คำพยากรณ์เรื่องวันสิ้นโลกและเอล คาสติลโย (El Castillo) ปิรามิดมหัศจรรย์

mayan doomsday

ชาวมายากล่าวถึงพระเจ้าในความเชื่อของพวกเขาว่า เมื่อพระองค์จากไปพระองค์ได้สัญญากับมนุษย์ไว้ว่าจะกลับมาอีกครั้งเมื่อถึงเวลา แต่ถึงแม้พระองค์จะจากไปแล้ว พระองค์ยังคอยปกปักรักษาดูแลมนุษย์อยู่อย่างไม่ได้ทอดทิ้งจากที่ใดที่หนึ่งในจักรวาล ชาวมายาจึงสร้างปิรามิดขึ้นสําหรับบูชาพระองค์ นอกจากนี้ชาวมายายังมีความเชื่อด้วยว่าพระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นแล้วบันดาลให้ดับสูญเป็นยุคๆตามกาลเป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยๆ เมื่อดับสูญแล้วก็จะเกิดยุคสมัยขึ้นมาใหม่แทนที่จนเมื่อถึงเวลาก็จะดับสูญลงไปอีก เป็นเช่นนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์

คำพยากรณ์เรื่องวันสิ้นโลก

คำพยากรณ์เรื่องวันสิ้นโลก

จากจารึกของชาวมายานั้นทําให้ทราบว่าพวกเขามีปฏิทินพร้อมทั้งคําพยากรณ์ซึ่งกําหนดยุคสมัยที่พระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาแต่ละยุคไว้อย่างชัดเจน โดยยุคสมัยปัจจุบันถือเป็นยุคที่ 5 โดยยุคที่ 4 นั้นได้สิ้นสุดลงไปตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2015 แล้ว ซึ่งยุคที่ 5 นี้จะถือเป็นยุคสุดท้ายของโลกที่ต่อจากนี้โลกจะแตกดับไปชั่วนิรันดร์ โดยในแต่ละยุคสมัยนั้นพระเจ้าจะเสด็จลงมาครั้งหนึ่งเพื่อสร้างโลกขึ้นแล้วก็จะจากไปเมื่อสร้างเสร็จ และจะกลับมาใหม่อีกครั้งเมื่อถึงเวลาสิ้นสุดยุคลง

ในจารึกของมายายังระบุอีกด้วยว่า เมื่อพระเจ้าเสด็จมา พระองค์จะปรากฏกายขึ้นทางทิศตะวันออก เรื่องนี้จึงทําให้มีข้อสันนิษฐานกันว่าจะเป็นเพราะสิ่งที่บอกไว้เช่นนี้หรือไม่ เมื่อครั้งที่ชาวสเปนบุกขึ้นแผ่นดินอเมริกากลางครั้งนั้น ทั้งที่มีทหารไปเพียงหยิบมือ แต่กลับเอาชนะคนพื้นเมืองที่มีกําลังมากกว่าหลายเท่าได้ แล้วยังสังหารชาวพื้นเมืองลงไปมากมายอีกด้วย เหตุการณ์ครั้งนั้นสงสัยกันมากว่าเป็นไปได้อย่างไร หรือชาวพื้นเมืองเหล่านั้นเชื่อในคําทํานายโบราณที่กล่าวว่าพระเจ้าจะเสด็จมาทางทิศตะวันออก ซึ่งเมื่อชาวสเปนขึ้นฝั่งที่อเมริกานั้นก็เดินทางมาจากทางตะวันออก ชาวพื้นเมืองจึงเข้าใจไปว่าพระเจ้าเสด็จมาและให้การต้อนรับชาวสเปนอย่างดีดุจพระเจ้า แต่พวกเขา กลับอาศัยสิ่งนี้มาใช้เป็นอุบายหลอกล่อชาวพื้นเมืองเหล่านั้นจนให้ความไว้วางใจ แล้วฉวยโอกาสวางกับดักคนเหล่านั้นให้ตกหลุมพราง จากนั้นจึงเริ่มลงมือสังหารชาวพื้นเมืองล้มตายลงนับเป็นจํานวนมาก กระทั่งในที่สุดชาวพื้นเมืองก็จําต้องยอมจํานน

เอล คาสติลโย (El Castillo) ปิรามิดมหัศจรรย์

el castillo

สําหรับรูปแบบปิรามิดของชาวมายานั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปหลายแบบ แต่จะมีลักษณะที่เหมือนๆกันอย่างหนึ่งก็คือเป็นปิรามิดแบบขั้นบันได ส่วนปิรามิดที่มักจะถูกกล่าวถึงและมีความน่าพิศวงมากที่สุดก็คือ ปิรามิด เอล คาสติลโย (EI Castillo) ซึ่งตั้งอยู่ที่ ชิเชน อิตซา นั่นเอง ตัวปิรามิดจะมีจํานวน 9 ขั้น และมีบันไดลาดขึ้นไปจากพื้นด้านล่างจนถึงยอดสุดจํานวน 91 ขั้นตั้งอยู่ทั้ง 4 ด้าน ตรงขอบบันไดทั้ง 4 ด้านก็จะมีรูปสลักเป็นรูปของงูยักษ์เหมือนกันทั้งหมด โดยมีส่วนหัวของงูพาดลงมาจนถึงพื้น

งูยักษ์นี้เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงเทพคุคัลคันนั่นเอง ส่วนยอดของปิรามิดนี้จะมีตัวอาคารหลังหนึ่งตั้งอยู่ อาคารหลังนี้ก็คือวิหารที่ภายในจะมีการจัดวางแท่นบูชาและห้องหับต่างๆตั้งอยู่ ด้วยลักษณะของปิรามิดที่มีอาคารตั้งอยู่ด้านบนยอดสุดนี้เอง จึงทําให้ชาวสเปนมองดูคล้ายกับปราสาทที่ตั้งเด่นอยู่ บนยอดเขาซึ่งมีอยู่ทั่วไปในสเปน เมื่อพวกเขาเดินทางมาที่ ชิเชน อิตซา ในครั้งแรกและมองเห็นอาคารตั้งอยู่บนปิรามิดแต่ไกล ก็นึกไปถึงปราสาทบนยอดเขาในสเปน จึงเรียกปิรามิดนี้ว่า “เอล คาสติลโย” ซึ่งภาษาสเปนแปลว่า “ปราสาท” นั่นเอง

และนอกจากการที่ปิรามิดถูกใช้เป็นสถานที่สําหรับสักการบูชาพระเจ้าของชาวมายาแล้ว ยังเชื่อว่าปิรามิดนี้มีความเกี่ยวพันกับการกําหนดวันเวลาและตําแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าอีกด้วย โดยมีการ พบว่าจุดที่ตั้งของปิรามิดนี้มีความสัมพันธ์กับตําแหน่งของดวงอาทิตย์ในวันอิเควนอกซ์ (Equinox) หรือวันวิษุวัต ซึ่งในแต่ละปีจะมี 2 วัน คือวันที่ 21 มีนาคม และวันที่ 22 กันยายน วันวิษุวัตนี้เป็นวันที่มีช่วงกลางวันกับกลางคืนยาวเท่ากันพอดี ซึ่งในเวลาเที่ยงวันของวันวิษุวัตนั้นแสงอาทิตย์จะส่องลงมาที่ตัวปิรามิดทั้ง 9 ขั้น จนเกิดเงาทาบกับขอบบันไดทางขึ้นปิรามิด ทุกด้านปรากฏเป็นภาพคล้ายลําตัวงูเลื้อยลงมาตามขั้นบันไดน่าอัศจรรย์ ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจงใจจัดวางตําแหน่งให้เกิดภาพดังกล่าวขึ้นในวันวิษวิตโดยอาศัยวิธีการคํานวณที่แม่นยําของชาวมายาตามหลักวิชาการในยุคโบราณที่ในสมัยโบราณจะเรียกอะไรก็ตาม แต่ในยุคสมัยปัจจุบันเรียกว่า “เรขาคณิต”

ความน่าประหลาดใจของปิรามิด เอล คาสติลโย ยังปรากฏอยู่ตรงจํานวนชั้นของปิรามิดและจํานวนขั้นบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ด้านอีกด้วย ถ้านําหลักคณิตศาสตร์เข้ามาคํานวณแล้ว ปิรามิดนั้นมีจํานวน 9 ชั้น หากนับรวมขั้นทั้งสองด้านก็จะตรงกับจํานวนเดือนที่มีในปฏิทินของมายาคือ 18 เดือนพอดี ส่วนในแต่ละด้านนั้นจะมีบันไดจํานวน 91 ขั้นเท่ากัน เมื่อนับรวมทั้ง 4 ด้านก็จะได้จํานวน 364 ขั้น และถ้าหากนับรวมกับพื้นชั้นบนสุดของยอดปิรามิดอีก 1 ขั้น ก็จะได้จํานวนตัวเลข 365 ซึ่งตัวเลขนี้ก็ตรงกันกับจํานวน 365 วันที่ใน 1 ปีพอดีตามปฏิทินของมายาเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งบ่งบอกได้ว่าปิรามิดน่าจะมีความหมายในการใช้เป็นนาฬิกาหรือปฏิทินได้อีกด้วย จากข้อสันนิษฐานนี้ยังมีการพบด้วยว่าภายหลังจากวันที่ 21 มีนาคมที่เป็นวันวิษุวัตแล้ว เมื่อนับวันผ่านไปอีก 60 วันก็จะเห็นปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ส่องลงมาตรงกับตําแหน่งปลายยอดปิรามิดพอดิบพอดี และพอตกกลางคืนก็จะเห็นกลุ่มดาวไพลอาดิส (Pleiades) หรือดาวลูกไก่ ปรากฏอยู่ตรงกับยอดของปิรามิดพอดีเช่นกัน การเคลื่อนที่ของดาวลูกไก่มีความสําคัญต่อทั้งชาวมายา ทอลเทค และแอซเทคอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาใช้ดาวดวงนี้สําหรับการกําหนดปฏิทินประจําปีด้วยกันทั้งหมด

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาแสดงให้เห็นถึงความสามารถในระดับภูมิปัญญาของชาวมายาที่มีมาแต่โบราณได้เป็นอย่างดี จึงน่าเชื่อได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างนั้น พวกเขาอาจมีความล้ำหน้ากว่าชาวยุโรปไปหลายก้าวเสียอีก แต่ก็กลับต้องถูกชาวยุโรปที่มองตนเองเป็นศูนย์กลางทําลายอารยธรรมที่เก่าแก่ ของพวกเขาลงจนหมดสิ้นอย่างน่าเสียดาย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet