มาตรการรักษาความลับและความปลอดภัยภายใน Area 51

มาตรการรักษาความลับและความปลอดภัยภายใน Area 51

เมื่อแอเรีย 51 ถูกใช้ในภารกิจทดสอบอากาศยานที่ก้าวหน้าและมีสมรรถนะสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องมีการขยับขยายส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่เพียงลานบิน หรือขนาดความยาวของรันเวย์แต่เพียงเท่านั้น ยังต้องมีการขยายพื้นที่และอาคารต่างๆภายในอีกด้วย โดยเฉพาะโกดังเก็บของและโรงเก็บเครื่องบินก็ถูกสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงบุคลากรต่างๆก็มีจํานวนที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะการรักษาความลับที่แน่นหนาขึ้น และหนึ่งในนโยบายด้านความปลอดภัยเพื่อให้การรักษาความลับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่ถูกนํามาใช้ก็คือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแอเรีย 51 พักอาศัยอยู่ในนั้น ไม่ให้ออกนอกพื้นที่ตลอดอายุการทํางาน

เมื่อมีนโยบายเช่นนี้ขึ้นจึงต้องมีการสร้างที่พักอาศัยและสิ่งสันทนาการต่างๆเอาไว้ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการอยู่ในแอเรีย 51 ทุกคน ได้ใช้ชีวิตอยู่ภายในฐานปฏิบัติการแห่งนั้นได้อย่างถาวร หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ 6 เดือนจึงจะสามารถขอลาออกไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวภายนอกได้ ซึ่งภายใน แอเรีย 51 ก็จะมีทั้งโรงภาพยนตร์ คลับเต้นรํา และบาร์เหล้า ที่ออกกําลังกาย และอื่นๆที่จําเป็น จนที่นี่คล้ายกับเป็นเมืองเมืองหนึ่งเลยทีเดียว

มาตรการรักษาความลับและความปลอดภัยภายใน Area 51

มาตรการรักษาความลับและความปลอดภัยภายใน Area 51

โดยแต่เดิมนั้นเรื่องของแอเรีย 51 ไม่ได้อยู่ในความสนใจของผู้คนมากนัก เนื่องจากความลับที่ถูกปกปิดไว้อย่างแน่นหนาเช่นนี้เอง จึงทําให้ไม่มีใครจะสามารถล่วงรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในนั้นได้ซึ่งคนภายในนั้นก็ไม่มีใครสามารถแพร่งพรายเรื่องที่ตนทําอยู่ข้างในให้ใครทราบได้อีกด้วยเช่นกัน เพราะจะมีเจ้าหน้าที่ราชการลับคอยติดตามสอดส่องเจ้าหน้าที่ในแอเรีย 51 ที่ออกมาภายนอกไปทุกหนแห่ง หากผู้ใดแพร่งพรายหรือเผลอพูดเรื่องภายในให้ใครฟังก็จะถูกกฎหมายความมั่นคงเล่นงานในทันที ที่ไม่เพียงแต่ตกงานเท่านั้น ยังจะต้องเข้าไปนอนอยู่ในคุกสูญเสียอิสรภาพอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดกล้าเสี่ยงที่จะนําเรื่องข้างในออกมาพูดให้ฟัง

นอกจากระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุดดังกล่าวแล้ว พื้นที่แอเรีย 51 ทั้งหมดยังถูกจัดให้เป็นเขตหวงห้ามเกี่ยวกับความมั่นคงขั้นสูงสุดเช่นกัน จึงมีการวางกําลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอาไว้อย่างหนาแน่น ไม่ให้ใครเข้าใกล้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งการเดินทางไปยังพื้นที่นั้นก็มีถนนเพียงสายเดียวเท่านั้นที่ตัดเข้าไปถึง แต่ก็เป็นถนนที่ขับรถเข้าได้อย่างยากลําบากมาก เนื่องจากเป็นระยะทางที่ไกลมากและไม่มียวดยานขับผ่านไปมาให้เห็นมากนัก นอกจากรถบรรทุกที่จําเป็นต้องเข้าไปส่งของภายในแอเรีย 51 เท่านั้น เพราะถนนสายนี้ไม่ได้ถูกใช้ในการขนส่งคนหรือเจ้าหน้าที่ต่างๆที่จะเข้าไปปฏิบัติงานใน แอเรีย 51 แต่อย่างใด

Widow Highway

เจ้าหน้าที่ทุกคนที่จะเดินทางเข้าไปยังแอเรีย 51 จะเดินทางเข้าไปได้ทางเดียวคือทางอากาศ ซึ่งจะมีสายการบินพิเศษที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะสําหรับการขนส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปยังแอเรีย 51 ชื่อว่า “แจเน็ต แอร์ไลน์ (Janet Airlines)” โดยรับผู้โดยสารจากสนามบินจากลาสเวกัสเข้าสู่แอเรีย 51 โดยตรง และถนนสายดังกล่าวก็มักมีข่าวลือต่างๆนานาเล่าลือกันว่าผู้ที่ขับรถเข้าไปทางถนนเส้นนี้มักจะไม่มีใครที่กลับออกมาได้ จนทําให้ใครๆต่างหวาดกลัวถนนสายนี้และเรียกมันว่า “ถนนแม่ม่าย (Widow Highway)”

นอกจากนี้ยังมีการเล่าลือกันอีกด้วยว่าคนงานที่เป็นคนสร้างถนนสายนี้ต่างก็เสียชีวิตลงอย่างไร้สาเหตุกันทั้งสิ้น ภายหลังจากสร้างถนนสายนี้เสร็จ เรื่องนี้มีการอ้างอิงคดีฟ้องร้องคดีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1994 ได้มีการยื่นคําฟ้องโดยศาสตราจารย์โจนาธาน เทอร์ลีย์ (Jonathan Turley) อาจารย์วิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ของผู้เสียหายที่สูญเสียสามีและญาติพี่น้องซึ่งเคยทํางานในแอเรีย 51 ยื่นฟ้องต่อศาลโดยมีรัฐบาลสหรัฐฯเป็นจําเลยด้วยข้อกล่าวหาว่าทางการได้ปกปิดข้อมูลข่าวสารที่จําเป็นจนเป็นต้นเหตุให้ประชาชนจํานวนมากที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ดังกล่าวต้องเสียชีวิตลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยเพิกเฉยต่อการแจ้งเตือนให้ทราบถึงอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการที่ได้รับสารพิษหรือกัมมันตรังสีตรงพื้นที่ดังกล่าว โดยความเพิกเฉยนี้เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่และคนงานจํานวนมาก

ในปี ค.ศ. 1989 ได้มีนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ผู้หนึ่งอ้างตนว่าเคยทํางานอยู่ในส่วนงานส่วนหนึ่งของแอเรีย 51 ได้ออกมาเปิดเผยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแอเรีย 51 เป็นครั้งแรก บุคคลดังกล่าวมีชื่อว่า บ็อบ ลาซาร์ (Bob Lazar) บ็อบ ลาซาร์ ได้เปิดเผยถึงภารกิจที่กระทําในแอเรีย 51 ว่าเป็นการทดสอบ อากาศยานจารกรรมของซีไอเอ และกองทัพอากาศสหรัฐฯจริง แต่ก็ยังมีอีกภารกิจหนึ่งซึ่งแฝงเร้นอยู่ในที่นั้นด้วยคือโครงการศึกษาและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับมนุษย์ต่างดาว

เขาบอกว่าเทคโนโลยีอันก้าวหน้าที่สหรัฐฯนํามาใช้กับอากาศยานหรืออาวุธหลายชนิดนั้นไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ได้รับความรู้มาจากการแลกเปลี่ยนกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งจากเรื่องที่ บ็อบ ลาซาร์ นํามา เผยนี้เอง จึงยิ่งทําให้คนที่เชื่อว่าสถานที่นี้น่าจะมีภารกิจบางอย่างเกี่ยวข้องกับจานบินและมนุษย์ต่างดาวอยู่แล้ว ก็ยิ่งลุกลามขยายวงมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ส่งผลให้ชาวบ้านชาวเมืองบริเวณใกล้เคียงที่เคยเห็นแสงประหลาดจากอากาศยานลึกลับบินลดเลี้ยวไปมาอย่างรวดเร็วเหนือฟากฟ้า ก็ยิ่งเชื่อว่าสิ่งนั้นคือจานบินจากต่างดาวอย่างไม่ต้องสงสัย นับจากนั้นมาจึงเริ่มเกิดมีข่าวเล่าลือกันแปลกๆ บ้างก็เล่าว่าเคยเห็นจานบินปรากฏอยู่ต่อหน้าระหว่างที่ขับรถอยู่บนถนน บ้างก็ว่าเห็นจานบินลงจอดที่นั่นที่นี่ หรือบ้างก็ถึงกับอ้างว่าตนเคยเห็นมนุษย์ต่างดาวตัวเป็นๆต่อหน้าต่อตาเลยก็มี

ในที่สุดก็พาดพิงไปถึงเหตุการณ์ยานลึกลับตกที่รอสเวลล์ตั้งแต่ ค.ศ. 1947 ครั้งนั้นว่าอาจมีการเก็บซากจานบินกันไว้ที่นี่ หรือบ้างก็ถือว่ามีการผ่าพิสูจน์ศพมนุษย์ต่างดาวที่นี่เอง ซึ่งบ้างก็ยังเชื่อไปถึงว่าได้มีการติดต่อกันระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯกับมนุษย์ต่างดาวเกิดขึ้นจริง และมีการสร้างจานบินด้วยเทคโนโลยีที่พวกมนุษย์ต่างดาวเป็นผู้สอนให้ที่นี่เช่นกัน

เรื่องของแสงประหลาดและวัตถุลึกลับเหนือฟากฟ้าที่มีคนเห็นอยู่ที่นั่นที่นี่บริเวณรัฐเนวาดาอันเป็นที่ตั้งของแอเรีย 51 นี้ ทําให้ผู้ซึ่งสนใจในเรื่องของจานบินและมนุษย์ต่างดาวจํานวนมาก ต่างเดินทางไปยังเมืองลาสเวกัส ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กันกับที่ตั้งของแอเรีย 51 มากที่สุดกันอย่าง ล้นหลามในแต่ละปี จนลาสเวกัสที่นอกจากจะมีชื่อเสียงเรื่องการเป็นแหล่งชุมนุมของนักพนันเนื่องจากมีบ่อนคาสิโนเปิดขึ้นอยู่ทั่วทั้งเมืองแล้ว ยังมีชื่อเสียงในด้านการเป็นแหล่งชุมนุมของผู้สนใจเรื่องของยูเอฟโอ และเอเลียน (Alien) หรือมนุษย์ต่างดาว ที่ต่างเดินทางมาชุมนุมกันที่นี่อีกด้วย

ซึ่งที่ลาส เวกัสก็มักจะถูกใช้เป็นสถานที่สําหรับจัดอภิปราย สัมมนา และนิทรรศการ เกี่ยวกับยูเอฟโอ และเอเลียนอยู่เป็นประจําตลอดทั้งปีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีคนอีกจํานวนหนึ่งซึ่งชอบความท้าทาย มักที่จะเสี่ยงเดินทางเข้าไปยังแอเรีย 51 เพื่อต้องการจะหาข้อมูลใหม่ๆออกมาเปิดเผยกันอีกด้วย แต่คนเหล่านั้นก็เข้าไปได้ใกล้มากที่สุดเพียงบริเวณรอบรั้วของแอเรีย 51 เท่านั้น

เนื่องจากมีการวางกําลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอาไว้โดยรอบ คอยลาดตระเวนอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างแน่นหนา โดยที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะคอยขับรถลาดตระเวนที่เรียกกันว่า “แคมโม ดูด (Commo Dude)” ซึ่งมา จากคําว่า “คามูฟราจ (Camouflage)” มีความหมายว่า “พรางตา” ที่เป็นพฤติกรรมปกติของเจ้าหน้าที่เหล่านั้นซึ่งมักคอยแอบซุ่มอยู่ในรถที่มีการพ่นสีให้กลมกลืนไปกับพื้นที่จนมักไม่ค่อยสังเกตเห็น จนเมื่อมีใครเข้าใกล้กับรั้วเท่านั้น เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็จะโผล่ออกมา แล้วขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ไปในทันที

และนอกจากจะมีรถคอยลาดตระเวนแล้ว ยังมีเฮลิคอปเตอร์คอยบินตรวจตราอยู่ตลอดแนวพื้นที่อีกด้วย และตลอดแนวพื้นที่ก็ยังมีการปักป้ายเตือนให้ทราบด้วยว่าพื้นที่นั้นเป็นเขตหวงห้ามที่มีการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดไม่ให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่นั้น ห้ามถ่ายรูป ห้ามบันทึกข้อมูล หรือรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับสถานที่นี้อย่างเด็ดขาด โดยยังมีคําขู่กํากับเอาไว้ด้วยว่าจะไม่รับรองความปลอดภัยหากมีการละเมิดคําเตือน ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้ และทั่วทั้งบริเวณก็ยังมีการวางเซ็นเซอร์คอยตรวจจับการบุกรุกด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า รวมไปถึงกล้องวงจรปิดซึ่งติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆชนิดที่ไม่มีอะไรสามารถเล็ดลอดสายตาไปได้อย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการป้องกันทางภาคพื้นดิน สําหรับทางอากาศนั้นก็มีคําสั่งห้ามไม่ให้อากาศยานใดๆบินล่วงล้ำเข้าไปเหนือน่านฟ้าแอเรีย 51 อย่างเด็ดขาดอีกด้วย โดยในแผนที่การบินของเครื่องบินพาณิชย์ทุกลําก็จะมีการกําหนดพิกัดของสถานที่แห่งนี้เอาไว้ให้เห็นพร้อมกับคําเตือนไม่ให้บินเข้ายังพื้นที่แอเรีย 51 อย่างเด็ดขาดเช่นกัน ซึ่งในคําเตือนจะระบุไว้ด้วยว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ผู้ที่ละเมิดอาจถูกยิงตกได้ หากเพิกเฉยต่อข้อห้ามและบินล่วงล้ำเข้าไป

ในปี ค.ศ. 1995 ได้มีผู้ซึ่งเคยทํางานอยู่ในแอเรีย 51 อีกผู้หนึ่งชื่อ วี.แอล. คัสเตอร์ (V.L. Custer) จากรัฐเซาต์ดาโกตา ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่นเช่นกัน วี.แอล. คัสเตอร์ อ้างว่าตนเป็นนักฟิสิกส์ด้านนิวเคลียร์อีกผู้หนึ่งที่ทํางานอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานถึง 12 ปี ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1965 จนถึงปี ค.ศ. 1977 ซึ่งเรื่องที่คัสเตอร์ออกมาเปิดเผยนี้มีความใกล้เคียงกับเรื่องที่ บ็อบ ลาซาร์ เล่าไว้อย่างมาก

เขายืนยันว่าใน แอเรีย 51 นั้นมีซากจานบินจากการตกที่รอสเวลล์จริง โดยไม่ได้มีซากจานบินจากการตกที่นั่นแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น มันยังมีซากจานบินซึ่งตกในที่อื่นๆถูกเก็บรวบรวมเอาไว้ที่นั่นอีกด้วย และมีศพของมนุษย์ต่างดาวเก็บอยู่ในที่แห่งนั้นด้วยเช่นกัน โดยคัสเตอร์ก็ยังกล่าวถึงเรื่องยานรูปร่างแปลกประหลาดซึ่งมักมีผู้คนเห็นในตอนกลางคืนด้วยว่าไม่ใช่อากาศยานใดๆของซีไอเอ หรือกองทัพอากาศอย่างแน่นอน เนื่องจากการทดสอบจะทํากันในตอนเช้าหรือบ่ายเท่านั้น ซึ่งคัสเตอร์ก็ไม่ได้ยืนยันว่ามันคือจานบินต่างดาวหรืออะไรกันแน่ แต่ก็มีการกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแอเรีย 51 ด้วยว่า แม้แต่ภายในนั้นก็ยังมีเขตหวงห้ามด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะสามารถเข้าในพื้นที่เขตทุกเขตได้

การปฏิบัติงานภายในพื้นที่ 51

การปฏิบัติงานภายในพื้นที่ 51

ภายในนั้นจะมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนๆตั้งแต่แอเรีย 1 ไป จนถึงแอเรีย 26 เจ้าหน้าที่แต่ละส่วนงานจะสามารถเข้าไปเฉพาะแอเรียที่กําหนดไว้เท่านั้น ในแอเรียบางแอเรียจะถูกกันเอาไว้เฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือผู้ที่มีหน้าที่ในส่วนงานที่กําหนดให้เข้าไปได้เท่านั้น และยังบอกด้วยว่าที่แอเรีย 51 จะมีการทํางานกันตลอดทั้งวันทั้งคืน วันละ 24 ชั่วโมง ปีละ 365 วันโดยไม่มีวันหยุด

เจ้าหน้าที่จะถูกแบ่งเวลาการทํางานเอาไว้เป็นกะๆ คล้ายโรงงานที่เปิดเดินเครื่องจักรตลอดทั้งวันไม่มีวันหยุด ส่วนงานที่ทํานั้นมีอย่างหลากหลาย เจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบงานแต่ละส่วนจะไม่มีใครทราบว่างานที่ตนทํานั้นนําไปใช้ในกิจกรรมอะไร และไม่อนุญาตให้ตั้งคําถามด้วยว่างานที่ทําอยู่นั้นคืออะไร ทําไปเพื่ออะไร งานทั้งหมดจะมีใบสั่งงานเฉพาะงานนั้นๆ โดยไม่บอกว่าเป็นชิ้นงานอะไร จึงไม่มีผู้ใดทราบว่าสิ่งที่ทําอยู่หรือตรวจสอบอยู่เป็นอะไร หรือจะนําไปประกอบเป็นอะไรกันแน่ ถ้าใครถามก็จะถือว่าเป็นความผิดทางวินัย และหากถามเป็นครั้งที่สองก็ต้องถูกลงโทษทันที

ซึ่งระเบียบกฎเกณฑ์ของที่นั่นจะมีลักษณะคล้ายกับค่ายทหารนั้นเอง หรือแม้การสื่อสารกันระหว่างเจ้าหน้าที่ หรือการพูดคุยกันในหมู่เพื่อนร่วมงาน ก็จะมีข้อห้ามไม่ให้ปรึกษาเรื่องใดๆกันทั้งสิ้น และห้ามซักประวัติ ห้าม ถามชื่อจริง หรือถามสถานะของกันและกัน การเรียกขานกันที่นั่นก็จะเรียกกันด้วยชื่อรหัสเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด หากผู้ใดละเมิดก็จะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งคอยดูแลอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งเข้าไปเชิญตัวมาทําการสอบสวนทันที

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่มักเป็นข้อสงสัยว่าเป็นอีกภารกิจลับที่กระทํากันในแอเรีย 51 แห่งนี้ด้วยหรือไม่ ก็คือการใช้สถานที่แห่งนี้ลอบทดลองอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดิน รวมไปจนถึงอาวุธล้ำสมัยที่มีขีดความสามารถในการทําลายล้างสูงต่างๆอย่างที่เคยเห็นในภาพยนตร์จะมีการทดลองกันในสถานที่แห่งนี้ด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินนั้นเป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าบริเวณทะเลทรายในรัฐเนวาดาแห่งนี้ถูกใช้เป็นฐานทดลองอาวุธนิวเคลียร์มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็เป็นการทดลองนิวเคลียร์บนพื้นดิน และเป็นการ ทดลองอย่างเปิดเผยในช่วงเวลาที่ยังไม่มีสนธิสัญญาห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ และสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 เป็นต้นมา

แต่มีผู้คนจํานวนมากที่ไม่เชื่อว่ามีการยกเลิกการทดลองจริง แม้ช่วงเวลานั้นยุคของสงครามเย็นได้สิ้นสุดลงไปพร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตแล้วก็ตาม โดยยังคงเชื่อกันว่าสหรัฐอเมริกานั้นยังก้าวไม่พ้นความคิดระแวงไปได้แต่อย่างใด และคงจะไม่ยอมล้มเลิกโครงการพัฒนาอาวุธที่จะเป็นหลักประกันให้ตนทรงอํานาจจนไม่มีใครทัดเทียมได้ชนิดนี้ลงอย่างแท้จริง เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการทดลองบนพื้นดินลงไปอยู่ใต้ดินแทน และสถานที่ซึ่งถูกสงสัยว่าเหมาะสมที่จะถูกใช้ในการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินที่สุดก็ไม่พ้นสถานที่เร้นลับอันมีระบบการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดอยู่แล้วเช่นที่ แอเรีย 51 แห่งนี้นั่นเอง

ทุกวันนี้ก็ยังมีคนจํานวนมากที่เชื่อว่าการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯยังดําเนินต่อไปอย่างไม่เป็นที่เปิดเผย โดยใช้วิธีการทดลองใต้ดินในสถานที่ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผย และไม่มีปรากฏอยู่ในเอกสารใดๆทั้งสิ้น แล้วที่แห่งใดจะเหมาะเท่ากับสถานที่แอเรีย 51 สถานที่ที่ไม่มีใครรู้ว่าทําอะไรกัน ภายใน นอกจากข้อมูลที่จงใจปล่อยให้รั่วไหลออกมาว่าเป็นสถานที่ทดสอบอากาศยานจารกรรมเท่านั้น

ซึ่งในทุกวันนี้ถึงแม้จะไม่มีการยอมรับกันว่ามีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินเกิดขึ้นจริง แต่ก็เชื่อกันว่าทุกๆประเทศที่มีศักยภาพพอในการประดิษฐ์อาวุธชนิดนี้ ต่างก็มีการทดลองเช่นนี้กันทั้งสิ้น แม้จะไม่มีใครยอมรับหรือมีการเซ็นสัญญาห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์กันไปแล้วก็ตาม เพราะการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดินเป็นหนทางเดียวที่ทําให้เกิดความมั่นใจในแผนการป้องกันตนเองจากศัตรูได้ในโลกที่ตกอยู่ภายใต้ความหวาดระแวงไปทุกหนแห่งเช่นนี้

และการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดินนี้เอง ที่เป็นที่มาของข้อสงสัยในสาเหตุการเสียชีวิตของอดีตคนงานซึ่งเคยเข้าไปปฏิบัติงานอยู่ในแอเรีย 51 หรืออีกหลายๆคนที่ออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาเกิดผลข้างเคียงทางด้านสุขภาพจนบางคนเกิดทุพพลภาพและเป็นโรคราย เช่น มะเร็ง บางคนก็มีอาการที่ค่อยๆลุกลามจนกระจายไปทั่วร่างกาย หลายคนนั้นมีอาการตายแบบผ่อนส่งที่ไม่ตายก็เหมือนกับตาย โดยพวกเขาเชื่อว่ามาจากสารพิษหรือกัมมันตรังสีที่ได้รับจากการเข้าไปทํางานที่นั่นนั่นเอง

จะด้วยสาเหตุที่ผู้ซึ่งอ้างว่าเคยทํางานในแอเรีย 51 ต้องประสบกับชะตากรรมตายผ่อนส่งนี้หรือไม่ จึงเป็นเหตุให้พวกเขาเริ่มกล้าจะออกมาให้ข้อมูลแก่โลกภายนอกมากขึ้นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแอเรีย 51 แห่งนั้น ทั้งที่มีการลงนามในสัญญาแล้วว่าจะไม่มีการแพร่งพรายสิ่งที่เกิดขึ้นภายในนั้นให้คนภายนอกได้ล่วงรู้เป็นอันขาด แต่เมื่อพวกเขาเริ่มทราบถึงการตายผ่อนส่งที่สักวันหนึ่งพวกเขาก็อาจต้องตายลงไปอยู่ดีจึงทําให้กล้าที่จะออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ดีกว่าตายไปพร้อมกับความลับเหล่านั้น อย่างเช่น วี.แอล. คัสเตอร์ ซึ่งออกมาเปิดเผยว่าตนอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เนื่องจากหมอที่รักษาเขาพบอาการมะเร็งกระดูกภายหลังหยุดปฏิบัติหน้าที่ในแอเรีย 51 ออกมาใช้ชีวิตปกติอยู่ภายนอกแล้ว

โดยเชื่อว่าน่าจะได้รับสารกัมมันตรังสีที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ แต่เรื่องนี้ก็ยังคงมีข้อสงสัยอีกว่าบรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงหรือแม้แต่รัฐมนตรีและประธานาธิบดีบางคนที่เคยเข้าไปเยี่ยมชมปฏิบัติการที่แอเรีย 51 แห่งนี้ คนเหล่านั้นจะไม่ได้รับอันตรายจากสารพิษหรือสารกัมมันตรังสีถ้าหากมีอยู่ในปริมาณที่สูงในสถานที่แห่งนั้นด้วยหรืออย่างไร ก็มีผู้ให้ความคิดเห็นว่า เป็นไปได้ว่าบุคคลเหล่านั้นทราบข้อมูลนี้ดีอยู่แล้วว่าสถานที่แห่งนั้นประกอบภารกิจอะไรกัน การเตรียมพร้อมรับมือเมื่อบุคคลเหล่านั้นเดินทางไปยังพื้นที่แห่งนั้นคงต้องกระทํากันอย่างเต็มที่ จึงมีการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างดี

อีกทั้งบุคคลระดับสูงหรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงเหล่านั้นก็ไม่ได้ประจําหรือใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นั้นเป็นเวลานานๆติดต่อกัน จึงไม่น่าจะมีความเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายอย่างเช่นเจ้าหน้าที่ประจําที่ต้องทํางานอยู่ในที่นั้นเป็นปีๆ ซึ่งบางคนต้องทํางานอยู่ในนั้นเป็น 10 ปีเลยทีเดียว อันตรายจากสารพิษหรือกัมมันตรังสีสะสมจึงมากเป็นทวีคูณ

อย่างไรก็ดี เรื่องราวเหล่านี้ถือเป็นเพียงข้อสันนิษฐานหรือทฤษฎีที่มีการพูดและวิพากษ์วิจารณ์กันไปเท่านั้น ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดสามารถที่จะหาหลักฐานชัดเจนมายืนยันได้ว่าแอเรีย 51 แห่งนี้มีปฏิบัติการตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับการเปิดเผยและเป็นที่ ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นภารกิจที่เกิดขึ้นจริงในสถานที่แห่งนั้นก็คือการทดสอบอากาศยานที่ต้องปกปิดไว้อย่างเป็นความลับเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆนั้นทางการก็ยังคงปฏิเสธว่าไม่มีภารกิจเช่นนั้นเกิดขึ้นในแอเรีย 51 อย่างแน่นอน

แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องเร้นลับอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วทั้งโลก และมีคนพยายามจะสืบค้นความจริงของสถานที่แห่งนั้นออกมาเปิดเผยกันอยู่ทุกยุคทุกสมัยที่จนทุกวันนี้แม้จะมีผู้สามารถขุดคุ้ยข้อมูลที่น่าเชื่อถือออกมาเสนอเพิ่มเติมเรื่อยๆอย่างไร ก็ยังมีแต่ความเงียบจากผู้เกี่ยวข้องอยู่ดี ทําให้สถานที่แห่งนี้ยังคงนับเป็นสถานที่อันเร้นลับที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตลอดมา

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet