The Philadelphia Experiment เรื่องจริงหรือเรื่องโกหก

The Philadelphia Experiment เรื่องจริงหรือเรื่องโกหก

สําหรับเนื้อหาในจดหมายของ คาร์ลอส อัลเยนเด กับ คาร์ล อัลเลน นั้นมีลักษณะที่เป็นการเสนอแนวคิดและถกเถียงถึงทฤษฎีการเคลื่อนย้ายมวลสารและการเดินทางข้ามเวลา คล้ายผู้ที่สนใจในเรื่องนี้แล้วต้องการหาเวทีในการแสดงความคิดเห็น และที่เลือกส่งไปให้กับมอร์ริส เจสซัพ นั้นก็ เชื่อว่าเป็นเพราะเขากําลังค้นคว้าเรื่องเดียวกันอยู่นั่นเอง โดยสิ่งที่ อัลเยนเด และ อัลเลน เสนอมาในจดหมายนี้ก็มีอยู่ในภาคหนึ่งของหนังสือกรณีของยูเอฟโอที่เจสซัพเขียนนั่นเอง

ทฤษฎีสนามรวมและทฤษฎีเคลื่อนย้ายมวลสาร

ทฤษฎีสนามรวมและทฤษฎีเคลื่อนย้ายมวลสาร

ในบทหนึ่งของหนังสือดังกล่าว เจสซัพเขียนถึง “การหายไปของเรือและลูกเรือ” และยังเสนอทฤษฎี “การเคลื่อนย้ายมวลสาร” อีกด้วย อัลเยนเด และ อัลเลน จึงเลือกที่จะถกเรื่องนี้กับคนที่พูดภาษาเดียวกัน ซึ่งอาจเกรงว่าเรื่องที่นํามาถกนี้อาจอ่อนเกินไปก็เป็นได้ เขาจึงต้องนําเรื่องการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียมาอ้างอิง และเพื่อให้เรื่องราวมีความเป็นจริงมากขึ้น จึงนําสิ่งที่มีอยู่จริงคือเรื่องเรือพิฆาตคุ้มกันยูเอสเอส เอลดริดจ์ มาเป็นข้ออ้างอิงที่มีน้ำหนักขึ้น

นอกจากนี้ทั้งสองยังอ้างทฤษฎีมี ชื่อเสียงทฤษฎีหนึ่งของไอน์สไตน์ คือ “ทฤษฎีสนามรวม (United Field Theory)” มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้อีกด้วย โดยอ้างว่ากองทัพเรือสหรัฐฯได้นําทฤษฎีสนามรวมของไอน์สไตน์มาใช้ในการทดลองทําให้วัตถุสามารถเดินทางย่นเวลาหรือล่องหนจากที่หนึ่งแล้วไปปรากฏขึ้นอีกที่หนึ่งได้ในชั่วพริบตา

ซึ่งทฤษฎีสนามรวมของไอน์สไตน์นี้ได้กล่าวถึงแรงที่มีอยู่ในธรรมชาติ 2 ชนิดคือ แรงโน้มถ่วง และแรงแม่เหล็กไฟฟ้า หากสามารถนํามารวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็สามารถบิดเบือนเวลาในอวกาศ ทําให้อวกาศเกิดความโค้งงอขึ้นรอบๆดวงดาวหรือดาวเคราะห์ต่างๆ จนเกิดเป็นทางลัดในอวกาศซึ่งสามารถเดินทางจากดวงดาวหนึ่งไปสู่อีกดวงดาวหนึ่ง หรือจากกาแล็กซีหนึ่งไปยังอีกกาแล็กซีหนึ่งโดยผ่านทางอวกาศที่โค้งงอเพื่อย่นเวลาและระยะทางได้ แต่ทฤษฎีสนามรวมถือเป็นทฤษฎีที่ไม่ประสบความสําเร็จ และไอน์สไตน์ได้ล้มเลิกในการสานต่อทฤษฎีนี้ไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่เวลาของทฤษฎีดังกล่าว แต่ในอนาคตอาจสามารถไปถึงความรู้นี้และมีคนต่อยอดจนสําเร็จได้

อัลเยนเด และ อัลเลน ได้นําเอาทฤษฎีสนามรวมมาใช้ โดยบอกว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้ล้มเหลวแต่อย่างใด ซึ่งกองทัพเรือสามารถต่อยอดทฤษฎีนี้จนสำเร็จแล้ว โดยสามารถนําหลักการนั้นมาใช้กับสภาวะบนพื้นโลกเพื่อทําให้เกิดอวกาศโค้งงอขึ้นรอบๆสําเรือยูเอสเอส เอลดริดจ์ เพื่อให้เรือและลูกเรือ สามารถเดินทางทะลุเงื่อนไขของเวลาไปปรากฏอยู่ในอีกที่หนึ่งได้ภายในชั่วพริบตา ซึ่งวิธีการเดินทางข้ามเวลาเช่นนี้สสารทั้งหมดจะถูกแปรสภาพและเคลื่อนย้ายไปปรากฏขึ้นอีกที่หนึ่ง

แต่อัลเยนเด และ อัลเลน ยังกล่าวถึงผลข้างเคียงที่ได้รับจากการทดลองนี้อีกด้วยว่า ถึงแม้การทดลองที่ฟิลาเดลเฟียจะประสบความสําเร็จในการเคลื่อนย้ายมวลสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้ผลสมบูรณ์นัก เนื่องจากลูกเรือบางคนได้รับผลข้างเคียงจากสภาวะที่สสารในร่างกายของพวกเขาถูกเคลื่อนย้ายอย่างฉับพลันทันที บางคนจึงสูญหายไป บางคนเสียชีวิต บางคนบาดเจ็บล้มป่วย และบางคนก็เสียสติ แต่ที่ร้ายกว่านั้น บางคนร่างของเขาถูกหลอมรวมไปกับโลหะของ เรือขณะที่มวลสารอยู่ในระหว่างเคลื่อนย้ายและเกิดความผิดพลาด สิ่งนี้จึงทําให้จดหมายของอัลเยนเด และ อัลเลน ฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

สําหรับ คาร์ลอส อัลเยนเด หรือ คาร์ล อัลเลน นั้นมีตัวตนจริง โดยมีชื่อในทะเบียนประวัติกะลาสีเรือ ระบุว่าชื่อ คาร์ล เมเรดิธ อัลเลน (Cart Meredith Allen) เป็นชาวเมืองฟิลาเดลเฟีย และทํางานเป็นกะลาสีอยู่บนเรือสินค้าเอสเอส แอนดรูว์ ฟูรูเซธ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 จริง แต่เขาไม่ใช่คนที่เพียงแค่สนใจเรื่องนี้แล้วนึกสนุกเขียนจดหมายไปหา มอร์ริส เจสซัพ และ โอเอ็นอาร์ เล่นๆแต่อย่างใด เขาเคยเขียนบทความและเขียนหนังสือหลายเล่มเช่นกัน โดยใช้นามปากกาว่า “ยิปซี (Gypsy)” ชื่อนี้นํามาจากเชื้อสายทางมารดาของเขาที่เป็นยิปซีซึ่งเข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ในอเมริกา

นอกจากนี้บุคลิกลักษณะและการแต่งกายของเขาก็ยังคล้ายยิปซีอีกด้วย ซึ่งหลังจากที่กองทัพเรือสืบทราบตัวตนของอัลเลนแล้ว เขาก็ถูกตรวจสอบพฤติกรรมและถูกสะกดรอยอยู่พักหนึ่ง จึงต้องกบดานอยู่อย่างเงียบๆจนเรื่องนี้เริ่มซาลง กระทั่งในช่วงทศวรรษที่ 1960 คาร์ล อัลเลน ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง โดยนําเรื่องการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียฉบับเต็มที่เขาเก็บรวบรวมไว้หลายปีไปตระเวนขายให้กับสํานักพิมพ์ต่างๆ ซึ่งก็มีสํานักพิมพ์หลายแห่งที่ออกนิตยสารและหนังสือเกี่ยวกับ “ยูเอฟโอ” และ “วิทยาศาสตร์สุดขอบ” หรือวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้ ยอมซื้อเรื่องของเขาไปตีพิมพ์และจําหน่าย ซึ่งก็เท่ากับเป็นการปลุกกระแสให้เรื่องนี้ดังขึ้นมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ คาร์ล อัลเลน ก็ยังเคยบุกเข้าไปในสํานักงานของวาโร คอร์ปอเรชั่น เพื่อทวงถามส่วนแบ่งจากการขายหนังสือ “กรณีของยูเอฟโอฉบับวาโร” โดยอ้างว่าในหนังสือมีบทความของเขาที่ถือเป็นหัวใจสําคัญอยู่ในนั้นด้วย จึงถือว่าเขามีส่วนร่วมในการเขียนหนังสือเล่มนั้นเช่นกัน

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle)

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle)

หลังจากเรื่องของการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียถูกพยายามทําให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระอยู่พักหนึ่งและค่อยๆเงียบหายไป แต่ในที่สุดเรื่องนี้ก็เป็นที่สนใจขึ้นมาอีกครั้งในปี ค.ศ.1964 เมื่อนักเขียนผู้หนึ่งชื่อ วินเซนต์ แกดดิส (Vincent Gaddis) ได้เขียนบทความลงในนิตยสารอาร์โกซี (Argosy) ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเรื่องราวเร้นลับต่างๆ แกดดิสได้นําประเด็นที่มีคนเล่าลือกันเรื่องการหายไปอย่างลึกลับของสิ่งต่างๆมาเขียน

โดยเรื่องนี้มีการพูดถึงกันมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว เป็นเรื่องของเครื่องบินและเรือเดินสมุทรหลายลําซึ่งสูญหายไปอย่างเป็นปริศนาบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างแหลมฟลอริดา เกาะเบอร์มิวดา และเกาะเปอร์โตริโก ซึ่งวินเซนต์ แกดดิส นี่เองที่เป็นผู้เรียกย่านที่เครื่องบินหรือเรือเดินสมุทรสูญหายอย่างเป็นปริศนาดังกล่าวนี้ว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle)” เป็นคนแรก เนื่องจากหากตีเส้นบริเวณที่มีการสูญหายโดยเริ่มจากฟลอริดาไปยังเกาะเบอร์มิวดา ลากมาที่เกาะเปอร์โตริโก แล้วย้อนกลับไปฟลอริดาอีกครั้งที่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมพอดี

นับจากนั้นเป็นต้นมาคําว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา” จึงถูกใช้กันอย่างแพร่หลายพร้อมๆกับเรื่องดังกล่าวที่เริ่มเป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และวินเซนต์ แกดดิส ก็เป็นผู้จุดประกายให้เรื่องของ “ฟิลาเดลเฟีย เอ็กซ์เพอริเมนต์” หรือการทดลองฟิลาเดลเฟียกลับมาใหม่เช่นกัน วินเซนต์ แกดดิส นําปรากฏการณ์ปริศนาดังกล่าวนี้มาเขียนในหนังสือของเขาชื่อ “เส้นขอบฟ้าที่มองไม่เห็น : ควายเร้นลับที่แท้จริงของทะเล (Invisible Horizons: True Mysteries of the Sea)” โดยเขาได้นําเรื่องการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียซึ่ง คาร์ล อัลเลน เล่าไว้ในหนังสือของ มอร์ริส เจสซัพ มากล่าวในหนังสือของเขาด้วยว่าเป็นไปได้ที่ปรากฎการณ์ประหลาดที่อธิบายไม่ได้หลายสิ่งหลายอย่างซึ่งเกิดในทะเลและมหาสมุทร อาจมาจากการทดลองย้ายมวลสารหรือการเดินทางข้ามเวลาที่ฟิลาเดลเฟียก็เป็นได้

กระทั่งในปี ค.ศ. 1978 เรื่องการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียก็ถูกปลุกให้ฮือฮาขึ้นอีกครั้งโดย ชาร์ลส แบร์ลิทซ์ (Charles Berlitz) ผู้เป็นนักภาษาศาสตร์และอาจารย์สอนภาษาซึ่งสนใจในเรื่องของ ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติและยูเอฟโอ และมีชื่อเสียงจากหนังสือขายดีชื่อ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle)” ร่วมมือกับ บิลล์ มัวร์ (Bit Moore) นักค้นคว้าเรื่องยูเอฟโอผู้มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง เขียน หนังสือขึ้นมาชื่อ “การทดลองที่ฟิลาเดลเฟีย : โครงการมองไม่เห็น (The Philadelphia Experiment : Project Invisibility)” ซึ่งได้นําเอาเรื่องราวของ มอร์ริส เจสซัพ และ คาร์ล อัลเลน มาเป็นพื้นฐานของหนังสือดังกล่าวเช่นกัน

โดยทั้งสองเชื่อว่าการทดลองดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นจริง และเป็นแผนปฏิบัติการที่ทางรัฐบาลปกปิดไว้อีกเรื่องหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีนิยายและภาพยนตร์หรือสารคดีมากมายนํากรณีการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียมานําเสนออย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งจนปัจจุบันถึงแม้คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโกหก แต่ก็ยังมีคนสนใจอยู่อย่างไม่ขาดสายทุกครั้งที่มีการนํามาเสนอใหม่ในรูปแบบต่างๆจนกลายเป็นเรื่องโกหกที่ผู้คนวางไม่ลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet