เรื่องลึกลับว่าด้วยการทดลองที่ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Experiment)

Philadelphia Experiment

กล่าวถึงเรื่องเล่าลือสะท้านโลกซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกเรื่องหนึ่งและอยู่ในความสนใจของผู้คนทุกยุคทุกสมัยเช่นกัน ก็ต้องกล่าวถึงเรื่องของ “ฟิลาเดลเฟีย เอ็กซ์เพอริเมนต์ (Philadelphia Experiment)” หรือ “การทดลองที่ฟิลาเดลเฟีย” ซึ่งเล่าลือกันว่าเป็นการ ทดลองเดินทางย่นระยะเวลาหรือการเคลื่อนย้ายมวลสาร ที่ดําเนินการโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ (United States Navy) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 ในช่วงระหว่างที่ยังอยู่ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2

การทดลองที่ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Experiment)

philadelphia experiment

สถานที่ที่เชื่อว่ามีการทดลองนี้เกิดขึ้นก็คือที่อู่ต่อเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนน์ซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เรื่องของเรื่องนั้นสืบเนื่องจากการร้องขอของราชนาวีอังกฤษซึ่งต้องการให้กองทัพเรือสหรัฐฯช่วยในการออกแบบ และจัดหาเรือพิฆาตคุ้มกัน (Destroyer Escort) เพื่อต่อต้านเรือดําน้ำของเยอรมนีที่มักจะจมเรือรบและเรือสินค้าที่เดินทางอยู่ในย่านมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนลงไปนับร้อยลํา จนสร้างความสูญเสียให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างมากมาย กองทัพเรือสหรัฐฯจึงวางหลักเกณฑ์การต่อเรือดังกล่าวว่าต้องมีสมรรถนะสูง เดินทางได้เร็ว และบุกเข้าโจมตีได้อย่างสายฟ้าแล่บ แต่สิ่งสําคัญที่สุดคือต้องสามารถหลบเลี่ยงเรดาร์ของเรือดําน้ำเยอรมันได้ดีในเวลาเดียวกัน

จากโจทย์ดังกล่าวนี้ทําให้เกิดเรือพิฆาตคุ้มกันรุ่นดังกล่าวขึ้น โดยเริ่มต่อเรือลํานี้ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1943 เป็นต้นมา ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็เริ่มมีการพูดกันแล้วว่ากองทัพเรือจะใช้เทคโนโลยีพิเศษ อะไรมาใช้ในการหลบเลี่ยงเรดาร์ได้ตามที่ตั้งโจทย์ไว้ จึงเกิดข้อสงสัยกันขึ้นต่างๆนานา และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเรือพิฆาตคุ้มกันนี้จะต้องมีการติดตั้งระบบลวงเรดาร์อะไรสักอย่างเข้าไปด้วย ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครทราบ หรือเข้าใจรายละเอียดของเทคโนโลยีดังกล่าวนี้นัก

กระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วนั่นเอง จึงได้เริ่มทราบว่าเทคโนโลยีดังกล่าวน่าจะเป็นการ “พรางตัว” ซึ่งในปัจจุบันรู้จักกับเทคโนโลยีนี้กันเป็นอย่างดีในชื่อ “เสตลธ์ (Stealth)” หรือมักเรียกกันว่า “ล่องหน” ที่ใช้ในยานจารกรรม และด้วยโจทย์ดังกล่าวนี้หรือไม่ที่ทําให้เกิดเรื่องเล่าลือกันว่ากองทัพเรือสหรัฐฯกําลังทดลองเรือที่มีความสามารถพรางตัวจากศัตรูทําให้เรือล่องหนได้

เรื่องนี้ถึงแม้จะกล่าวกันว่าเป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กําลังดําเนินอยู่ คือในปี ค.ศ. 1943 แต่ที่มาของเรื่องหรือจุดเริ่มต้นของการร่ำลือนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1955 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงไปแล้วกว่า 10 ปี โดยที่มาของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการเปิดเผย ของนักดาราศาสตร์และผู้ติดตามเรื่องจานบินผู้หนึ่งชื่อ มอร์ริส เค. เจสซัพ (Morris K. Jessup) เจสซัพนั้นยังเป็นนักค้นคว้าปริศนาเร้นลับจากแหล่งโบราณคดีของชาวอินคา (Inca) ในเปรู และ มายา (Maya) ในเม็กซิโกอีกด้วยเช่นกัน

The Case for the UFO

เขาเป็นนักค้นคว้าเรื่องนี้ที่เชื่อว่าชาวพื้นเมืองโบราณเหล่านั้นได้รับอารยธรรมจากมนุษย์ต่างดาว จนเมื่อเกิดกรณีรอสเวลล์ (Roswell) ขึ้น เขาก็หันมาพุ่งเป้าศึกษาในเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาว และในปี ค.ศ. 1955 เจสซัพก็ได้เขียนหนังสือเล่มแรกชื่อ “กรณีของยูเอฟโอ (The Case for the UFO)” ออกวางจําหน่าย ภายในหนังสือเล่มนี้มีการวิเคราะห์ถึงเทคโนโลยีที่มนุษย์ต่างดาวใช้ในการขับเคลื่อนยานของพวกเขา รวมไปถึงการเดินทางย่นระยะทางในอวกาศเพื่อจะให้สามารถเดินทางจากดวงดาวอันไกลโพ้นมาจนถึงโลกได้โดยใช้เวลาเพียงไม่นานนัก

โดยเจสซัพสันนิษฐานว่าพวกเขาน่าจะใช้ความรู้จากพลังงานสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อช่วยในการเดินทางข้ามกาลเวลามาถึงโลกได้ โดยมีการยกตัวอย่างเรื่องของเรือและเครื่องบินที่หายไป ซึ่งเป็นไปได้ว่าเรือและเครื่องบินเหล่านั้นอาจไปพบกับสนามพลังแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าพอดี จึงเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหรืออนาคต หรือเดินทางไปยังที่ใดที่หนึ่งได้ในเพียงแค่ชั่วพริบตา จะเป็นเพราะ เจสซัพเสนอประเด็นดังกล่าวไว้ในหนังสือหรือไม่ เขาจึงได้รับจดหมายจากผู้ที่อาจติดตามการค้นคว้าของเขาอยู่ซึ่งมีนามว่า คาร์ลอส เอ็ม. อัลเยนเด (Carlos M. Alende) และต่อมาเพียงไม่กี่วันก็ได้รับจดหมายอีกฉบับมาจาก คาร์ล เอ็ม. อัลเลน (Cart M. Allen) โดยที่ในจดหมายของทั้งสองนั้นมีรายละเอียดที่คล้ายกัน คือทั้งคาร์ลอส อัลเยนเด และ คาร์ล อัลเลน ต่างก็พูดถึงเรื่องที่กองทัพเรือสหรัฐฯกําลังทดลองแผนปฏิบัติการหนึ่งที่เป็นไปได้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องการย้ายมวลสารและการเดินทางข้ามเวลา

โดยยังอ้างอีกด้วยว่ามีลูกเรือซึ่งประจําการอยู่บนเรือเอสเอส แอนดรูว์ ฟูรูเซธ (SS Andrew Furuseth) เรือขนส่งและบริการของกองทัพเรือ ซึ่งกําลังจอดทอดสมออยู่ที่นอร์ฟอล์ค รัฐเวอร์จิเนีย ในปี ค.ศ. 1943 แลเห็นกลุ่มหมอกควันสีเขียวลอยอยู่เหนือผิวน้ำ แล้วจู่ๆก็มีเรือรบลําหนึ่งโผล่ขึ้นกลางทะเล เรือลํานั้นคือเรือพิฆาตคุ้มกัน ยูเอสเอส เอลดริดจ์ (USS Eldridge) ที่กล่าวกันว่าติดตั้งเทคโนโลยีล่องหนนั่นเอง และเมื่อลอยอยู่สักพักหนึ่งเรือลํานั้นก็หายไป โดยทั้งอัลเยนเด และอัลเลน ได้เปิดเผยถึงสถานที่ซึ่งมีการทดลองนี้ด้วยว่า เกิดขึ้นในอู่ต่อเรือของกองทัพเรือในฟิลาเดลเฟีย สถานที่ที่ใช้เป็นที่ต่อเรือยูเอสเอส เอลดริดจ์ ลําดังกล่าวนี้เอง เขาจึงเรียกการทดลอง ดังกล่าวว่า “ฟิลาเดลเฟีย เอ็กซ์เพอริเมนต์” ซึ่งในจุดหมายของทั้งสองนี้ไม่ได้อ้างถึงแผนปฏิบัติการนี้แต่เพียงลอยๆ ทั้งสองยังได้กล่าวอ้างถึงทฤษฎีวิทยาศาสตร์ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) อีกด้วย

แต่เมื่อมีการตรวจสอบจดหมายทั้ง 2 ฉบับนั้น เจสซัพเชื่อว่าทั้ง 2 ฉบับที่ส่งมาถึงเขานั้นมีลายมือคล้ายกันมาก เขาจึงสรุปว่าคาร์ลอส อัลเยนเด และ คาร์ล อัลเลน ก็คือบุคคลคนเดียวกัน ซึ่งเขาก็ไม่ทราบว่า อัลเยนเด หรือ อัลเลน มีจุดประสงค์อะไร จึงได้ส่งจดหมายมาเล่าเรื่องดังกล่าวนี้ถึงสองฉบับ แต่โดยส่วนตัว เจสซัพเห็นว่าสิ่งที่กล่าวไว้ในจดหมายนี้เป็นเรื่องไร้สาระ เนื่องจากขาดหลักการอ้างอิงที่ชัดเจน และเชื่อว่าผู้เขียนจดหมายน่าจะเป็นพวกเสียสติที่คลั่งทฤษฎีวิทยาศาสตร์ แล้วใช้ทฤษฎีเหล่านั้นมาสร้างเรื่องโกหกให้ฟังมากกว่า

แรกทีเดียว มอร์ริส เจสซัพ คิดที่จะเพิกเฉยกับจดหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว แต่ต่อมาเขาได้รับการติดต่อจากสํานักงานวิจัยกองทัพเรือ (Office of Naval Research) หรือ โอเอ็นอาร์ (ONR) ให้ไปชี้แจงบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเอกสารซึ่งถูกส่งมายังโอเอ็นอาร์จํานวนหนึ่ง ที่เล่าเรื่องการทดลองที่เมืองฟิลาเดลเฟียเช่นกัน สําหรับสาเหตุที่โอเอ็นอาร์ติดต่อมอร์ริส เจสซัพ นั้นก็เนื่องจากในกล่องพัสดุใส่เอกสารที่ส่งไปให้นั้นมีสําเนาของหนังสือ “กรณีของยูเอฟโอ” ที่เจสซัพเป็นผู้เขียนแนบติดไปด้วย และนอกจากพัสดุดังกล่าวแล้ว ยังมีจดหมายอีกจํานวนหนึ่งด้วย

เมื่อโอเอ็นอาร์นําจดหมายเหล่านั้นมาให้เจสซัพดู เขาก็พบว่าแม้จะเป็นจดหมายที่ระบุชื่อของบุคคลหลายคน แต่เชื่อว่าผู้เขียนเป็นคนคนเดียวกันทั้งหมด ซึ่งเรื่องที่เล่าไว้ในจดหมายก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ คาร์ลอส อัลเยนเด และ คาร์ล อัลเลน เล่าไว้ในจดหมายที่ส่งมาถึงเขาเช่นกัน ถึงจะมีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างออกไปบ้างก็ตาม และยิ่งเมื่อวิเคราะห์ถึงลักษณะการเขียนและคํา พูดต่างๆแล้ว เจสซัพก็ยิ่งมั่นใจว่าคนเขียนจดหมายทั้งหมดก็คือ อัลเยนเด และ อัลเลน นั่นเอง

ซึ่งจะเป็นด้วยสาเหตุที่โอเอ็นอาร์ต้องการให้จดหมายของอัลเยนเด และ อัลเลน ดูเป็นเรื่องที่เหลวไหลอย่างไรหรือไม่ก็ตาม ทางโอเอ็นอาร์ได้ออกทุนก้อนหนึ่งในการจัดพิมพ์หนังสือ “กรณีของยูเอฟโอ” ที่ มอร์ริส เจสซัพ เขียน ให้พิมพ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยมอบให้บริษัทวาโร (Varo Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทที่รับผิดชอบในการผลิตวัสดุอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆให้แก่กองทัพเรือเป็นผู้รับผิดชอบจัดการด้านการพิมพ์ออกเผยแพร่ โดยให้นําเรื่องราวในจดหมายของ คาร์ลอส อัลเยนเด และ คาร์ล อัลเลน ไปใส่ไว้ในหนังสือที่พิมพ์ใหม่นี้ด้วย หนังสือเล่มนี้จึงมีชื่อว่า “กรณีของยูเอฟโอฉบับวาโร (The Case for the UFO Varo Edition)” โดยได้ใส่คําชี้แจงจากความคิดเห็นของผู้จัดพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องที่อัลเยนเด และ อัลเลน เล่ากํากับเอาไว้ด้วย เพื่อหวังจะให้ผู้อ่านวิเคราะห์ได้เองว่าเรื่องที่ทั้งสองเล่าเกี่ยวกับการทดลองที่ฟิลาเดลเฟียนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่

หนังสือฉบับดังกล่าวจึงมักจะเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “หมายเหตุวาโร (Varo Annotation)” แต่หลังจากที่กรณีของยูเอฟโอฉบับวาโรของ มอร์ริส เจสซัพ ที่พิมพ์ใหม่นี้ออกวางจําหน่าย เรื่องนี้กลับกลายเป็นที่สนใจกันมากขึ้นนับจากนั้นเอง และภายหลังจากกรณีของยูเอฟโอออกมาแล้ว เจสซัพก็มีทุนพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับยูเอฟโอขึ้นอีก 3 เล่ม แต่โชคร้ายของเขาที่หนังสือเล่มหลังๆไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จนในที่สุดเขาก็ประสบเคราะห์ร้ายด้านการเงินทําให้ภรรยาต้องทิ้งเขาไป แต่เคราะห์ร้ายก็ยังคงไม่สิ้นสุดเมื่อเจสซัพเกิดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อเป็นระยะเวลานาน จนในที่สุดเขาก็คิดสั้นปลิดชีพตัวเองลงในปี ค.ศ. 1959 ด้วยการต่อท่อไอเสียรถยนต์เข้าไปในห้องโดยสารจนเสียชีวิต

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet