จากการทดลองสร้างเทคโลยีในค่ายนาซี เยอรมัน สู่การทดลองฟิลาเดเฟีย

The Bell

จนถึงปัจจุบันมีผู้คนมากมายที่เชื่อว่าการทดลองฟิลาเดลเฟียเป็นเรื่องหลอกลวงอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังมีผู้คนกลุ่มใหญ่พอสมควรที่ยังคงเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจริง สําหรับสาเหตุที่ทําให้ผู้คนเชื่อเรื่องนี้อย่างมากในช่วงแรกๆนั้นก็สืบเนื่องมาจากข่าวเล่าลือเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการทดลองของ พวกนาซี (Nazi) เยอรมัน ที่มีการกล่าวกันอย่างมากว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) นั้นมีความสนใจในเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ

เทคโนโลยีล้ำยุคของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เทคโนโลยีล้ำยุคของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

พวกนาซีพยายามเอาใจเร่งค้นคว้าเรื่องราวต่างๆเพื่อเอาใจฮิตเลอร์ โดยเฉพาะเรื่องของจานบินที่ฮิตเลอร์เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้เคยเกิดขึ้นบนโลกแล้วตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อนโดยชาวฮินดู และด้วยความเชื่อนี้ก็ทําให้ฮิตเลอร์เชื่ออีกว่าชาวอารยันเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพราะคนฮินดูก็คือชาวอารยัน และชาวเยอรมันก็สืบสายมาจากชาวอารยันเช่นกัน ฮิตเลอร์ยังมีความเชื่อฝังแน่นอีกอย่างก็คือเรื่องอากาศยานที่เรียกว่า “วิมาน (Vimana)” ซึ่งมีการกล่าวไว้ในคัมภีร์พระเวท (edic) คัมภีร์โบราณของชาวฮินดูอีกด้วย

วิมานในคัมภีร์พระเวทกล่าวว่ามีรูปร่างคล้ายจานบินสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ด้วยความเร็วสูง และสามารถบินลัดฟ้าได้เพียงพริบตา โดยที่ฮิตเลอร์ก็ยังมีความเชื่ออีกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มนุษย์ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มาจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยมนุษย์ต่างดาว และมนุษย์ต่างดาวต้องเดิน ทางมาถึงโลกนานนับแต่สมัยพระเวทแล้วด้วย ด้วยเหตุนี้ฮิตเลอร์จึงระดมนักวิทยาศาสตร์จํานวนมากมาทําการศึกษาและวิจัยในเรื่องนี้ และที่พูดถึงกันมากในจํานวนเทคโนโลยีที่ฮิตเลอร์สนใจก็คือ “แคปซูลเดินทางข้ามเวลา” เพราะหากมนุษย์ต่างดาวเดินทางมายังโลกเมื่อหลายพันปีก่อนและ ถ่ายทอดเทคโนโลยีวิมานให้แก่ชาวฮินดูจริง พวกเขาก็จะต้องมีวิธีเดินทางข้ามเวลามาได้

ซึ่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงนั้น มีผู้เข้าไปพบสิ่งก่อสร้างคล้ายฐานของแคปซูลตั้งอยู่บริเวณเหมืองถ่านหินเก่าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองออสโทรดา โปแลนด์ และพบแบบแปลนของสิ่งก่อสร้างนี้อีกด้วย แบบแปลนดังกล่าวนี้มีรูปของวัตถุชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายระฆังโบสถ์ จึงเรียกวัตถุสิ่งนั้นว่า “เธอะ เบลล์ (The Bell)” เชื่อกันว่านั่นคือแคปซูลข้ามกาลเวลาที่พวกนาซีวิจัยและสร้างขึ้น ซึ่งมีการร่ำลือกันว่าพวกนาซีอาจทําสําเร็จและใช้มันก่อนจะรายงานให้ฮิตเลอร์ทราบก็เป็นได้

เรื่องดังกล่าวนี้ถูกนํามาใช้สรุปต่อข้อสงสัยที่มีผู้นําทางทหารและผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส (SS) หรือกองกําลังรักษาความมั่นคงที่มีบทบาทอย่างมากของพวกนาซีในช่วงสงครามได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยบ้างก็ว่าหลบหนีไปลี้ภัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งจนไม่มีใครหาพบ แต่บ้างก็ระบุว่าเสียชีวิตลงแล้วซึ่งก็ไม่มีใครเคยพบศพในบุคคลเหล่านี้มี ฮานส์ แคมม์เลอร์ (Hans Kammler) ผู้เป็นวิศวกรและมีตําแหน่งเป็นผู้บัญชาการระดับสูงในหน่วยเอสเอสอีกด้วย

V-2

เขามีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลโครงการด้านเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ ซึ่งจรวด วี-2 (V-2) อาวุธล้ำสมัยที่ยังไม่เคยมีใครคิดขึ้นก่อนหน้านั้น และถือเป็นต้นแบบของจรวดขับดันทุกชนิดบนโลกนี้ ที่รัสเซียและสหรัฐอเมริกาต่างแย่งกันนําไปพัฒนาภายหลังสงครามโลกครั้งนั้นสิ้นสุดลง ก็เกิดขึ้นจากโครงการภายใต้การควบคุมของแคมพ์เลอร์ และ เธอะ เบลล์ หรือแคปซูลข้ามเวลานี้ก็อยู่ในการดูแลของเขาเช่นกัน

เมื่อเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม แคมพ์เลอร์ก็ถูกแจ้งว่าเสียชีวิตลงโดยมีภรรยาของเขาเป็นผู้ยืนยัน แต่ภรรยาของเขากลับตอบไม่ได้ถึงสาเหตุการเสียชีวิต และศพของเขาก็ไม่มีใครพบจนแม้สงครามจบสิ้นไปหลายสิบปีก็ไม่มีใครสามารถให้คําตอบได้ว่าแคมพ์เลอร์เสียชีวิตที่ไหน ด้วยสาเหตุใด เรื่องนี้จึงเป็นที่ร่ำลือกันอย่างมากตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงว่าแคมพ์เลอร์อาจใช้ เธอะ เบลล์ เดินทางไปยังที่แห่งใดแห่งหนึ่ง รวมถึงพวกนาซีกลุ่มหนึ่งก็อาจใช้มันเดินทางไปกับเขาด้วย โดยที่ฮิตเลอร์ไม่ทันได้รู้เรื่องนี้ จึงชิงยิงตัวตายหนีข้อหาอาชญากรสงครามไปเสียก่อนที่จะถูกฝ่ายสัมพันธมิตรจับตัวได้

ส่วนเรื่องของการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียจะสรุปได้อย่างไรทั้งที่มีคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องโกหก แต่กลับไม่เคยถูกลบออกจากความสนใจของผู้คนได้เลยสักที เรื่องนี้คงต้องนําเรื่องราวที่เล่าออกจากปากของผู้ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น และทราบเรื่องราวของเรือยูเอสเอส เอลดริดจ์ ดี เล่าให้ฟัง ในหนังสือชื่อว่า “การวิเคราะห์เรื่องโกหกเกี่ยวกับการทดลองที่ฟิลาเดลเฟีย 50 ปีให้หลัง (Anatomy of a Hoax : The Philadelphia Experiment 50 Years Later)” ซึ่งออกในปี ค.ศ. 1994 ที่เขียน โดย ชาคส์ เอฟ. แวลลี (Jacques F. Vallee) แห่งวารสารไซเอนติฟิค เอ็กซ์พลอเรชัน (Journal of Scientific Exploration) ได้ติดต่อผู้ที่เคยทํางานอยู่บนเรือพิฆาตคุ้มกันอีกลําหนึ่งที่ต่อขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับ ยูเอสเอส เอลดริดจ์ คือเรือ ยูเอสเอส อิงสตรอม (USS Engstrom)

ซึ่งผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลก็คือ เอ็ดเวิร์ด ดัดเจียน (Edward Dudgeon) ดัดเจียนเล่าให้ฟังว่าในปี ค.ศ. 1943 เขาทํางานเป็นเจ้าหน้าที่แผนกไฟฟ้าประจําอยู่ที่เรือ ยูเอสเอส อิงสตรอม และอยู่ที่อู่ต่อเรือฟิลาเดลเฟียแห่งนั้นด้วย เขาจึงทราบดีถึงเรื่องการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษสําหรับหลบหลีกสัญญาณเรดาร์ของศัตรู ดัดเจียนบอกว่าเรื่องอุปกรณ์พิเศษดังกล่าวเป็นเรื่องจริง และถือเป็นความลับสุดยอดของกองทัพเรือที่ไม่ต้องการแพร่งพรายให้ใครทราบในช่วงเวลานั้นจริง และอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ก็มีอยู่บนเรือพิฆาตคุ้มกันทุกลําเช่นเดียวกับเรือเอลดริดจ์ และอิงสตรอม แต่ก็ไม่ใช่อุปกรณ์สร้างสนามพลังให้เกิดการเคลื่อนย้ายมวลสารตามที่เล่าลือกัน

อุปกรณ์ดังกล่าวทํางานด้วยวิธีการก่อกวนสนามพลังแม่เหล็กรอบๆตัวเรือหรือที่เรียกว่า “ล้างสนามแม่เหล็ก” เพื่อไม่ให้สะท้อนสัญญาณเรดาร์จากเรือดําน้ำเยอรมันและหลบหลีกการตรวจจับสัญญาณของตอร์ปิโด ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ ส่วนเรื่องคําร่ำลือเกี่ยวกับการย้ายมวลสารหรือเดินทางข้ามเวลานั้น เอ็ดเวิร์ด ดัดเจียน บอกว่าอาจเป็นไปได้แต่เขายังไม่เห็นมีใครพิสูจน์ได้จนถึงทุกวันนี้ว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง

โดยดัดเจียนยังให้ความเห็นถึงเรื่องการหายไปจากอู่ต่อเรือ ฟิลาเดลเฟียแล้วไปปรากฏขึ้นที่นอร์ฟอล์คของเรือเอลดริดจ์ ตามที่ คาร์ล เอลเลน ยืนยันว่าเรื่องนี้อาจเป็นความเข้าใจผิดหรือข่าวลือที่พูดกันปากต่อปากจนลื่นไถลไปไกลจากความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะระยะทางจากฟิลาเดลเฟียไปนอร์ฟอล์คนั้นหากเป็นเรือสินค้าหรือเรือเอกชนปกติต้องใช้เวลาถึง 2 วัน แต่เรือรบหรือเรือราชการนั้นจะใช้เส้นทางผ่านเข้าทางคลองต่างๆที่เป็นคลองลัด ซึ่งในช่วงสงครามไม่อนุญาตให้เรือทั่วไปผ่าน เส้นทางดังกล่าวนี้สามารถประหยัดเวลาได้อย่างมาก จึงใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมงก็ถึงจุดหมายแล้ว

เรื่องนี้จึงถูกนําไปพูดกันในหมู่ชาวเรือแบบปากต่อปากว่าเป็นความอัศจรรย์ จนการเดินทางที่เร็วขึ้นธรรมดาๆก็กลายเป็นเรื่องการหายตัวไปโผล่อีกที่หนึ่งจนได้ จึงเป็นไปได้ว่าเรื่องนี้จะถูกขยายความออกไปจนกลายเป็นจินตนาการพันลึกว่าทั้งเรือและลูกเรือหายไปจนไปโผล่อีกที่หนึ่งได้ในชั่วพริบตา

แต่คํายืนยันใดๆก็ไม่สําคัญเท่ากับการยืนยันที่ออกมาจากปากของลูกเรือยูเอสเอส เอลดริดจ์ เองหรือคนใกล้ชิดก็ตาม ไม่มีใครออกมาพูดสักคนว่าเพื่อนๆของเขาหายไปหรือเกิดอะไรขึ้นกับเรือที่พวกเขาประจําการอยู่ ตลอดเวลาที่เรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ไม่มีญาติมิตรของลูกเรือบนเรือลํานี้ออกมาแจ้งว่ามีการหายไปหรือล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุแต่อย่างใด แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจลบล้างความคิดของผู้ที่เชื่อเรื่องนี้หรือสนใจเรื่องนี้ไปได้อย่างสนิทใจ ยังคงมีบางเสียงที่ออกมาโต้ว่าแวลลีอาจได้ข้อมูลลวงมา เพราะถ้าการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียเกิดขึ้นจริง และถือเป็นเรื่องลับสุดยอดที่ต้องเปิดกันจริงแล้ว ทางกองทัพเรือจะปล่อยให้คนออกมาพูดความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet