ชาวมายา (Maya) ชนเผ่าพื้นเมืองแห่งทวีปอเมริกากลางกับอารยธรรมที่สาบสูญ

ชาวมายา (Maya) ชนเผ่าพื้นเมืองแห่งทวีปอเมริกากลางกับอารยธรรมที่สาบสูญ

กล่าวถึงวิทยาการของคนโบราณแล้ว ใครๆมักจะยกให้การก่อสร้างปิรามิด (Pyramid) ของคนโบราณเป็นสุดยอดแห่งความรู้และวิทยาการในการก่อสร้าง เนื่องจากเชื่อกันว่ามีความลึกลับซ่อนเร้นในสถาปัตยกรรมชนิดนี้จนคนจํานวนมากเชื่อว่าไม่น่าจะสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บพระศพกษัตริย์ หรือเป็นสถานที่สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนยุคสมัยโบราณเท่านั้น แต่ต้องมีจุดประสงค์อะไรที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้น ซึ่งถ้าหากกล่าวถึงปิรามิดของคนยุคโบราณแล้ว ใครๆก็คงต้องนึกถึงปิรามิดของชาวอียิปต์โบราณอย่างแน่นอน

สถาปัตยกรรมรูปทรงเดียวกันกับปิรามิดของอียิปต์โบราณนั้นก็ยังมีอยู่ในแทบทุกทวีปของโลก เพียงแต่มีรูปลักษณ์รายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันไปเท่านั้น แต่จุดประสงค์ของการสร้างปิรามิดโดยทั่วไปแล้วใกล้เคียงกัน โดยมักจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เกี่ยวเนื่องทางศาสนาและความเชื่อของชนเผ่านั้นๆเอง และด้วยการที่สถาปัตยกรรมทรงปิรามิดมีอยู่ทั่วไปในโลกมานับแต่ยุคโบราณกระทั่งกลายเป็นรูปทรงสถาปัตยกรรมสากลเช่นนี้ จึงมักทําให้เกิดข้อสงสัยกันว่าความรู้ซึ่งนํามาใช้ในการกําหนดรูปทรงดังกล่าวนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยคนเผ่าพันธุ์นั้นๆที่เป็นผู้คิดขึ้นเอง แต่อาจเป็นเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งในจักรวาลที่มีวิทยาการอันล้ำหน้ากว่าและเคยเดินทางมาถึงโลกนี้ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในสมัยโบราณ เป็นผู้สอนให้มนุษย์ในยุคนั้นๆก่อสร้างสิ่งก่อสร้างอันน่าอัศจรรย์นี้ขึ้น

แต่ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงปิรามิดของชาวอียิปต์โบราณที่มักพูดถึงกัน ขอหยิบยกเรื่องราวของปิรามิดในทวีปอเมริกากลางซึ่งอยู่ในความสนใจของคนในระยะหลังๆนี้อย่างมาก ก็คือปิรามิดของชาวมายา (Maya) ชาวมายาเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่มักถูกเรียกกันว่า อินเดียน (Indian) อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีถิ่นที่อยู่ตรงบริเวณทวีปอเมริกากลาง โดยเชื่อกันว่าชาวมายาสร้างอารยธรรมของตนขึ้นในแถบอเมริกากลางมาตั้งแต่ก่อนมีคริสต์ศักราชนับพันปีแล้ว เพียงแต่โลกเพิ่งรู้จักในช่วงหลังจากที่มีการค้นพบทวีปอเมริกาเท่านั้น

ชาวมายา (Maya) ชนเผ่าพื้นเมืองแห่งทวีปอเมริกากลางกับอารยธรรมที่สาบสูญ

ชาวมายา (Maya) ชนเผ่าพื้นเมืองแห่งทวีปอเมริกากลางกับอารยธรรมที่สาบสูญ

ชาวมายามีช่วงเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอยู่ในช่วงราวศตวรรษที่ 3 จนถึงศตวรรษที่ 10 โดยหลังจากนั้นชาวมายาก็เริ่มหมดสิ้นความรุ่งเรืองลง และชนเผ่าต่อมาก็ได้ขึ้นมาทรงอํานาจและสร้างอารยธรรมของตนขึ้นแทนที่คือชาวทอลเทค (To tec) ซึ่งชาวทอลเทคก็สานต่อรูปแบบอารยธรรมของชาวมายาต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงช่วงประมาณศตวรรษที่ 12 จึงถูกแทนที่โดยชาวแอซเทค (Aztec) ชนเผ่าแอซเทคนับเป็นชนพื้นเมืองเผ่าสุดท้ายที่สร้างอารยธรรมของตนเองจนรุ่งเรือง ก่อนจะหมดสิ้นอํานาจและสูญสิ้นอารยธรรมลงราบคาบเมื่อชาวยุโรปเดินทางเข้ามายังอเมริกากลาง 

ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง หรืออเมริกาใต้ มักถูกเรียกว่าอินเดียนเหมือนกันทั้งหมด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเข้าใจผิดของชาวยุโรปซึ่งเริ่มเดินทางมาถึงทวีปแห่งนี้ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ในครั้งนั้น คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ต้องการสํารวจเส้นทางใหม่เพื่อเดินทางไปยังอนุทวีปอินเดีย ซึ่งแต่เดิมเคยใช้เส้นทางทางด้านทิศตะวันออกมาเป็นเวลานับพันปีแล้ว แต่โคลัมบัสเชื่อว่าหากเดินทางไปทางทิศตะวันตกก็จะสามารถไปถึงอินเดียได้ด้วยเช่นกัน

เขาจึงนําเรือมุ่งหน้าจากทวีปยุโรปข้ามแอตแลนติกไปทางทิศตะวันตกเรื่อยๆ แล้วก็พบกับทวีปที่ชาวยุโรปไม่รู้จักมาก่อนจึงเข้าใจว่านั่นคืออนุทวีปอินเดีย แต่อันที่จริงแล้วคือทวีปอเมริกานั่นเอง จนเมื่อพบกับชนพื้นเมืองที่มีสีผิวคล้ำแดด พวกเขาจึงเชื่อว่านั่นคือชาวอินเดียซึ่งมีผิวสีคล้ำเช่นกัน แต่ต่อมาถึงแม้พวกเขาจะทราบแล้วว่าทวีปแห่งนั้นไม่ใช่อินเดียก็ตาม แต่ก็ยังคงเรียกคนพื้นเมืองอย่างติดปากมาเรื่อยๆว่าชาว “อินเดียน”

สําหรับการสํารวจทางโบราณคดีนั้น เชื่อกันว่าทวีปอเมริกานี้มีอารยธรรมคู่ขนานมากับทวีปยุโรปเป็นเวลานานตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราชเป็นพันปีแล้วเช่นกัน เพียงแต่คนส่วนอื่นของโลกไม่เคยทราบมาก่อนเท่านั้น เพราะทวีปนี้แยกตัวอย่างโดดเดี่ยวจากทวีปอื่นๆ เช่น ยุโรป แอฟริกา และเอเชียที่ตั้งอยู่ติดกัน จนกระทั่งล่วงมาถึงศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมาเมื่อโคลัมบัสค้นพบทวีปนี้ คนภายนอกจึงเริ่มรู้จักและทราบถึงอารยธรรมพื้นเมืองของคนที่ตั้งหลักแหล่งอยู่บนทวีปนี้ และยังพบว่าทวีปนี้มีความกว้างใหญ่ไพศาลมาก มีผู้คนต่างเผ่าต่างพันธุ์สร้างอารยธรรมอันแปลกตากระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ชาวยุโรปซึ่งถือว่าเป็นผู้ค้นพบทวีปแห่งนี้และทําให้คนทั้งโลกรู้จักทวีปนี้เป็นพวกแรก ก็ยังคงดูถูกคนพื้นเมืองที่นั่นว่ามีอารยธรรมล้าหลังกว่า เป็นคนป่าคนเถื่อนในสายตาของพวกเขา เนื่องจากวัฒนธรรมที่แปลกไปจากพวกตนนั่นเอง แต่หากศึกษาลงไปให้ลึกและไม่ใช้มาตรฐานของชาวยุโรปหรือโลกภายนอกเข้าไปเป็นตัวชี้วัดแล้ว จะเห็นว่าอารยธรรมพื้นเมืองที่นั่นเป็นอารยธรรมที่มีความเจริญต่างกันเท่านั้น และเป็นความเจริญแบบเฉพาะของพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อได้ศึกษาไปถึงศิลปะและวัฒนธรรมหรือสถาปัตยกรรมซึ่งสร้างขึ้นตามความเชื่อและภูมิความรู้ของพวกเขา จะเห็นได้ว่ามันไม่ธรรมดาหรือล้าหลังแต่อย่างใด โดยเฉพาะ “ปิรามิด” ที่กล่าวถึง ก็ยิ่งชวนให้ฉงนอย่างมาก ถึงที่มาของภูมิความรู้และความเจริญของชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปอเมริกาแห่งนี้

ชิเชน อิตซา (Chichen Itza)

ชิเชน อิตซา (Chichen Itza)

หากจะให้ยกตัวอย่างของความอลังการในสิ่งก่อสร้างอันบ่งบอกถึง อารยธรรมที่รุ่งเรืองของชาวพื้นเมืองบนทวีปอเมริกาแล้ว มักนึกถึงสถานที่ 2 แห่งของชนพื้นเมืองอินเดียน 2 ชนเผ่า ซึ่งบ่งบอกถึงภูมิปัญญาของพวกเขาได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ มาชู ปิกชู (Machu Picchu) ที่คุสโค (CusCo) ประเทศเปรู ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงของชาวอินคา (Inca) อารยธรรมพื้นเมืองที่รุ่งเรืองอยู่ทางแถบฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้กับที่ ชิเชน อิตซา (Chichen Itza) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณคาบสมุทรยูคาทาน (Yukatan) ประเทศเม็กซิโก อันเป็นที่ตั้งปิรามิดสําคัญของชนเผ่ามายา ที่กําลังจะกล่าวถึงนั่นเอง

“ชิเชน อิตซา” ในภาษาชาวมายาแปลว่า “ขอบบ่อน้ำแห่งมนตรา” บ่อน้ำที่กล่าวถึงนี้หมายถึงบ่อน้ำตามธรรมชาติจํานวน 3 บ่อซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณนั้น บ่อทั้ง 3 นี้ชาวมายาโบราณเรียกว่า “เซโนเต (Cenote)” ชาวมายาเชื่อว่าบ่อน้ำเหล่านี้เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ใช้สําหรับกระทําพิธีกรรมทางศาสนา และนอกจากบ่อน้ำทั้ง 3 บ่อดังกล่าวแล้ว ตรงบริเวณที่ไกลออกไปจากบ่อน้ำทั้ง 3 ก็ยังมีการพบบ่อที่มีลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายบ่อด้วย เคยมีทีมสํารวจดําน้ำลงไปสํารวจใต้บ่อน้ำเหล่านี้และพบกับโครงกระดูกมากมาย สิ่งนี้ตรงกับเรื่องที่เล่ากันว่าชาวมายาจะใช้บ่อน้ำเหล่านี้สําหรับทิ้งศพในพิธีบูชายัญ หรือทิ้งร่างหญิงสาวบริสุทธิ์ซึ่งใช้สําหรับบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อ นอกจากนี้ทีมนักสํารวจดังกล่าวยังพบด้วยว่าใต้บ่อน้ำมีโพรงถ้ำที่สามารถเชื่อมต่อไปถึงอ่าวเม็กซิโกอีกด้วย

การค้นพบโพรงถ้ำเช่นนี้ทําให้นักสํารวจใช้เป็นข้อสันนิษฐานอย่างหนึ่งเกี่ยวกับปริศนาการสิ้นสุดความเจริญรุ่งเรืองลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับจํานวนประชากรของชาวมายาที่ลดลงอย่างมากมายบริเวณชิเชน อิตซา นี้ ในช่วงประมาณศตวรรษที่ 10 ว่าเกิดขึ้นด้วยสาเหตุอะไร ซึ่งแต่เดิมนั้นเคยมีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากโรคระบาด หรือทําสงครามกับชาวทอลเทค จนทําให้ชาวมายาต้องจบชีวิตลงไปอย่างมากมายภายหลังพ่ายแพ้สงคราม และทําให้ชาวทอลเทคขึ้นมาทรงอํานาจและสร้างอารยธรรมขึ้นบริเวณจุดเดียวกันนี้ต่อจากชาวมายา

การค้นพบเส้นทางเชื่อมระหว่างบ่อน้ำเหล่านี้ที่สามารถลอดไปยังอ่าวเม็กซิโกได้ทําให้เกิดทฤษฎีใหม่ขึ้น โดยสันนิษฐานว่าอาจเป็นไปได้ที่การหายไปของชาวมายานับเป็นจํานวนมากในช่วงศตวรรษ ที่ 10 และการทิ้งถิ่นฐานไปในครั้งนั้น อาจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่างที่เกิดขึ้นแบบรุนแรงและเฉียบพลัน เช่นการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดเอาน้ำทะเลไหลเข้ามาตามโพรงถ้ำแล้วเอ่อขึ้นมาท่วมพื้นที่บริเวณ ชิเชน อิตซา อย่างฉับพลัน จนคร่าชีวิตผู้คนลงไปอย่างมากมายในทันที โดยที่น้ำก็ยังคงท่วมท้นบริเวณนั้นอยู่เป็นเวลานานนับปีๆเนื่องจากไม่สามารถระบายกลับออกไปสู่อ่าวเม็กซิโกได้รวดเร็วดังเช่นตอนที่ถูกซัดเข้ามา จนเกิดความอดอยากและเกิดโรคระบาดทําให้ผู้คนล้มตายไปอีก และต้องอพยพออกไปหาที่ทํากินในที่แห่งใหม่

พิธีบูชายัญของชาวมายา

mayan human sacrifice

สําหรับการบูชายัญและการทิ้งศพลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวมายานั้น ได้รับการเปิดเผยจากบันทึกของ ดิเอโก เดอ ลันดา (Diego de Landa) นักบวชตําแหน่งบิชอปแห่งนิกายฟรานซิสกัน (Franciscan) ชาวสเปนผู้หนึ่งซึ่งเดินทางเข้าไปในอเมริกากลางช่วงศตวรรษที่ 16 เพื่อภารกิจ การเผยแผ่ศาสนา และได้ทราบถึงความสยดสยองของพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวพื้นเมือง จึงได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดเพื่อนําสิ่งเหล่านั้นออกมาเปิดเผยต่อโลกภายนอก ในบันทึกของ บิชอป เดอ ลันดา กล่าว ถึงพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์เป็นๆของชาวมายาว่า

ชาวพื้นเมืองได้โยนคนซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ทั้งหญิงสาว เด็กหนุ่ม หรือร่างของนักรบลงไปในบ่อน้ำที่พวกเขาใช้ทําพิธีกรรม แล้วยังโยนแก้วแหวนเงินทองต่างๆตามลงไปด้วย สันนิษฐานว่าก้นบ่อคงเต็มไปด้วยสมบัติที่พวกเขาโยนลงไปติดต่อกันนานหลายร้อยปีแล้ว หากใครสามารถลงไปนําสมบัติจากก้นบ่อขึ้นมาได้ก็คงเป็นมหาเศรษฐีในฉับพลัน”

นอกจากนี้ บิชอป เดอ ลันดา ยังบันทึกถึงรายละเอียดของพิธีกรรมที่ทําให้เห็นถึงความน่าสยดสยองอีกด้วยว่า ชาวมายาจะมีพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์เป็นๆในวาระต่างกัน ทั้งการบูชายัญมนุษย์ที่เป็นอาสาสมัครทั้งหญิงและชาย ซึ่งเชื่อว่าการตายของพวกเขาถือเป็นการพลีชีพให้แก่พระเจ้าเพื่อจะได้ขึ้นสู่สรวงสรรค์ และการบูชายัญผู้เป็นศัตรูหรือผู้ตกเป็นเชลยศึก โดยพิธีกรรมอย่างหลังนี้ชาวมายาจะลากร่างของเชลยขึ้นไปตามขั้นบันไดจนถึงชั้นสูงสุดของปิรามิด ซึ่งบนยอดนั้นจะมีวิหารตั้งอยู่ จากนั้นจึงทําการแหวะอกควักหัวใจเชลยขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เบื้องหน้าวิหาร แล้วตัดศีรษะของเชลย นําเลือดมาเป็นเครื่องเซ่น แล้วสาดเลือดนั้นกระเซ็นไปทั่วผนังกําแพงวิหาร เสร็จแล้วก็จะกลิ้งศพลงมาตามขั้นบันไดสู่เบื้องล่าง โดยศพทั้งหมดก็จะถูกนําไปทิ้งยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้ในบันทึกของ บิชอป เดอ ลันดา ก็ยังกล่าวถึงพิธีกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ใช้ในการตัดสินชีวิตของศัตรูหรือผู้กระทำความผิดคือการเล่นกีฬาฟุตบอลที่คล้ายกับการเตะฟุตบอลในปัจจุบัน ซึ่งที่ ชิเชน อิตซา ก็มีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่กล่าวนี้ปรากฏอยู่ด้วย โดยมีลานแห่งหนึ่งคล้ายกับสนามบอลที่มีอัฒจันทร์สําหรับนั่งชม และมีห่วงกลมห่วงหนึ่งติดไว้บนกําแพงด้านหนึ่ง สิ่งนั้นคือประตูสําหรับให้นักกีฬาเตะลูกบอลลอดห่วงเข้าไป หากฝ่ายใดเตะเข้าก็ได้คะแนนเพิ่ม แต่กีฬาชนิดนี้ไม่ใช่เกมกีฬาธรรมดาเพราะเป็นกีฬาแห่งความตาย ใช้เล่นเพื่อชี้ชะตาชีวิตศัตรูหรือเชลยศึกที่พ่ายแพ้สงครามต้องแข่งกับเจ้าบ้าน หากฝ่ายศัตรูชนะก็จะได้รับการไว้ชีวิตถือว่าพระเจ้าลิขิตให้ศัตรูผู้นั้นมีชีวิตรอดและจะได้รับการปล่อยตัว แต่หากพ่ายแพ้ก็จะถูกปลิดชีพลงในทันทีหลังเกมนี้จบลงเช่นกัน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet