชายที่จะได้มาเปิดหูเปิดตาให้เห็นถึงความเป็นไปในแวดวงศิลปะของปารีสที่ถือเป็นเมืองหลวงของโลกศิลปะในยุโรปเวลานั้นด้วยตาตัวเองอย่างแท้จริงเสียที ธีโอก็กลับ ทัดทานเขา อาจเป็นเพราะมีความเชื่อว่าวินเซนต์คงทนรับสภาพที่แท้จริงของสังคมปารีสซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่ได้อย่างแน่นอน

เพราะแม้แต่เวลาที่เขาพยายามจะวิพากษ์วิจารณ์พี่ชายตรงๆเพื่อให้เขาปรับปรุงบางสิ่งบางอย่าง หรือแสดงความคิดเห็นต่อภาพวาดของเขาที่ส่งมาขาย วินเซนต์ยังโกรธเขาจนตัวสั่น หากเขาต้องมาพบกับสภาพสังคมของปารีสที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่มีใครยอมฟังใคร และไม่เข้าใครออกใคร พฤติกรรมของคนในเมืองใหญ่อาจจะทําให้วินเซนต์ทนรับสภาพไม่ได้ และอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจของเขาเอง ซึ่งอาจหมดอาลัยกับชีวิตหนักขึ้นไปอีกก็เป็นได้เมื่อประเมินจากอุปนิสัยของวินเซนต์แล้ว

แต่อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากตัวธีโอเองซึ่งอาจอายคนที่เขาคบหาสมาคมอยู่ด้วย เนื่องจากเขาอยู่ในแวดวงธุรกิจที่ต้องติดต่อกับผู้คนมากหน้าหลายตา แต่บุคลิกของวินเซนต์ในเวลานั้นไม่เหลือภาพของผู้ที่เคยประสบความสําเร็จในการเป็นตัวแทนขายงานศิลปะอยู่เลย เขาดูเป็นศิลปินที่ดูแย่กว่าศิลปินคนไหนๆเท่าที่ธีโอเคยรู้จักเสียอีก พี่ชายของเขาปล่อยตัวจนดูมอซอเหมือนคนจรจัดมากกว่าที่จะเป็นศิลปิน จึงอาจทําให้เขาอึดอัดเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันที่ปารีส แต่ก็ไม่เคยมีใครห้ามความต้องการของวินเซนต์ได้สําเร็จสักราย

ช่วงแรกๆในปารีสนั้น วินเซนต์ได้ไปพักอยู่กับธีโอเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเวลานั้นธีโอมีแกลเลอรีของตัวเองชื่อ บูส์โซด วาลาดอง แอนด์ ซี (BouSsod, Valadon & Cie) แล้ว แต่เวลาต่อมาธีโอก็หาที่ใหม่ให้ เนื่องจากวินเซนต์ต้องการมีสตูดิโอเป็นสัดส่วนของตัวเอง ชีวิตที่ปารีสนี้ไม่ค่อยจะมีใครรู้ความเคลื่อนไหวของวินเซนต์มากนัก เนื่องจากเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ส่วนใหญ่นํามาจากจดหมายที่เขาเขียนติดต่อกับธีโอนั่นเอง เมื่อทั้งสองมาอยู่ด้วยกันที่ปารีสนี้ก็ไม่มีการเขียนจดหมายติดต่อกันในช่วงเวลานั้น จึงต้องอาศัยเก็บจากปากคําของคนที่รู้จักระหว่างอยู่ปารีสเท่านั้น

แต่การมาปารีสครั้งนั้นก็นับเป็นช่วงที่สําคัญสุดในชีวิตของวินเซนต์เลยทีเดียว เมื่อเขาได้มาสัมผัสกับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในแวดวงศิลปะของปารีสด้วยตัวเอง จึงทําให้เขาเริ่มจะเข้าใจในสิ่งที่ ธีโอพร่ำบอกเขาให้เปลี่ยนวิธีการทํางานบ้าง เพราะเวลานั้นวงการศิลปะก้าวสู่ยุคใหม่หลายก้าวแล้ว ผู้คนกําลังให้ความสนใจกับความเปลี่ยนแปลง และกระแสปฏิวัติในทุกสิ่งทุกอย่างโดยเฉพาะศิลปะแบบอิมเพรสชันนิสต์ (Impressionist) ที่ถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบศิลปะซึ่งเคยมีมาก่อนอย่างสิ้นเชิง ทําให้วินเซนต์เริ่มเกิดความรู้สึกว่าพื้นฐานทางศิลปะแบบครูพักลักจําของเขา และยังเรียนไม่เคยจบเลยสักแห่งยังคงห่างไกลจากคําว่าศิลปินอาชีพอยู่มาก ถ้าจะแข่งขันกับคนอื่นให้ได้ เขาจะต้องเสริมพื้นฐานให้แข็งยิ่งขึ้นไปอีก

วินเซนต์จึงไปสมัครเข้าเรียนที่สตูดิโอของ แฟร์นังด์ กอร์มอง (Fernand Cormon) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะสมัยใหม่ของฝรั่งเศสช่วงเวลานั้น ที่สตูดิโอของกอร์มองจึงเต็มไปด้วยศิลปินหนุ่มๆผู้ซึ่งมีความคิดก้าวหน้ามากมาย และที่นี่ก็ทําให้วินเซนต์มีเพื่อนพ้องซึ่งสนิทสนมกันมากกลุ่มหนึ่ง นับเป็นครั้งแรกที่เขายอมเปิดใจร่วมสังคมกับคนหมู่มากหลังจากที่เดินทางตัวคนเดียวโดยมีเพื่อนที่คุ้นเคยอยู่ไม่มากนักมาเป็นเวลานาน เพื่อนกลุ่มนี้มี อองรี เดอ ตูลุส-โลเตรก (Henri de Toulouse-Lautrec) เอมิล แบร์นาร์ด (Emile Bernard) หลุยส์ อังเกแตง (Louis Anquetin) จอห์น ปีเตอร์ รัสเซลล์ (John Peter Russell) และ ปอล โกแกง (Paul Gauguin) ซึ่งต่อมาภายหลังคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นศิลปินมีชื่อเสียงทั้งสิ้น การคบหากับเพื่อนๆกลุ่มนี้จึงทําให้วินเซนต์ได้เดินออกจากซอกมุมอันเปล่าเปลี่ยวของเขามาได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างปารีสทําให้วินเซนต์ต้องกลายเป็นคนเมืองไปโดยไม่รู้ตัว เขากับเพื่อนๆมักไปพบปะกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งใช้เป็นที่ปักหลักสังสรรค์และแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับงานศิลปะกันเป็นประจําก็คือ คาเฟ ดู ตอมบูแรง (Cafe du Tambourin) บนถนนคลิชี (Clichy) พวกเขาสนิทสนมกับเจ้าของร้านจนสามารถเข้าไปทานอาหาร ดื่มเหล้า ดื่มกาแฟได้ด้วยเงินเชื่อเป็นประจํา และบ่อยครั้งที่พวกเขาจะจ่ายหนี้ที่ติดค้างไว้ด้วยภาพวาด หรือบางทีก็นําภาพมาฝากขายที่ร้านนี้ก็ได้อีกด้วย โดยยังมีเรื่องซุบซิบกันไปอีกด้วยว่าที่กลุ่มของวินเซนต์สนิทสนมกับเจ้าของร้านซึ่ง เป็นผู้หญิงนั้น เป็นเพราะวินเซนต์มีเรื่องชู้สาวกับเจ้าของร้านที่มีวัยแก่กว่าเขาถึง 12 ปีนั่นเอง

นอกจากที่ร้าน คาเฟ ดู ตอมบูแรง แล้ว กลุ่มวินเซนต์ยังมีแหล่งที่มักจะไปพบปะกันประจําอีกแห่งหนึ่งคือร้านขายสีและอุปกรณ์เครื่องเขียนตั้งอยู่ในย่านมองมาร์ต (Montmartre) ที่เจ้าของร้านเป็นชายสูงอายุใจดี และเป็นที่นับถือกันมากในหมู่ศิลปิน เนื่องจากพวกเขาสามารถซื้อสีและอุปกรณ์ด้วยเงินเชื่อได้ถ้าใครเงินไม่พอ ซึ่งบางครั้งพวกศิลปินก็นําผลงานของตนไปแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้สีหรือผ้าใบวาดภาพก็ได้ จนร้านขายสีแห่งนี้เต็มไปด้วยภาพวาดคล้ายกับแกลเลอรีแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

วินเซนต์พักอาศัยอยู่ร่วมชายคากับธีโอน้องชายเพียงไม่ทันข้ามปีก็เกิดปากเสียงกันรุนแรง ซึ่งทั้งสองมักมีปากเสียงกันในเรื่องที่วินเซนต์ไม่พอใจธีโอว่าไม่พยายามขายภาพให้เขาเป็นประจําอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้รุนแรงถึงกับทำให้วินเซนต์ย้ายข้าวย้ายของไปหาที่อยู่ใหม่ สาเหตุเนื่องจากธีโอทนไม่ได้ที่วินเซนต์กล่าวหาเขาว่ามัวแต่ไปเอาใจศิลปินคนอื่นจนลืมพี่น้องตัวเอง ธีโอจึงท้าวินเซนต์ ให้ไปนั่งดูเอาเองที่ร้านว่าลูกค้าต้องการจะซื้อภาพแบบไหนซึ่งวินเซนต์ก็แวะไปในวันหนึ่ง

วันนั้นบังเอิญมีลูกค้าคนหนึ่งหยิบภาพของวินเซนต์ที่วางพิงรวมๆกันอยู่ แล้วบอกว่าจะเหมาทั้งหมดโดยให้ราคาเพียงไม่ถึง 1 ฟรังค์เท่านั้น ซึ่งธีโอก็ขายให้แล้วแถมเงินตัวเองให้อีกส่วนหนึ่งยัดใส่กระเป๋าวินเซนต์ ทําให้เขาหัวเสียขึ้นมาทันทีหาว่าธีโอดูถูกงานของเขา แล้วนําภาพที่เหลือทั้งหมดกลับบ้านไปเผาทิ้ง เหตุการณ์ในวันนั้นวินเซนต์ได้เล่าไว้ในจดหมายที่เขียนไปถึงน้องสาวชื่อแอนนา Anna) ฟังว่าเขาเริ่มอดทนกับการกระทําของธีโอไม่ได้แล้ว ธีโอดูถูกเขาและกําลังทําให้เขาประสาทเสีย

ส่วนทางด้านธีโอได้แก้ต่างว่าตนน่าจะประสาทเสียเพราะพฤติกรรมของวินเซนต์มากกว่า เมื่อวินเซนต์ย้ายออกมาแล้วเขาตั้งใจจะอยู่ให้ไกลจากธีโอโดยไม่คิดจะพึ่งน้องชายอีก จึงย้ายไปอยู่ที่บ้าน ของ เอมิล แบร์นาร์ด เพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ อานแยร์ส (Asnieres) ซึ่งเป็นตําบลหนึ่งตั้งอยู่ชานกรุงปารีส โดยอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลาปีเศษ ในช่วงแรกๆก็เริ่มกลับมามีสมาธิผลิตผลงานจนพรั่งพรูออกมาได้อีกมากมาย แต่ต่อมาก็เริ่มเบื่อหน่ายอีกที่ผลงานของเขาไม่สามารถหาแกลเลอรีไหนยอมรับซื้อได้เลยจึงคิดที่จะหนีจากปารีสไปเสีย โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่เมืองชายทะเลทางภาคใต้ซึ่งอบอุ่นกว่า เนื่องจากในเวลานั้นอาการเจ็บป่วยของเขาเริ่มกลับมากําเริบหนักขึ้นอีกแล้ว

วินเซนต์ต้องการเงินก้อนหนึ่งเพื่อเป็นทุนเดินทางไปยังเมืองทางใต้ จึงชักชวนเพื่อนๆจัดงานแสดงภาพ แต่เนื่องจากผลงานของวินเซนต์และเพื่อนๆในตอนนั้นที่พยายามเดินออกจากกระแสอิมเพรสชันนิสต์ซึ่งพวกเขาเห็นว่าจําเจมาไกลมาก แม้ว่าที่ปารีสจะเกิดกระแสการสร้างสรรค์ศิลปะแปลกใหม่ขึ้นโดยทั่วไป และมีการเรียกศิลปะแบบใหม่นี้รวมๆกันว่า โพสต์ อิมเพรสชันนิสต์ (Post Impressionist) มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ผลงานที่กลุ่มวินเซนต์และเพื่อนๆทํานั้นใหม่กว่าอีก เมื่อมาร่วมกันแสดง มันจึงเป็นศิลปะที่ดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย จนถูกเมินจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อภาพไปสะสมหรือประดับบ้าน

การแสดงศิลปะครั้งนั้นจึงไม่ประสบความสําเร็จ แต่ถึงอย่างไรเพื่อนๆก็ช่วยกันเรี่ยไรเงินซื้อภาพวาดของเขา เพื่อให้วินเซนต์มีทุนรอนในการเดินทางมุ่งลงใต้ตามความต้องการสําเร็จจนได้ แม้วินเซนต์ จะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนักที่ปารีส แต่สิ่งที่ได้อย่างมากคือประสบการณ์ และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะการเปิดรับมิตรภาพจากเพื่อนสนิทกลุ่มนี้ ซึ่งวินเซนต์ยอมรับว่าเป็นช่วงที่เขามีความสุขเพียงช่วงเวลาเดียวเท่านั้นในชีวิตนี้ ที่มีเพื่อนๆที่เข้าคอกันและสามารถพูดคุยกันรู้เรื่องในแทบทุกเรื่อง

การจากปารีสมาจึงเป็นการจําใจจาก ซึ่งเขาก็รู้สึกเสียดายที่จะต้องแยกจาก พื่อนดีๆกลุ่มนี้ การเดินทางต่อของวินเซนต์จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่เขามีความฝันอย่างหนึ่งก็คือต้องการลงไปบุกเบิกเพื่อหาสถานที่สําหรับตั้งคอมมูนเล็กๆแห่งหนึ่งที่จะเป็นแหล่งรวมของศิลปินนักวาดภาพ แล้วชักชวนเพื่อนๆที่สนิทสนมกันทั้งหมดไปร่วมทํางานด้วยกัน ร่วมกันแชร์ประสบการณ์อย่างเช่นที่ปารีสในคอมมูนเล็กๆแห่งนั้น ซึ่งเขาได้คิดชื่อของคอมมูนแห่งนั้นเตรียมเอาไว้ก่อนแล้วว่า “สตูดิโอ ออฟ เธอะ เซาธ์ (Studio of the South)” หรือ สตูดิโอเมืองใต้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet