จุดกำเนิด วิทยาการ สถาปัตยกรรม และความเชื่อของชาวมายา

จุดกำเนิด วิทยาการ สถาปัตยกรรม และความเชื่อของชาวมายา

ในประวัติศาสตร์กล่าวว่า บิชอป เดอ ลันดา เดินทางมาที่คาบสมุทรยูคาทานในปี ค.ศ. 1562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวมายาสูญเสียอารยธรรมอันรุ่งเรืองลงไปแล้ว หรือแม้แต่ชาวทอลเทคและแอซเทคก็ตาม ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงหลังจากที่ เฮอร์นัน คอร์เตซ (Hernan Cortez) นักบุกเบิกชาว สเปนอีกคนได้เดินทางเข้าไปที่อเมริกากลาง และทําสงครามยืดเยื้อกับชาวแอซเทคจนในที่สุดก็ทําลายความรุ่งเรืองของชาวแอซเทคลงจนราบคาบลงไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1521 ซึ่งหลังจากนั้นชาวสเปนก็บังคับให้ชาวพื้นเมืองทั้งหมดหันมาเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ ตกเป็นทาสของชาวสเปนนับตั้งแต่นั้น ชาวแอซเทคจึงถือเป็นอารยธรรมชาวอินเดียนพื้นเมืองในอเมริกากลางรุ่นสุดท้าย

เมื่อ บิชอป เดอ ลันดา รับภารกิจเข้ามาเผยแผ่ศาสนาที่ดินแดนแห่งนี้และได้พบเห็นพิธีกรรมอันโหดร้ายทารุณต่างๆ จึงนําเรื่องเหล่านั้นมาปลูกฝังลงในหมู่ชาวพื้นเมืองให้เกิดความเชื่อใหม่ว่า พิธีกรรมและความเชื่อดั้งเดิมเหล่านั้นเป็นประเพณีของปีศาจ ให้คนพื้นเมืองทั้งหมดทําลายความ เชื่อดั้งเดิมเหล่านั้นให้หมดสิ้นเสีย แล้วหันมายอมรับนับถือในศาสนาคริสต์ที่จะชี้ทางสว่างให้ และเพื่อไม่ให้ชาวพื้นเมืองหันกลับไปหาความเชื่อเดิมๆอีก บิชอป เดอ ลันดา จึงได้ลบประวัติศาสตร์ของชาวพื้นเมืองทั้งหมด

การทําลายจารึกต่างๆลงจนหมดสิ้นที่มีทั้งสิ่งก่อสร้าง ศาสนสถานเคารพตามความเชื่อดั้งเดิม เพื่อเป็นการบีบบังคับให้ชาวพื้นเมืองจําต้องหันมายอมรับนับถือศาสนาใหม่อย่างไม่มีทางเลี่ยงด้วยทางหนึ่ง การทําลายทั้งจารึกและสถานที่สําคัญต่างๆของคนพื้นเมืองลงไปอย่างมากมายในครั้งนั้น ทําให้ไม่แต่เพียงเรื่องราวของคนพื้นเมืองนับตั้งแต่ชาวมายา ทอลเทค และแอซเทค ต้องกลายเป็นปริศนาเร้นลับมาจนถึงทุกวันนี้เท่านั้น ยังได้ทําลายความรู้และวิทยาการต่างๆที่เชื่อกันว่าเป็นวิทยาการโบราณซึ่งบางอย่างนั้นอาจล้ำสมัยกว่าคนในรุ่นปัจจุบันเสียอีก

การทําลายประวัติศาสตร์ของชาวพื้นเมืองครั้งนั้นเท่ากับเป็นการทําลายสังคมดั้งเดิมของชนพื้นเมืองลงอย่างถาวรอีกด้วย ซึ่งก็ทําให้คนในรุ่นปัจจุบันไม่อาจเข้าถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่คนพื้นเมืองโบราณเหล่านั้นรู้ และไม่ทราบที่มาที่ไปของอารยธรรมโบราณที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้นับแต่โบราณว่าเป็นมาอย่างไร แม้จะพยายามศึกษาจากจารึกหรือร่องรอยที่หลงเหลืออยู่บ้างตามซากโบราณสถานบางแห่งที่รอดพ้นจากการถูกทําลายมาได้ก็ตามก็ยังคงยากที่จะเข้าใจได้

จนปัจจุบันจึงยังไม่มีใครที่จะอ่านภาษาหรือตีปริศนาจากสัญลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่ของชนพื้นเมืองโบราณเหล่านี้ได้อย่างแม่นยํา แม้แต่คนพื้นเมืองที่ยังคงสืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ของชนเผ่าโบราณเหล่านั้นในรุ่นปัจจุบันเองก็ตาม ก็ไม่มีใครที่จะทําความเข้าใจในสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ได้มากนัก เรื่องราวของคนพื้นเมืองเหล่านั้นจึงกลายเป็นความเร้นลับมาจนถึงทุกวันนี้

จุดกำเนิดอารยธรรมมายา

จุดกำเนิดอารยธรรมมายา

สําหรับจุดกําเนิดของอารยธรรมมายานั้น นักโบราณคดีทั่วไปสรุปว่าชาวมายาสืบทอดอารยธรรมต่อจากชาวออลเมค (Olmec) ซึ่งมีอาย ในราว 1,200 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยจุดเริ่มต้นของอารยธรรมออลเมคนี้อยู่ตรงบริเวณภูเขาทุกซ์ตลา (Tuxtila) ในเมืองเวราครูซ (Veracruz) ริมอ่าวเม็กซิโกปัจจุบันอารยธรรมแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองอยู่จนกระทั่งถึง 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ส่วนการมีขึ้นของอารยธรรมมายานั้นเริ่มตั้งแต่ช่วง 900 ปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อคนกลุ่มหนึ่งอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานและสร้างความเจริญขึ้นเรื่อยๆตรงบริเวณคาบสมุทรยูคาทาน นักโบราณคดีหลายคนไม่เชื่อว่าชาวมายาจะสืบสายมาจากชาวออลเมค โดยเชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่เดินทางอพยพมาจากที่อื่นมากกว่า แต่ก็ไม่สามารถหาที่มาได้อย่างชัดเจนนักว่ามาจากที่ใดกันแน่ เนื่องจากไม่เคยมีบันทึกใดระบุถึงคนเผ่าพันธุ์นี้มาก่อนที่จะเข้าไปปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ในคาบสมุทรยูคาทาน

ในช่วงที่อารยธรรมชาวมายาเจริญรุ่งเรืองสู่จุดสูงสุดนั้น อาณาเขตอิทธิพลของชาวมายากินบริเวณ นับจากคาบสมุทรยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก ไปจนจรดประเทศกัวเตมาลา เบลิซ และฮอนดูรัสในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว โดยมีเมืองสําคัญเมืองต่างๆอยู่ทั้งสิ้น 7 เมือง คือ โคปาน (Copan) ตีกาล (Tika) โคบา (Coba) ปาลังเก (Palanque) อักซ์มาล (Uxma) คาลักมูล (Kalakmut) และ ชิเชน อิตซา

ปิรามิดชาวมายา

ปิรามิดชาวมายา

ชาวมายายังนับเป็นชนกลุ่มแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีอารยธรรมก้าวหนาอย่างมากจนคนในยุคปัจจุบันก็ยังประหลาดใจว่าคนในรุ่นนั้นสามารถคิด และสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆอันน่าฉงนซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร โดยไม่มีใครทราบถึงที่มาของวิทยาการการก่อสร้างหรือเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่ใช้ว่าเป็นอะไร และพวกเขาสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างอันมโหฬารน่าอัศจรรย์อย่างเช่นปิรามิดที่ตั้งตระหง่านอยู่ตามที่ต่างๆจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร

นอกจากสิ่งก่อสร้างชนิดนี้จะสร้างความน่าฉงนในวิธีการก่อสร้างแล้ว สิ่งซึ่งมักเป็นที่สงสัยและถูกพูดถึงกันตลอดมาเกี่ยวกับปิรามิดของชาวมายาก็คือเรื่องของ “รหัสนัย” ที่มักเชื่อกันว่าปิรามิดของชาวมายา น่าจะมีความเกี่ยวพันกับพลังอํานาจในจักรวาลบางอย่างซึ่งชาวมายาในยุคโบราณสามารถค้นพบได้หรือไม่หรือจะเกี่ยวกับโหราศาสตร์ หรือไม่ก็เป็นนาฬิกา เป็นปฏิทิน อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการดํารงชีวิตและการเพาะปลูกตามลักษณะสังคมเกษตรกรรมของพวกเขา

สําหรับข้อสันนิษฐานว่าปิรามิดของชาวมายาจะเกี่ยวข้องกับการใช้เป็นนาฬิกาหรือปฏิทินนั้นเป็นที่ยอมรับมากที่สุด เรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักดาราศาสตร์ในยุคปัจจุบันทั่วไปว่าชาวมายามีความสามารถในการคํานวณเส้นทางการโคจรของดวงดาวได้แม่นยําที่สุดเผ่าพันธุ์หนึ่งเท่าที่เคยมีมาในยุคโบราณ โดยเชื่อว่าชาวมายาสามารถคํานวณวงโคจรของดาวศุกร์ได้อย่างแม่นยํามานับพันปีแล้ว และยังเป็นผู้ที่ค้นพบดาวเนปจูนกับยูเรนัสได้ก่อนใครๆมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลแล้วเช่นกัน

วิทยาการด้านดาราศาสตร์และสถาปัตยกรรม

นอกจากนี้ก็ยังสามารถนําการคํานวณวิถีโคจรของดวงดาวต่างๆมาใช้ในการกําหนดวัน เดือน ปี ในปฏิทินของพวกเขาได้อย่างแม่นยํามาก่อนชนชาติใดในโลกอีกด้วย เมื่อชาวสเปนเดินทางไปถึงอเมริกากลางเป็นครั้งแรกและได้พบเห็นปฏิทินของชาวพื้นเมืองที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยของชาวมายานั้น พวกเขารู้สึกทึ่งกับความรอบรู้เรื่องปฏิทินของชาวพื้นเมืองอย่างมาก แรกทีเดียวนั้นพวกเขาก็ไม่เชื่อว่าคนพื้นเมืองที่นี่จะคิดขึ้นเอง โดยสงสัยว่าอาจลอกเลียนปฏิทินมาจากชาวยุโรปที่เคยเดินทางมาก่อนก็เป็นได้ แต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปอย่างละเอียดแล้วกลับพบว่าวิธีการอ่านต่างไปจากปฏิทินของชาวยุโรปมาก

นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าปฏิทินของชาวมายามีความแม่นยําในการกําหนดวัน เดือน ปี อย่างละเอียดยิ่งกว่าปฏิทินของชาวยุโรปเสียอีก และด้วยเหตุที่ชาวมายามีความรุ่งเรืองในอารยธรรมอย่างเป็นปริศนาเช่นนี้ จึงมักมีการเชื่อมโยงไปถึงที่มาในวิทยาการต่างๆของพวกเขาว่า พวกเขาอาจเป็นกลุ่มคนที่สืบทอดมาจากอารยธรรมโบราณที่สูญหายไปอย่างเช่น แอตแลนติส (Atlantis) มู (Mu) และ เลมูเรีย (Lemuria) แหล่งอารยธรรมยุคโบราณที่เชื่อกันว่าเคยมีอยู่จริงและมีความเจริญในระดับที่เหนือกว่าคนในยุคปัจจุบันเสียอีก หรืออาจมีความเกี่ยวพันกับอารยธรรมอียิปต์โบราณก็เป็นได้

โดยเชื่อกันด้วยว่าอาจจะมีการถ่ายทอดวิทยาการให้แก่กันระหว่างอารยธรรมทั้งสองโดยทางใด ทางหนึ่งมาแต่โบราณแล้ว สําหรับเรื่องความเป็นนักดาราศาสตร์ของชาวมายานั้น มีการพบสถานที่แห่งหนึ่งบริเวณ ชิเชน อิตซา ที่อาจใช้เป็นเครื่องยืนยันในความสามารถด้านนี้ของพวกเขาได้ สถานที่นี้มีลักษณะคล้ายๆกับหอดูดาวในปัจจุบันจึงถูกตั้งชื่อว่า “หอสังเกตการณ์ เอล คาราคอล (EL Caracol Observatory)” ซึ่งนักโบราณคดีส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นว่า หอแห่งนี้เป็นหอดูดาวของชาวมายาในสมัยโบราณนั้นเอง และหอดูดาวดังกล่าวนี้เช่นกันจึงทําให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ใช้สําหรับประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อและศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว

Temple of Kukulcan

สําหรับสิ่งที่อยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่ที่บริเวณ ชิเชน อิตซา แห่งนี้ก็คือปิรามิดหลังหนึ่งซึ่งเรียกว่า “วิหารแห่งคุคัลกัน (Temple of Kukulcan)” ที่มีข้อสงสัยกันอย่างมากว่าปิรามิดแห่งนี้น่าจะมีความหมายมากกว่าการใช้เป็นเพียงศาสนสถานหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมหรือบูชายัญอย่างที่กล่าวในบันทึกของ บิชอป เดอ ลันดา ก็เป็นได้

เรื่องนี้ เซอร์ เอริค ธอมป์สัน (Sir Eric Thomson) ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมของชาวมายาให้ความเห็นถึงการสร้างปิรามิดของชาวมายาว่าชาวมายาคือนักดาราศาสตร์ที่สามารถคํานวณวิถีโคจรของดวงดาวต่างๆบนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยําที่สุด และปฏิทินของชาวมายาก็แม่นยําอย่างมากเช่นกัน โดยวงรอบปฏิทินของพวกเขาจะเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าของพวกเขาด้วยเช่นกัน ชาวมายามีความเชื่อว่าเมื่อถึงรอบปฏิทินหนึ่งพระเจ้าก็จะเสด็จลงมาจากฟากฟ้าเพื่อพบกับประชาชนตามวันเวลาที่กําหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ พวกเขาจึงต้องสร้างสถานที่สําหรับต้อนรับพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ชาวมายาจึงให้ความสําคัญกับปฏิทินอย่างมาก และปิรามิดของพวกเขาก็คือนาฬิกาและปฏิทินที่จะคอยเตือนถึงเวลาที่พระเจ้าจะเสด็จลงมานั่นเอง

เทพเจ้าของชาวมายา

Mayan-gods

สําหรับพระเจ้าซึ่งชาวมายาให้การเคารพสักการะนั้น องค์ที่มีความสําคัญๆมีอยู่ด้วยกัน 7 องค์ ดังต่อไปนี้

อาห์คิน (Ah Kin) เทพแห่งดวงอาทิตย์ อาห์ปุช (Ah Puch) เทพแห่งความตาย ชาค (Chaac) เทพแห่งฝนและสายฟ้า ฮูรากัน (Huracan) เทพแห่งพายุและไฟ อิกซ์เซล (Ixchel) เทพแห่งดวงจันทร์และพื้นโลก ซิพัคนา (Zipacna) เทพแห่งนรกภูมิ คุคัลคัน (Kukulkan) เทพแห่งงูและสรรพสัตว์ เทพองค์นี้จะเรียกแตกต่างกัน บ้างก็เรียกว่า กูคูแมตซ์ (Gukumatz) ส่วนชาวทอลเทค และ ชาวแอซเทค จะเรียกว่า เควตซัลโคต์ล (Quetzalcoatt)

เทพคุคัลคันนี้เองที่ชาวมายาเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้ให้ชีวิตแก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ชาวมายาสร้างปิรามิดต่างๆขึ้นก็เพื่อสักการะพระเจ้าองค์นี้ พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าคุคัลคันนั้นเดินทางมาจากดาวศุกร์ โดยประทับมาในปากของงูยักษ์ที่มีขนนกประดับอยู่เต็มตัวจง สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ พระองค์เป็นผู้ที่สอนวิทยาการต่างๆให้ชาวมายาทั้งศิลปะและความรู้ทางช่างต่างๆ เรื่องพระเจ้าของชาวมายานี้ยังถูกนักค้นคว้าเรื่องสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกและนักทฤษฎีแปลกแยกต่างๆตีความว่า พระเจ้าในความเชื่อของพวกเขาอาจเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือสิ่ง ชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาจากดาวดวงอื่นก็เป็นได้ ซึ่งอาจเคยเดินทางมาในอดีตช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งแล้วมอบความรู้ต่างๆให้แก่พวกเขา ซึ่งก็เป็นพระเจ้าในความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณด้วยเช่นกัน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet