วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) ศิลปินผู้อาภัพรัก

วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) ศิลปินผู้อาภัพรัก

วินเซนต์อยู่ที่ คิวส์เมส โบรินาจ จนกระทั่งถึงต้นปี ค.ศ. 1880 จึงได้รับจดหมายจากบิดาสั่งให้กลับบ้านเขาจึงต้องยอมกลับ พอกลับมาถึงบ้านแล้ววินเซนต์ก็ถูกบิดากดดันอย่างหนักขึ้นอีกเมื่อเห็นเขาเอาแต่วาดภาพ ไม่ยอมอ่านตําราศาสนา จึงเกิดความเดือดดาลจนถึงกับดุด่าว่ากล่าวเขาว่าทําตัวหลักลอยไม่เป็นโล้เป็นพายอะไร กระทั่งเกิดปากเสียงกันอย่างรุนแรง บิดาหาว่าวินเซนต์เสียสติและจะจับตัวเขาส่งโรงพยาบาลประสาท ทําให้วินเซนต์โกรธมากจึงเก็บข้าวของหนีออกจากบ้านไป แล้วกลับไปอาศัยอยู่ที่คิวส์เมสอีกครั้ง

แต่การกลับไปครั้งนี้ค่อนข้างอนาถา เขามีเงินติดตัวไปไม่มาก พอเงินหมดเขาก็เขียนจดหมายไปขอเงินธีโอซึ่งธีโอก็รีบส่งเงินไปให้ และส่งไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องจนแทบจะกลายเป็นเงินเดือน เพื่อจะช่วยให้พี่ชายอยู่รอดได้ ซึ่งเงินจากธีโอนั้นก็คือแหล่งรายได้ทางเดียวของวินเซนต์นับจากนี้ไปเป็นเวลานานหลายปีเลยทีเดียว เพราะเขาไม่มีงานทําเป็นหลักเป็นแหล่งตั้งแต่นั้น และในช่วงที่ วินเซนต์ยังไม่มีอะไรทําเป็นหลักเป็นฐานนี้เองที่ธีโอได้เสนอให้พี่ชายไปร่ำเรียนศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที โดยจัดแจงหาที่เรียนให้เป็นสตูดิโอของศิลปินผู้หนึ่งซึ่งเขาขายงานให้อยู่ที่ บรัสเซลส์ ชื่อ วิลเลม โรลอฟส์ (Willem Roelofs)

แต่พอโรลอฟส์เห็นผลงานของวินเซนต์แล้วก็กลับส่ายหน้า แล้วแนะนําให้เขาไปปูพื้นฐานมาอย่างถูกต้องเสียก่อน โดยให้เขาไปสมัครเรียนที่ อคาเดมี โรแยล แดส์ โปซาตส์ (Academie Royale des Beaux-Arts) ในบรัสเซลส์ วินเซนต์จึงได้เริ่มเรียนศิลปะอย่างถูกวิธีเป็นครั้งแรกที่สถาบันแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1880 ซึ่งเวลานั้นเขาอายุได้ 27 ปี ถือว่าเริ่มต้นปูพื้นฐานตอนอายุมากแล้ว

ศิลปินผู้อาภัพรัก

Kee Vos-Stricker

เวลาต่อมา วินเซนต์ แวน โก๊ะ เกิดไปหลงรักหญิงสาวอีกคนหนึ่งชื่อ คี วอส-สตริคเกอร์ (Kee Vos-Stricker) ซึ่งเป็นญาติสนิทของครอบครัวจนถึงกับต้องการจะแต่งงานกับเธอให้ได้ คีเป็นหญิงม่ายสามีตายและยังมีลูกติดอีกคนเป็นบุตรชายวัย 8 ขวบ และนางก็มีอายุมากกว่าวินเซนต์ถึง 7 ปี ทั้งสองคุ้นเคยกันตอนที่คีกลับมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ โดยที่วินเซนต์ก็มักจะชักชวนเธอไปดูเขาวาดภาพอยู่เป็นประจํา ต่อจากนั้นทั้งสองก็ได้เริ่มเกิดความสนิทสนมกัน กระทั่งต่อมาวินเซนต์ได้บอกกับทางบ้านว่าต้องการจะแต่งงานกับเธอแต่เธอก็กลับปฏิเสธ และเมื่อเห็นว่าเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก เธอจึงรีบพาบุตรชายหนีกลับอัมสเตอร์ดัมไปในทันที ทําให้วินเซนต์ต้องประสบกับความผิดหวังอีกครั้ง

ต่อมาเขาเกิดมารู้ภายหลังว่าบิดาของคีซึ่งเป็นลุงของเขาเองคือผู้กีดกันไม่ให้คีมาพบกับเขา เพราะไม่ชอบที่วินเซนต์โตจนเกือบ 30 แล้วก็ยังไม่มีงานทําเป็นหลักแหล่งเสียที เมื่อทราบเช่นนี้เขาจึงออกจากบ้านมาเพื่อนําภาพที่วาดไว้ทั้งหมดหวังจะไปขายที่กรุงเฮก เพื่อนําเงินมากองให้ลุงเห็น โดยมุ่งมั่นอย่างมากว่าจะต้องมีแกลเลอรีสักแห่งซื้อภาพของเขาแน่นอน จะได้พิสูจน์ให้ใครๆเห็นว่าเขาสามารถหาเงินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวได้ไม่ต้องถูกดูถูกดูแคลนอีกต่อไป แต่ความหวังของเขาก็พังลงเพราะไม่มีที่ใดรับซื้อภาพวาดของเขาเลย และระหว่างที่กําลังเตะฝุ่นอยู่ที่เฮกนั้น วินเซนต์ ทราบว่าญาติอีกคนชื่อ อังตอง เมิฟ (Anton Mauve) ซึ่งเป็นศิลปินมีชื่อเสียงมีสตูดิโออยู่ที่กรุงเฮกด้วยเช่นกัน เขาจึงเดินทางไปหาเมิฟเพื่อขอความช่วยเหลือทันที

วินเซนต์นําภาพที่เขาวาดไปให้เมิฟดู โดยบอกเขาว่าต้องการเป็นศิลปินอาชีพที่ประสบความสําเร็จอย่างเมิฟบ้างซึ่งเมิฟก็ยินดีจะให้ความช่วยเหลือแก่เขา นับจากนั้นวินเซนต์ก็กลายเป็นลูกศิษย์ของ อังตอง เมิฟ และพักอาศัยอยู่ที่สตูดิโอของเขาเป็นเวลานาน 3 สัปดาห์ เพื่อที่จะเรียนรู้เทคนิคการวาดภาพอย่างละเอียด ซึ่งนอกจากเมิฟจะเป็นอาจารย์แล้ว ยังดูแลวินเซนต์คล้ายเป็นน้องชายคนหนึ่งด้วย วินเซนต์จึงได้ให้ความเคารพเมิฟมากจนกล่าวได้ว่าตลอด 3 สัปดาห์ที่เมิฟฝึกฝนเขานั้นยังมากกว่าสิ่งที่เขาได้รับจากสถาบันศิลปะเสียอีก

สิ่งที่ได้จากเมิฟนี้ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับเขาว่าจะต้องเป็นศิลปินมีชื่อเสียงได้สักวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ใช่คนหลักลอยอย่างที่ใครๆคิด เมื่อวินเซนต์กลับบ้านอีกครั้งด้วยความรักที่ยังมีต่อคี จึงตรงไปยังบ้านบิดาของคี แล้วยืนกรานว่าจะขอคบกับคีให้ได้แต่บิดาเธอก็ปฏิเสธกลับมาอีก เขาจึงประท้วงด้วยการเอาฝ่ามือไปลนไฟซึ่งลุกโชนอยู่ในตะเกียง แล้วบอกกับลุงว่าจะไม่ยอมเอามือออกหากไม่ได้พบนาง แต่แทนที่ลุงจะใจอ่อนเขากลับโหมกระพือไฟในตะเกียงให้ลุกโชนยิ่งขึ้นอีก วินเซนต์ยังคงไม่ละความพยายาม เขาเดินทางไปหาคีที่อัมสเตอร์ดัม แต่บิดาของคีได้สั่งห้ามไว้ไม่ให้พบกับ วินเซนต์อย่างเด็ดขาดซึ่งเธอก็ทําตาม นับแต่นั้นมาทั้งสองก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย 

วินเซนต์กลับไปที่เฮกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1882 แล้วกลับไปเรียนศิลปะกับ อังตอง เมิฟ ต่อ เพื่อจะเป็นศิลปินอาชีพให้สําเร็จ หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ บิดาของวินเซนต์ก็มาที่เฮกเพื่อตามเขากลับบ้านไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัว แต่ก่อนถึงวันคริสต์มาส เขาก็ขอกลับเฮกโดยไม่รอจนถึงวันฉลองกับครอบครัวแต่อย่างใด จึงทําให้เขาเกิดปากเสียงกับบิดาอีกครั้งจนบิดาประกาศเฉดหัวเขาออกจากบ้าน

จากนั้นวินเซนต์จึงได้กลับไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนศิลปะกับ อังตอง เมิฟ ต่อไป จนกระทั่งสิ้นเดือนมกราคม ค.ศ. 1883 เมิฟ จึงช่วยให้เขามีสตูดิโอของตัวเองได้เป็นครั้งแรก ตั้งอยู่ในย่า  เชงเวก (Schenkweg) บนชั้นสองของอาคารหลังหนึ่ง แล้วยังมอบเงินซื้ออุปกรณ์ไว้ให้จํานวนหนึ่งเพื่อให้เขาตั้งตัวได้อีกด้วย วินเซนต์ดีใจมากที่มีสตูดิโอเป็นของตัวเองได้เสียที แต่ต่อมาวินเซนต์ก็เกิดแตกหักกับเมิฟ สาเหตุนั้นมาจากความดื้อดึงของเขานั่นเอง ที่ต้องการออกหาประสบการณ์นอกตําราซึ่งเมิฟคัดค้านเพราะเห็นว่าวินเซนต์ยังมีพื้นฐานไม่แข็งพอ แต่สาเหตุหลักนั้นน่าจะมาจากการที่ วินเซนต์ปล่อยตัวเหลวแหลก ออกเที่ยวผู้หญิงจนไปติดเชื้อกามโรคจากหญิงสาวคนหนึ่งจนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานถึง 3 สัปดาห์ ทั้งที่เมิฟเตือนเขาแล้วว่าให้อยู่ห่างจากหญิงโสเภณีถ้าหากยังต้องการประสบความสําเร็จ แต่วินเซนต์กลับไม่ฟัง

Clasina Maria Hoornik

จุดแตกหักที่แท้จริงมาจากหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ ซีน (Sien) หรือชื่อจริงคือ คลาสินา มาเรีย ฮอร์นิค (Clasina Maria Hoornik) เป็นหญิงลูกติดซึ่งเขาไปพบเธอระหว่างที่เที่ยวหาแบบสําหรับวาดภาพตามแหล่งเสื่อมโทรมต่างๆในกรุงเฮก และเห็นซีนนั่งอุ้มลูกสาวชื่อมาเรีย (Maria) ในท่าทางที่ อิดโรยอยู่ริมถนน เวลานั้นเธออาศัยอยู่กับมารดาที่ย่านสเลกเอนเดอ (Sliikeinde) เขาสงสารเธอเพราะเห็นว่ามีร่างกายผ่ายผอมเพราะขาดอาหาร จึงเข้าใจว่าทั้งสองแม่ลูกนี้คงจะเป็นคนจรจัดที่ไร้บ้าน วินเซนต์จึงได้เข้าไปทาบทามซีนให้มาเป็นแบบแก่เขาเพื่อแลกกับที่พักอาศัยและอาหาร ซึ่งในที่สุดทั้งสองแม่ลูกก็ย้ายเข้าไปพักอยู่กับวินเซนต์อย่างถาวร จนกลายเป็นที่ครหาว่าวินเซนต์ เลี้ยงโสเภณีไว้เป็นเมีย ซึ่งเวลานั้นซีนก็ยังมีเด็กโดยไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นพ่อติดท้องมาอีกด้วย และเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูบิดา บิดาจึงรีบรุดมาที่เฮกในทันทีแล้วยื่นคําขาดให้ไล่ซีนกับลูกๆไปเสีย แต่วินเซนต์ก็เพิกเฉย บิดาจึงไปขอให้เมิฟช่วยพูดอีกแรงเพราะเชื่อว่าอย่างไรวินเซนต์ก็ต้องเกรงใจญาติผู้นี้ แต่แล้วก็ไม่เป็นผลอีก ความดื้อรั้นของวินเซนต์ทําให้เมิฟหัวเสียมาก เขาจึงออกปากตัดขาดจากวินเซนต์และไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกนับตั้งแต่นั้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงทําให้ทั้งสองไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยจนกระทั่งเมิฟเสียชีวิตลงในอีก 6 ปีต่อมา

ในช่วงเวลาแรกที่วินเซนต์อยู่กับซีนและมาเรียบุตรสาว ซึ่งต่อมาซีนก็คลอดบุตรชายออกมาอีกคนนั้น ช่วงเวลานั้นยังไม่ถือว่าขัดสนมากนัก เพราะนอกจากเงินที่ได้รับอยู่เป็นประจําจากธีโอ น้องชายแล้ว ธีโอยังได้มอบเงินล่วงหน้าเพื่อซื้อภาพวาดของวินเซนต์ไว้ โดยรับปากว่าจะพยายามขายภาพเหล่านั้นให้ได้อีกด้วย แต่ต่อมาก็เริ่มเกิดความขัดสนขึ้นเพราะภาพเหล่านั้นขายไม่ได้เลยสักภาพ ธีโอจึงก็ไม่สามารถมอบเงินล่วงหน้าให้ได้อีกจนกว่าภาพจะขายได้

วินเซนต์อยู่กินกับซีนนานกว่าปีครึ่งจนในที่สุดเธอก็หนีจากเขาไปหลังจากเกิดปากเสียงกันอย่างรุนแรงเพราะความยากแค้นนั่นเอง เมื่อซีนหนีจากวินเซนต์มา นางได้นํามาเรียบุตรสาวไปฝากไว้กับ แม่ ส่วนวิลเลม (Willem) บุตรชายที่ยังเป็นทารกซึ่งตั้งชื่อตามชื่อกลางของวินเซนต์นั้นเธอนําไปฝากไว้กับพี่ชาย แล้วซีนก็ออกหางานทําเป็นคนซักรีด แต่ไม่พ้นข้อครหาที่สงสัยว่าเธอต้องกลับไปยึดอาชีพโสเภณีอีกอย่างแน่นอน ซึ่งภายหลังก็มีข่าวว่าเธอแต่งงานไปกับชายคนหนึ่ง แต่ในที่สุดเธอก็ฆ่าตัวตายในปี ค.ศ. 1904

ช่วงเวลาที่วินเซนต์อยู่กับซีนและลูกๆนั้น นับเป็นช่วงเวลาเดียวในชีวิตของเขาที่สามารถเติมเต็มความรู้สึกอันอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว และไม่ต้องเป็นผู้พ่ายแพ้ในความรักอยู่ร่ำไป แต่เมื่อซีนจากเขาไป วินเซนต์จึงกลับสู่ความเปล่าเปลี่ยวอีกครั้ง และด้วยความรู้สึกนี้เองจึงทําให้เขาคิดลาจากกรุงเฮก และเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆจนถึงเดรนเธ (Drenthe) เมืองชายเขตแดนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเนเธอร์แลนด์ และคร่ำเคร่งกับการวาดภาพเพื่อจะให้ลืมความเจ็บปวดที่ซีนทิ้งเขาไป จนสามารถรวบรวมภาพวาดไว้ได้มากกว่า 200 ภาพ ที่มีทั้งภาพชีวิตผู้คน และภาพทิวทัศน์ของสถานที่ต่างๆซึ่งเขาท่องเที่ยวผ่านไป โดยส่วนหนึ่งเขาก็ส่งไปให้ธีโอเพื่อให้น้องชายช่วยขายให้ แต่ก็ไม่มีภาพไหนขายได้อีกเช่นเคย

The Potato Eaters

วินเซนต์ได้ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านอีกครั้งตอนช่วงปลายปี ค.ศ. 1883 เมื่อทราบข่าวว่ามารดาประสบอุบัติเหตุ ซึ่งครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่ นูเนน (Nuenen) แล้ว ครั้งนี้เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นนาน 2 ปี นานที่สุดเท่าที่เคยกลับบ้านไปในครั้งไหนๆ ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1883 ถึงปลายปี ค.ศ. 1885 ในช่วง 2 ปีนี้ วินเซนต์ตระเวนวาดภาพชีวิตของชาวชนบทของนูเนนขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่ต่อมาถือเป็นผลงานที่เลอค่าที่สุดในช่วงแรกๆของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือภาพชื่อ “เธอะ โพเตโต อีทเตอร์ส (The Potato Eaters)” หรือ คนกินมันฝรั่ง และในช่วงที่วินเซนต์กลับบ้านเที่ยวนี้อีกเช่นกัน เขาก็เกิดมีปัญหากับเรื่องของความรักขึ้นมาอีกครั้งกับหญิงสาวข้างบ้านชื่อ มาร์โกต์ เบกมานน์ (Margot Begemann) ที่มีวัยอ่อนกว่าเขา 10 ปี แต่ครั้งนี้มาร์โกต์เป็นคนเข้าหาวินเซนต์ก่อน

เธอเกิดความสนใจเขาจากการเห็นวินเซนต์มักออกไปวาดภาพอยู่เป็นประจํา ด้วยความอยากรู้อยากเห็นถึงวิธีการวาดภาพเธอจึงติดตามเขาไป จนต่อมาก็กลายเป็นเงาตามตัวของวินเซนต์ แล้วในที่สุดทั้งสองก็หลงรักกัน ซึ่งก็ยังเป็นรักที่มีอุปสรรคอีกครั้งของวินเซนต์อยู่ดีเมื่อผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไม่เห็นด้วยพอทั้งสองบอกว่าจะแต่งงานกัน จนมาร์โกต์ถึงกับพยายามกินยาตาย แต่วินเซนต์ ก็พานางไปหาหมอล้างท้องได้ทันการ และหลังจากมาร์โกต์ฟื้นแล้วเธอก็ถูกส่งไปอยู่กับญาติที่ต่างเมือง นับแต่นั้นทั้งสองก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet