ชีวิตสุดดราม่าของศิลปินชื่อก้องโลกผู้ล่วงลับ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh)

วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh)

หากจะดูตัวอย่างของคําว่า “ศิลปินไส้แห้ง” ที่ดีที่สุด ก็ให้ดูจากชีวิตของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งภาพวาดของเขามีมูลค่ามหาศาลมากในปัจจุบัน แต่ยามที่มีชีวิตอยู่กลับตกอับอย่างที่สุด ต้องอยู่อย่างแร้นแค้นเพราะภาพของเขาไม่มีใครซื้อเลย และชีวิตที่เปล่าเปลี่ยวจึงทําให้เขากลายเป็นโรคซึมเศร้าจนต้องจบลงที่โรงพยาบาลบ้า กระทั่งสุดท้ายก็ฆ่าตัวตายเพื่อหนีความเปล่าเปลี่ยวไป แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว ภาพของเขากลับกลายเป็นของล้ำค่าที่ใครๆต่างแย่งกันเป็นเจ้าของ ซื้อขายด้วยราคาซึ่งแพงอย่างมหาศาล โดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสความสําเร็จนี้เลย ศิลปินที่กล่าวถึงอยู่นี้ก็คือ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) ผู้มีชีวิตยิ่งกว่านิยาย

ชีวิตสุดดราม่าของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh)

วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh)

วินเซนต์ แวน โก๊ะ มีชื่อเต็มๆว่า วินเซนต์ วิลเลม แวน โก๊ะ (Vincent Willem van Gogh) เกิดในปี ค.ศ. 1853 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นบุตรชายนักบวชในนิกายเพรสไบที่เรียน (Presbyterian) ซึ่งเป็นสายหนึ่งในศาสนาคริสต์ที่แยกออกมาจากนิกายโปรเตสแตนต์ (Protestant) ครอบครัว แวน โก๊ะ เป็นครอบครัวที่มีฐานะดีมีหน้ามีตาในสังคม

เนื่องจากสถานะของบิดานั่นเอง และด้วยการที่มีบิดาเป็นนักบวชซึ่งมีคนนับถือมาก บิดาจึงหวังให้เขาสานต่อภารกิจนี้ต่อไป โดยสนับสนุนให้วินเซนต์มีโอกาสร่ำเรียนวิชาการต่างๆอย่างดีเพื่อปูทางเป็นนักบวชในอนาคต ซึ่งเขาก็ดูจะตั้งใจเรียนดีในช่วงแรกๆ แต่ต่อมาก็กลับหมดความตั้งใจที่จะเรียนต่อไปเสียเฉยๆ จึงออกจากโรงเรียนไปกลางคันโดยไม่คิดที่จะกลับไปเรียนต่ออีกเลย ทําให้บิดาโกรธมากแต่ไม่รู้จะทําอย่างไรให้บุตรชายกลับไปเรียนได้อีก

เวลานั้นวินเซนต์อายุได้ 16 ปีแล้ว จึงถูกส่งไปฝึกงานที่บริษัทค้าขายงานศิลปะระหว่างประเทศชื่อ กปิล แอนด์ ซี (Goupit & Cie) ซึ่งเป็นของลุงของเขาเอง วินเซนต์เริ่มรู้สึกสนุกกับงานที่นี่เป็นครั้งแรก จึงตั้งใจทํางานจนได้รับความไว้วางใจจากลุงเป็นอย่างมาก และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่เขาค้นพบตัวเองว่าเหมาะกับงานศิลปะมากกว่าเป็นนักบวช ซึ่งในเวลาต่อมาน้องชายของวินเซนต์ คือ ธีโอดอร์ แวน โก๊ะ (Theodore Van Gogh) หรือ ธีโอ (Theo) ก็เข้าไปทํางานที่ กปิล แอนด์ ซี อีกคนหนึ่ง

วินเซนต์ กับ ธีโอ ประจําอยู่กันคนละสาขา และด้วยการที่ทั้งสองนี้ทํางานอยู่ในสายเดียวกัน วินเซนต์จึงเริ่มเขียนจดหมายติดต่อกับน้องชายฉบับแรกในปี ค.ศ. 1872 เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับงานศิลปะ หรือแม้เรื่องอื่นๆก็ตาม วินเซนต์ก็สามารถปรึกษากับธีโอได้ทุกเรื่อง โดย เล่าทั้งความคิดและความในใจของเขาให้กับธีโอฟังแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น โดยมีจดหมายที่เขียนโต้ตอบกับธีโอนับเป็นร้อยฉบับ ซึ่งจดหมายเหล่านี้มีความสําคัญมาก เพราะเป็นหลักฐานเดียวที่ทําให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวและความคิดอ่านของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ตลอดระยะเวลา 18 ปี ตั้งแต่เขาได้เริ่มเขียนจดหมายจนกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งเขาจะเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่ประสบมาให้แก่น้องชายฟังโดยตลอด

จดหมายทุกๆฉบับจึงเป็นเสมือนเทปบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาทั้งความคิดความอ่าน อารมณ์ ความรู้สึก รวมไปจนถึงการขอคําปรึกษาเรื่องการวาดภาพสําคัญๆจากน้องชายก่อนที่ภาพต่างๆเหล่านั้นจะวาดเสร็จ และกลายมาเป็นภาพที่มีมูลค่ามหาศาลในภายหลังอีกด้วย

Eugenie

วินเซนต์ แวน โก๊ะ เริ่มสนใจวาดภาพอย่างแท้จริงในปี ค.ศ. 1873 ขณะที่เขาถูกส่งไปประจําในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ลอนดอนนั้น วินเซนต์ เช่าห้องพักเป็นห้องแบ่งให้เช่าซึ่งมีเจ้าของบ้านเป็นแม่ม่ายที่อยู่กับลูกสาวอีกคนหนึ่งชื่อว่า ยูจีนี (Eugenie) และด้วยความใกล้ชิดที่ต้องมาอยู่ใต้ชายคาเดียวและเห็นหน้ากันทุกวัน วินเซนต์ก็เริ่มมีความรู้สึกชอบพอในตัวยูจีนี จนกลายเป็นความรักครั้งแรกของเขา ซึ่งเรื่องนี้ทราบจากจดหมายที่เขาเล่าให้ธีโอฟังนั่นเอง แต่ถือเป็นความรักข้างเดียวเนื่องจากวินเซนต์ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกความในใจ และเธอเองก็ไม่มีท่าทีอย่างใดกับเขา เลย

เมื่อความรักคับอกแต่ไม่กล้าที่จะบอก เขาจึงหันไประบายออกกับการเที่ยวไปตามที่ต่างๆในยามว่าง โดยพกกระดาษและดินสอไปด้วยแล้วนั่งวาดภาพรอบๆตัวตามที่เขาเห็น ในช่วงเวลานั้นเองที่ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ได้เริ่มวาดภาพอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก วินเซนต์ได้เล่าให้ธีโอฟังในจดหมายว่า วันหนึ่งขณะที่เดินเลียบไปตามถนนในกรุงลอนดอนนั้น เขาได้หยิบแผ่นกระดาษออกมาแล้ววาดภาพของผู้คนที่เดินไปมาบนท้องถนนเพื่อจะเก็บไว้เป็นบันทึกการเดินทางของเขา แต่พอวาดเสร็จ เขาก็กลับขยําภาพนั้นทิ้งเพราะมันดูไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรเลย นับแต่นั้นมาเขาก็พยายามฝึกฝนการ วาดภาพไปเรื่อยๆทุกครั้งที่มีเวลา

วินเซนต์ประสบความสําเร็จอย่างดีในงานด้านเป็นตัวแทนขายงานศิลปะที่ลอนดอน นับเป็นความสําเร็จครั้งแรกในชีวิตของเขาก็ว่าได้ จนเป็นที่รู้จักในหมู่ลูกค้านักสะสมภาพกระเป๋าหนักจํานวนมาก ซึ่งก็ทําให้เขาตั้งใจทํางานอย่างมากเช่นกัน แต่แล้วทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเขากลับบ้านไป เยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านเกิด บิดาของวินเซนต์ยังคงคิดหวังจะให้เขากลับมาเป็นนักบวชอีกจึงพยายามรบเร้าให้กลับไปเรียนวิชาศาสนาต่อ และเมื่อกลับไปลอนดอนแล้ว วินเซนต์จึงเริ่มเกิดความสับสนจนทําให้การงานเสียหายไปด้วย เพราะเขาเริ่มจะใจอ่อนและหันไปหยิบคัมภีร์มานั่งอ่านอย่างคร่ำเคร่งโดยไม่ใส่ใจการขายงานศิลปะเหมือนอย่างเคย

ความเปลี่ยนไปครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่คนรอบข้างอย่างมาก กระทั่งในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลาออกจากงานในปี ค.ศ. 1876 แล้วเปลี่ยนไปหางานเป็นครูอยู่ในโรงเรียนประจําแห่งหนึ่งที่ลอนดอนแทน แต่ต่อมาเขาก็เริ่มเบื่องานสอนหนังสือและเปลี่ยนงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เขาพยายามทําตามสิ่งที่พ่อเรียกร้องโดยไปฝึกหัดทํางานด้านศาสนาที่โบสถ์โปรเตสแตนต์แห่งหนึ่ง และต่อมาเขาได้รับความไว้วางใจจากสาธุคุณให้ขึ้นเทศนาแทนท่านต่อหน้าสาธุชนเป็นครั้งแรก สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่ตัวเขาเองอย่างมาก เขาเริ่มเชื่อแล้วว่างานด้านศาสนาเหมาะกับเขา แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ผันผวนไปอีกเมื่อเขากลับไปเยี่ยมบ้านที่เนเธอร์แลนด์อีกครั้ง

วินเซนต์กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ในวันคริสต์มาสปลายปี ค.ศ. 1876 อีกครั้ง เมื่อบิดาเห็นว่าเขาเริ่มเอาจริงเอาจังด้านศาสนาแล้ว จึงโน้มน้าวให้เขาไปศึกษาวิชาศาสนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียเลย ซึ่งเขาก็ใจอ่อนยอมที่จะไม่กลับอังกฤษอีก และหางานทําในร้านหนังสือแห่งหนึ่งควบคู่กับการเรียน วิชาศาสนา แต่แล้ววินเซนต์ก็ทนทํางานอยู่ที่นั่นได้ไม่นาน ในที่สุดก็ขอลาออกจากงานกลับไปอยู่ที่บ้านเฉยๆ และไม่ยอมหยิบหนังสือศาสนามาอ่านอีกเลย จนบิดาต้องยื่นคําขาดให้เขากลับไปเรียนให้จบ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องกลับบ้านอีก วินเซนต์จึงยอมไปอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม โดยไปพักอาศัยอยู่กับ ลุงของเขาเพื่อเข้าเรียนวิทยาลัยศาสนาที่นั่น

ช่วงแรกๆนั้นก็ดูว่าเขาจะตั้งใจเรียนดี จนลุงของเขามีจดหมายไปบอกกับบิดาของวินเซนต์ว่าครั้งนี้เขาคงได้เป็นสาธุคุณสมใจเป็นแน่ แต่แล้ววินเซนต์ก็เกิดสอบไม่ผ่านและพกความล้มเหลวกลับบ้านไปอีก ซึ่งบิดาก็ยังคงไม่ละความพยายามอีกและส่งเขาไปเรียนในวิทยาลัยศาสนาที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม จนกระทั่งถึงต้น ปี ค.ศ. 1879 วินเซนต์ก็ถูกส่งไปสอนศาสนาให้แก่ชาวเหมืองห่างไกลความเจริญในเมืองชนบทแห่งหนึ่งที่ เปอติทวอสเมส (Petit Wasmes) เบลเยียม ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าแก่เขาเป็นอย่างมาก เมืองนี้เป็นเมืองของคนทําเหมืองถ่านหิน จึงมีครอบครัวคนงานเหมืองยากจนข้นแค้น และไร้สุขอนามัยอยู่ทั่วไป

เมื่อวินเซนต์เห็นสภาพชีวิตของคนที่นั่นแล้วก็หดหูใจ ความสงสารทําให้เขาถึงกับยกที่พักสําหรับนักสอนศาสนาซึ่งได้รับการจัดหามาให้ให้แก่ครอบครัวไร้บ้านครอบครัวหนึ่ง แล้วยังยกอาหารของ เขาให้แก่เด็กที่ขาดอาหารได้กินทุกมื้ออีกด้วย โดยตัวเขาเองต้องเข้าไปนอนในห้องเก็บของซึ่งมีเพียงฟางหญ้าแห้งปูนอนกับอาหารที่เป็นขนมปังแห้งๆเท่านั้น และนอกจากงานสอนศาสนาอันเป็นภารกิจหลักแล้ว วินเซนต์ยังต้องลงมือช่วยคนงานเหมืองทํางานเก็บถ่านหินไปพร้อมกันอีกด้วย สภาพความเป็นอยู่ของเขาในช่วงนี้จึงดูไปก็คล้ายกับคนไร้บ้านซึ่งพบเห็นในเมืองหลวงอย่างไรอย่างนั้น

แต่วินเซนต์ก็ไม่ย่อท้อ เพราะเขาเชื่ออย่างมากว่าพระเจ้ากําลังทดสอบบทเรียนเขาอยู่จึงปฏิเสธความสะดวกสบายทุกอย่าง ซึ่งชาวบ้านที่เห็นความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นของเขาก็คิดให้ความช่วยเหลือในฐานะที่เป็นนักบวช เมื่อชาวบ้านให้เขาขึ้นเกวียนเพื่อเดินทางไปที่เหมือง วินเซนต์ก็ปฏิเสธโดยขอเดินเท้าไปเอง

Cuesmes

กระทั่งเมื่อครบกําหนดภารกิจเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว วินเซนต์ก็ยังคงไม่คิดจะกลับบ้าน เขายังเดินทางต่อไปยัง คิวส์เมส (Cuesmes) ซึ่งเป็นเมืองของคนงานเหมืองถ่านหินอีกแห่งหนึ่งเพื่อเรียนรู้ชีวิตต่อไป และที่คิวส์เมสนี้เองได้ทําให้ไฟในความต้องการทํางานศิลปะได้ลุกโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาต้องการสะท้อนภาพชีวิตอันข้นแค้นของชาวเหมืองที่นี่เก็บเอาไว้ จึงนํากระดาษ หมึกและดินสอซึ่งเขาได้ขอให้ธีโอจัดหาไปให้ติดตัวไปทุกที่เพื่อวาดภาพเหล่านั้น โดยที่วินเซนต์ ยังได้ระบายความในใจของเขาไว้ในจดหมายที่เขียนถึงธีโอด้วยว่าเขาต้องการจะกลับไปวาดภาพ อีกครั้ง และเลิกคิดที่จะเป็นสาธุคุณแล้วในตอนนั้น

ถึงแม้ฝีมือการวาดภาพของวินเซนต์ในเวลานั้นยังไม่ดีนักคล้ายคนที่เพิ่งเริ่มต้นวาดภาพใหม่ๆ แต่ เขาก็มีความตั้งใจสูง แล้ววันหนึ่งขณะที่อยู่คิวส์เมสนี้ วินเซนต์ก็ทําในสิ่งที่ยากจะเข้าใจได้ เขานึกขึ้นได้ว่าบ้านของศิลปินที่เขาชื่นชอบผู้หนึ่ง คือ ญลส์ เบรอตอง (Jules Breton) ศิลปินเรียลิสติก (Realistic) ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงนั้นอยู่ที่ ภูริแยร์ส (Courieres) ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนเบลเยียม โดยอยู่ห่างจากคิวส์เมส 136 กิโลเมตร วินเซนต์จึงตั้งใจว่าจะเดินทางไปพบกับเบรอตองดูสักครั้ง เพื่อนําเอาภาพที่เขาวาดทั้งหมดไปขอรับคําแนะนําจากเบรอตอง แต่เขาก็ไม่มีเงินพอสําหรับค่าพาหนะเดินทางจึงตัดสินใจเดินเท้าไป และก็สามารถไปจนถึงที่หมาย

แต่พอไปถึงหน้าบ้านเบรอตองแล้วเขาก็กลับเกิดความประหม่าไม่กล้าที่จะพบหน้าเบรอตองแต่อย่างใด เพราะคิดไปจนถึงว่าถ้าหากเบรอตองเห็นภาพที่เขาวาดแล้วอาจหัวเราะขึ้นมาได้จึง หันหลังกลับคิวส์เมสทันทีด้วยการเดินเท้ากลับเช่นเดียวกัน รวมระยะทางไปกลับทั้งสิ้น 272 กิโลเมตร และพอกลับถึงคิวส์เมสแล้ว วินเซนต์ก็ได้นําภาพที่มีชื่อเสียงของเบรอตองภาพหนึ่งมาทําการคัดลอกเก็บเอาไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องบันทึกความทรงจําว่าครั้งหนึ่งเขาได้เคยไปยืนอยู่ที่หน้าบ้านของ ศิลปินที่เขาชื่นชอบผู้นี้มาแล้ว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet