เทคโนโลยียานอากาศจารกรรมรุ่นต่างๆที่ถือกำเนิดขึ้นใน Area 51

 Lockheed SR-71

ก่อนที่แอเรีย 51 จะถูกเข้ามาปรับพื้นที่ใช้งานนั้น แต่เดิมพื้นที่กว้างใหญ่บริเวณนี้เคยเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่เดือดแห้ง เต็มไปด้วยตะกอนเกลือปนทรายฉาบอยู่เต็มพื้นผิวดินทั่วอาณาบริเวณจนใช้การอะไรไม่ได้ จึงได้ถูกเรียกว่ากรูมเลค (Groom Lake) หรือทะเลสาบแห้ง แต่พื้นที่ใกล้เคียงกันมีการพบสายแร่เงินและตะกั่วอยู่ใต้ชั้นดินตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 และมีผู้เข้าไปทํากิจการเหมืองแร่ในพื้นที่ดังกล่าวนับจากนั้นจนกระทั่งเลิกกิจการไปก่อนทศวรรษที่ 1950

จุดเริ่มต้นของ Area 51

Area 51

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นพื้นที่บริเวณทิศตะวันตกของกรูมเลคก็ถูกใช้เป็นสถานที่สําหรับการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์นับจากนั้นเป็นต้นมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ส่วนการเข้ามาใช้พื้นที่แอเรีย 51 นี้เป็นสถานที่ทดสอบอากาศยานจารกรรมนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 เป็นต้นมา โดยเริ่มต้นจากการที่กองทัพอากาศสหรัฐฯได้ร่วมมือกับสํานักงานข่าวกรองกลาง หรือซีไอเอ เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานจารกรรมที่มีสมรรถนะสูงและสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์ฝ่ายศัตรูได้ดีที่มีนามแฝงว่า “ดรากอน เลดี (Dragon Lady)”

โครงการนี้เกิดขึ้นจากแนวความคิดของนาวาอากาศตรี จอห์น ซีเบิร์ก (John Seaberg) แห่ง สถาบันวิจัยและพัฒนาอากาศยานของฐานทัพอากาศไรต์-แพ็ตเตอร์สัน (Wright-Patterson Air Force Base) จอห์น ซีเบิร์ก ได้เสนอแนวคิดว่าอากาศยานชนิดนี้จะต้องสามารถบินในเพดานที่สูงกว่า 70,000 ฟุตจากระดับพื้นดินจึงจะสามารถหลบเรดาร์ของศัตรูได้ ในขณะเดียวกันก็จะต้องมี อุปกรณ์ถ่ายภาพที่มีความไวและความแม่นยําสูง จึงจะสามารถถ่ายภาพในระดับความสูงขนาดนั้นได้ ซึ่งยังต้องมีความรวดเร็วพอสําหรับการถ่ายภาพขณะบินผ่านพื้นที่เป้าหมายด้วยความเร็วสูงด้วยเช่นกัน

โครงการนี้ได้มอบให้บริษัทผลิตเครื่องบินคือ ล็อคฮีด (Lockheed) เป็นผู้ออกแบบและผลิตเครื่องบินดังกล่าว ซึ่งล็อคฮีดก็มอบให้วิศวกรของตนชื่อ เคลลี จอห์นสัน (Kelly Johnson) เป็นผู้ออกแบบเครื่องบินลํานี้ซึ่งมีกําหนดเวลา 8 เดือน และโครงการดังกล่าวนี้ก็คือที่มาของเครื่องบินจารกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงลําแรกของสหรัฐฯชื่อ “ล็อคฮีด ยู-2 (Lockheed U-2)”

ภายหลังจากที่ ล็อคฮีด สามารถผลิตเครื่องบิน ล็อคฮีด ยู-2 สําเร็จ ตามกําหนดแล้ว จึงมีการนําเครื่องบินนี้ออกมาทดสอบการบินที่ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ด (Edwards Air Force Base) ที่แคลิฟอร์เนีย แต่ทีมทดสอบก็ยังไม่พอใจในขีดความสามารถของเครื่องบินอยู่ดีไม่ว่าจะทําการ ทดสอบกี่ครั้งก็ตาม แต่พวกเขาก็เชื่อว่าเครื่องบินดังกล่าวนี้น่าจะมีขีดความสามารถมากกว่าที่ทดลองมาทั้งหมด เพียงแต่จะต้องมีสถานที่ซึ่งเหมาะสมกว่านี้เท่านั้น โดยเชื่อว่าถ้าหากได้ลานบินที่มีรันเวย์หรือทางวิ่งยาวมากกว่าของฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ด ก็จะรีดความสามารถของเครื่องบินออกมาได้อย่างเต็มที่

พวกเขาจึงเสนอให้หาลานบินแห่งใหม่ที่มีความยาวมากพอจะนําเครื่องทะยานขึ้นและลงจอดด้วยความเร็วสูงมากๆได้ แต่กองทัพอากาศก็ไม่สามารถหาสนามบินตามที่ต้องการนี้ได้แต่อย่างใด เพราะไม่มีสนามบินใดของกองทัพอากาศหรือแม้แต่สนามบินพาณิชย์ก็ตามที่จะมีลานบินซึ่งมี ขนาดความยาวตามที่ทีมทดสอบต้องการ แต่ในขณะที่กําลังมีการถกเถียงในเรื่องนี้กันอยู่ นักบินก็ยังคงพยายามที่จะทดสอบการบินเครื่อง ยู-2 นี้ไปเรื่อยๆ

กระทั่งในการบินทดสอบครั้งหนึ่ง นักบินทดสอบชื่อ โทนี ลาวิเออร์ (Tony Levier) ได้บินผ่านไปยังพื้นที่กลางทะเลทรายแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของรัฐเนวาดา นักบินลาวิเออร์ได้เหลือบมองลงไปเบื้องล่างและพบเห็นพื้นที่แห่งหนึ่งมีลักษณะเป็นทะเลสาบที่แห้ง มีพื้นผิวดินซึ่งราบเรียบเป็นอาณาบริเวณกว้าง และตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชนอีกด้วย น่าจะเหมาะสมกับการปรับให้เป็นรันเวย์ที่มีทางวิ่งยาวๆสําหรับทดสอบเครื่องยู-2 นี้ ตามที่ทีมทดสอบต้องการ

โทนี ลาวิเออร์ ได้ทดลองเช็คพิกัดในแผนที่ดูก็พบว่าพื้นที่ที่เขาเห็นนี้เรียกว่ากรูมเลค เมื่อกลับถึงฐานทัพเขาจึงนําพื้นที่ดังกล่าวนี้ไปเสนอแก่ทีมทดสอบ และเมื่อทีมทดสอบได้เดินทางไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ต่างก็ลงความเห็นว่าเป็นที่ที่เหมาะสมอย่างมาก นับแต่นั้นเองจุดเริ่มต้นของ แอเรีย 51 จึงเกิดขึ้นที่กรูมเลคแห่งนี้

สําหรับการก่อสร้างรันเวย์และอาคารนั้นเป็นหน้าที่ของซีไอเอ ซึ่งซีไอเอก็ได้ว่าจ้างบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีการระบุนามมาเป็นผู้ก่อสร้างโดยให้ดําเนินการอย่างลับๆ ส่วนเอกสารใดๆที่จําเป็นต้องมีการระบุถึงสถานที่แห่งนี้ก็จะให้ใช้ชื่อแฝงซึ่งมีอยู่หลายชื่อ ตั้งแต่ “สนามบินโฮมีย์ (Homey Airport)” หรือบ้างก็ให้ใช้ชื่อว่า “ดรีมแลนด์ (Dreamland)” ที่แปลว่า “เมืองแห่งความฝัน” หรือไม่ก็ “พาราไดส์ แรนซ์ (Paradise Ranch)” ที่แปลว่า “ทุ่งสวรรค์” เป็นต้น ที่ซีไอเอต้องทําเช่นนี้ก็เพราะมีจุดประสงค์ไม่ต้องการให้สถานที่แห่งนี้มีตัวตนอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้จึงต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับทั้งหมด

สําหรับสิ่งก่อสร้างหลักๆที่ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ในช่วงแรกๆนั้นประกอบด้วยสนามบินที่มีรันเวย์ที่มีความยาวขนาด 1.6 กิโลเมตร มีโรงเก็บเครื่องบิน และอาคารหอควบคุมซึ่งคล้ายกับสนามบินทุกอย่าง นอกจากนี้ยังมีอาคารสํานักงานและส่วนสันทนาการอื่นๆเท่าที่จําเป็น ทั้งหมดนี้เสร็จสมบูรณ์และสามารถนําเครื่องบินยู-2 เข้ามาทดสอบเป็นครั้งแรกในกรกฎาคม ค.ศ. 1955 และในเวลาต่อมากองทัพอากาศก็เข้ามาใช้พื้นที่แอเรีย 51 นี้ทํางานร่วมกับซีไอเอ โดยให้อยู่ในการดูแลของ ฐานทัพอากาศนิลลิส (Nellis Air Force Base) ซึ่งตั้งอยู่ที่ชานเมืองลาส เวกัส (Las Vegas) ห่างจาก แอเรีย 51 แห่งนี้เป็นระยะทาง 200 กิโลเมตร

นับจากนั้นกองทัพอากาศก็เข้ามาจัดการดูแลเรื่องเทคโนโลยีการบินทั้งหมด สําหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ถูกเลือกเข้าไปประจําการที่นี่จะมีข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดว่าต้องไม่แพร่งพรายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหรือภารกิจใดๆที่กระทํากันในที่แห่งนี้ให้บุคคลภายนอกทราบอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน หากถูกถามหรือจําเป็นจะต้องเอ่ยถึงชื่อของสถานที่ที่พวกตนเข้าไปปฏิบัติการอยู่ ก็ให้บอกแต่เพียงว่าสถานที่แห่งนั้นชื่อ พาราไดส์ แรนช์ หรือ ดรีมแลนด์ เท่านั้น ทุกคนที่เข้าปฏิบัติการที่นั่นจะไม่มีการบันทึกประวัติใดๆเอาไว้ ไม่มีการระบุชื่อจริง ทุกคนจะถูกเรียกแต่เพียงชื่อรหัส โดยไม่มีใครสามารถล่วงรู้ประวัติของแต่ละคนได้ กระทั่งเมื่อเจ้าหน้าที่คนใดถูกปลดประจําการจากที่นี่แล้ว จึงจะเริ่มบันทึกประวัติให้ใหม่และคืนชื่อเดิมให้อีกครั้ง โดยต้องทําสัญญาว่าจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ไปให้หมดสิ้นด้วย

ยานอากาศจารกรรมรุ่นต่างๆที่ถือกำเนิดใน Area 51

นอกจากทดสอบยานอากาศจารกรรมยู-2 แล้ว ซีไอเอ กับกองทัพอากาศสหรัฐฯยังเริ่มการทดสอบอากาศยานจารกรรมรุ่นต่อมาที่มีนามแฝงว่า “อาร์คแองเจิล (Archangel)” ซึ่งถูกออกแบบให้ทําความเร็วได้สูงขึ้นกว่าเครื่องยู-2 จึงต้องขยายรันเวย์ให้ยาวออกไปจากที่เคยใช้กับเครื่องยู-2 ให้มากขึ้นอีก อากาศยานดังกล่าวต่อมามีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ล็อคฮีด เอ-12 (Lockheed A-12)” เริ่มออกแบบในปี ค.ศ. 1959 และเริ่มต้นผลิตจริงในปี ค.ศ. 1962 กระทั่งทดลองเสร็จสมบูรณ์และเริ่มประจําการได้ในปี ค.ศ. 1967 แต่อากาศยานรุ่นนี้เป็นรุ่นซึ่งมีอายุประจําการสั้นมาก หลังจากเข้าปฏิบัติหน้าที่เพียงปีเดียวก็ถูกปลดประจําการในปีต่อมา

การปรับขยายรันเวย์ของแอเรีย 51 นั้นมีการขยายให้ยาวเพิ่มขึ้นอีกหลายครั้ง กระทั่งถึง ปี ค.ศ. 1980 ขนาดความยาวของรันเวย์ก็มีความยาวเกือบถึง 10 กิโลเมตร แล้ว และจนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีการปรับขนาดของความยาวรันเวย์เพิ่มขึ้นอีกจนถึง 16 ถึง 20 กิโลเมตรเลยทีเดียว

ส่วนอากาศยานจารกรรมที่ทําการทดสอบในแอเรีย 51 รุ่นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคืออากาศยานรุ่น “ล็อคฮีด เอสอาร์-71 (Lockheed SR-71)” หรือที่มีนามแฝงเรียกว่า “แบล็คเบิร์ด (Blackbird)” ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1962 และนําออกปฏิบัติการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1966 ที่มาของชื่อ “แบล็คเบิร์ด” หรือ “นกสีดํา” ก็เนื่องจากอากาศยานรุ่นนี้ใช้วัสดุพิเศษที่มีสีดําฉาบเอาไว้ ทั่วทั้งลํา วัสดุดังกล่าวนี้ถูกคิดค้นขึ้นใหม่เพื่อให้สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์ได้ดียิ่งขึ้น ปรับปรุงมาจากเทคโนโลยีซึ่งเคยใช้กับอากาศยานจารกรรมก่อนหน้านี้ เช่น ยู-2 และ เอ-12 และหันมาใช้วัสดุที่ไม่มีส่วนผสมของโลหะเจือปนแต่อย่างใดเป็นครั้งแรก

โดยมีประสิทธิภาพที่สามารถหลบสัญญาณเรดาร์ได้ดีกว่ามาก และการทดสอบอากาศยานรุ่นแบล็คเบิร์ดนี้เองที่เริ่มทําให้เกิดข้อสงสัยของผู้คนว่าอากาศยานรุ่นนี้เป็นจานบิน หรือยูเอฟโอ (UFO) เนื่องจากยานรุ่นนี้นอกจากจะมีรูปทรงอันแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นในอากาศยานหรือเครื่องบินแบบนี้มาก่อน แล้วยังมีความเร็วที่เร็วมากและทําเพดานบินได้สูงมากกว่าที่เคยมีอากาศยานใดเคยทําได้มาก่อนอีกด้วย

ที่มาของความเข้าใจว่าเครื่องบินดังกล่าวก็คือจานบินจากนอกโลกก็มาจากคุณสมบัติเหล่านี้เองที่คนในแถบใกล้เคียงในสมัยนั้นพอเห็นเครื่องบินที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนและบินด้วยความเร็วสูงมากบินผ่านไปตามพื้นที่บริเวณนั้นขณะทําการทดสอบเครื่อง จึงคิดไปว่ายานนี้ก็คือจานบินลึกลับ ยิ่งเวลาที่มีการนําเครื่องขึ้นทดสอบในช่วงกลางคืนด้วยแล้ว เครื่องบินรุ่นนี้จะเห็นแต่เพียงแสงเรืองๆของแสงไฟซึ่งสะท้อนไปยังตัวของเครื่องบินเท่านั้น และตอนที่มันบินผ่านไปยังที่ใดด้วยความเร็วสูงๆแล้วเลี้ยวที่วงได้อย่างรวดเร็ว ลักษณะแบบนี้ไม่เคยมีเครื่องบินลําไหนเคยทําได้มาก่อนในเวลานั้น จึงทําให้ใครที่สังเกตเห็นมันก็จะคิดไปถึงจานบินตามที่มีการจินตนาการกันในทันที

กระทั่งในปี ค.ศ. 1973 ซีไอเอได้เริ่มโครงการอากาศยานจารกรรมหรือเครื่องบินสอดแนมรุ่นใหม่อีกโครงการหนึ่ง โดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยซึ่งเพิ่งค้นพบในเวลานั้นที่เรียกว่า “สเตรลธ์ (Stealth)” หรือ “ล่องหน” โครงการนี้เป็นการพัฒนาอากาศยานรุ่น “ล็อคฮีด เอฟ117(Lockheed F-117)” หรือนามแฝงคือ “ไนต์ฮอว์ค (Nighthawk)” แปลว่า “เหยี่ยวราตรี” โดยเทคโนโลยีสเตรลธ์นี้มีความสามารถป้องกันการสะท้อนกลับของสัญญาณเรดาร์อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อนๆ ทําให้หลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ได้ดียิ่งขึ้นไปอีกจนแทบจะไม่สามารถตรวจจับได้เลย จึงมักเรียกเครื่องบินที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ว่า “เครื่องบินล่องหน”

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet