Area 51 ฐานปฏิบัติการลับสุดยอดกลางทะเลทรายในสหรัฐอเมริกา

 

กล่าวถึงสถานที่เร้นลับซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดแห่งหนึ่งว่าอาจเป็นสถานที่ที่ใช้เก็บซ่อนจานบินของมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกเอาไว้ก็คือสถานที่ที่เรียกว่า “พื้นที่ที่ 51” หรือ “แอเรีย 51 (Area 51)” ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทรายของรัฐเนวาดา บริเวณใกล้กับสถานที่ที่เรียกว่ากรูมเลค (Groom Lake) หรือ ทะเลสาบแห้ง ทะเลทรายเกลือผืนใหญ่ ซึ่งบริเวณนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่สําหรับทดลองระเบิดนิวเคลียร์มาตั้งแต่ช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

สงครามเย็นระหว่างอเมริกาและรัสเซีย

สงครามเย็นระหว่างอเมริกาและรัสเซีย

นับจากภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลง ได้เกิดการแบ่งสรรอํานาจและอิทธิพลเหนือโลกในช่วงหลังสงครามครั้งนั้น นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเทศรัสเซียก็ยังผงาดขึ้นมาทรงอิทธิพลเป็นประเทศมหาอํานาจเหนือชาติใดๆในยุโรปในทันที ซึ่งแม้กระทั่งอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นมหาอํานาจเดิมก่อนเกิดสงครามโลกครั้งนั้นก็ยังไม่อาจต่อกรได้ เนื่องจากต่างได้รับบาดเจ็บจากพิษของสงครามครั้งนั้นกันไปอย่างถ้วนทั่ว และต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะฟื้นฟูประเทศให้กลับมาเข้มแข็งดังเดิมได้

ส่วนสหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทสูงมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และยิ่งมีบทบาทสําคัญขึ้นอีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหวังจะได้ขึ้นมาเป็นมหาอํานาจหนึ่งเดียวในช่วงหลังสงคราม ภายหลังจากประสบความสําเร็จในการประดิษฐ์ระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกและนําไปทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิจนราบเป็นหน้ากลองไปทั้ง 2 เมือง ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทําให้สงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องยุติลง ต้องเสียดายโอกาสนี้ที่ความหวังหลุดมือไปเมื่อรัสเซียสามารถจะผงาดขึ้นมาเป็นคู่แข่งอันทัดเทียมกันได้เช่นนี้ จึงทําให้สหรัฐอเมริกาต้องคอยระแวงรัสเซียว่าจะก้าวเดินนําหน้าตนไปหรือไม่ โดยเฉพาะศักยภาพในด้านการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ และก็รวมไปถึงเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์ด้วย

ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สหรัฐอเมริกาเคยมองรัสเซียด้วยสายตาเชิงดูแคลนมาก่อน แม้รัสเซียจะเป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลหรือมีประวัติศาสตร์มายาวนานเพียงใด แต่กลับไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเท่าใดนัก ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นรัสเซียเกิดปัญหาการเมืองภายในมาโดยตลอด มีการแย่งชิงอํานาจจนเกิดการปฏิวัติและก่อจลาจล กระทั่งมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน ซึ่งก็ส่งผลให้รัสเซียต้องพ่ายแพ้ในการทําสงครามกับประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าอย่างเช่นญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1905 จนสร้างความอับอายในเวทีการเมืองโลกให้แก่รัสเซียเป็นอย่างมาก

สิ่งเหล่านี้จึงนําไปสู่การปฏิวัติเพื่อโค่นล้มระบอบกษัตริย์ลง และเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1917 ที่สหรัฐอเมริกามักดูแคลนว่าเป็นระบอบที่ล้าหลัง ซึ่งจะทําให้รัสเซียต้องตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอทางเศรษฐกิจในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน แต่ไม่เพียงเท่านั้น สหรัฐฯยังดูแคลนรัสเซียว่าแม้จะมีพื้นที่ที่มากมายมหาศาล แต่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในความกันดาร ประชาชนก็มีเป็นร้อยเผ่าพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองที่ไร้การศึกษา และครั้งหนึ่งสหรัฐอเมริกาก็ยังได้เคยให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่รัสเซียเพื่อจะนําไปใช้ทําสงครามยึดเขตแดนของประเทศเพื่อนบ้านมาก่อนอีกด้วย

อีกทั้งในช่วง 20 กว่าปีภายหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นคอมมิวนิสต์จนกระทั่งถึงช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นนั้น รัสเซียยังต้องพบกับความวุ่นวายจากการแย่งชิงอํานาจระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ด้วยกันเองกลุ่มต่างๆไม่สิ้นสุด สิ่งเหล่านี้ทําให้สหรัฐอเมริกาประมาทรัสเซียมาโดยตลอด จึงคาดไม่ถึงว่ารัสเซียจะมีความสามารถในการฉกฉวยโอกาสจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ พลิกเกมให้ตนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอํานาจอันดับหนึ่งของโลกเทียบเคียงกับสหรัฐอเมริกาได้

สาเหตุสําคัญที่ทําให้รัสเซียผงาดขึ้นมาเป็นมหาอํานาจในทันทีภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนั้นก็คือการที่รัสเซียสามารถช่วงชิงทรัพยากรบุคคลระดับมันสมอง ทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ และนักวิชาการจํานวนมากมาไว้ในฝ่ายตน โดยเฉพาะทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผู้คิดค้นขีปนาวุธ และอากาศยานต่างๆให้ฮิตเลอร์ (Hitler) ผู้นําเยอรมนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งนั้น ซึ่งรัสเซียชิงตัวมาได้ขณะที่บุกเข้าสู่เบอร์ลินเมืองหลวงของเยอรมนีได้ก่อนสหรัฐอเมริกาช่วงปลายสงคราม

กล่าวกันว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งรัสเซียชิงตัวตัดหน้าไปได้ก่อนกลุ่มนี้คือหัวกะทิที่ทําการค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยให้แก่ฮิตเลอร์ การได้ตัวนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นไปไว้ในมือ จึงทําให้รัสเซียก้าวกระโดดทางด้านเทคโนโลยีช่วงหลังสงครามโลกก้าวใหญ่ๆ จนสามารถจะนํามนุษย์ขึ้นสู่อวกาศได้สําเร็จก่อนสหรัฐฯ และปลุกให้เกิดการแข่งขันกันในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านอาวุธและอากาศยานไปจนถึงเทคโนโลยีด้านอวกาศอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างทั้งสองค่าย

และด้วยการแข่งขันกันอย่างรุนแรงของทั้งสองชาติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ไว้วางใจและคิดระแวงต่อกันอยู่ตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายจะไปถึงเส้นชัยได้ก่อน และมีความเป็นมหาอํานาจที่เหนือกว่าตน จึงเกิดยุคของการต่อสู้ห้ำหั่นกันที่เรียกว่า “สงครามเย็น (Cold War)” ขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้เกิดการเผชิญหน้ากันในทุกๆด้านระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้คิดแต่เพียงว่าอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งขันเท่านั้น แต่เป็นศัตรูที่ต้องทําลายให้เหลือเพียงที่ยืนของตนเพียงฝ่ายเดียว นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปจนถึงสิ้นสุดทศวรรษที่ 1980 ที่ค่ายคอมมิวนิสต์ใน รัสเซียสูญเสียอํานาจลงช่วงเวลานั้น

สหรัฐอเมริกานั้นเชื่อว่าตนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ครั้งที่สามาร เอาชนะสงครามกับอังกฤษในสงครามประกาศอิสรภาพจากอังกฤษที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1775 – 1783 นับตั้งแต่นั้นมาประเทศนี้ก็เริ่มวางรากฐานของประเทศเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนโดยหวังจะได้ขึ้นเป็น “จักรวรรดิโรมันใหม่” เลยทีเดียว นับตั้งแต่ระบบการเมืองไปจนถึงระบบกองทัพหรือแม้แต่แนวคิดต่างๆ ล้วนแล้วแต่ออกแบบมาเพื่อหวังที่จะสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ของตนขึ้นมาให้ทัดเทียมหรืออาจเหนือกว่าจักรวรรดิโรมันในอดีตเลยทีเดียว

กระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ซึ่งเยอรมนีก็คือแกนหลักของสงครามครั้งนั้นเช่นเดียวกัน เยอรมนีพยายามให้ประเทศในยุโรปทั้งหมดมาอยู่ใต้อํานาจตน ส่วนสหรัฐอเมริกาที่ไม่ได้อยู่ในทวีปยุโรปแต่อย่างใด แต่มีผลประโยชน์มากมายอยู่ในหลายๆประเทศของยุโรป หรือแม้แต่เยอรมนีเองก็ตามก็ถือเป็นคู่ค้าสําคัญของสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน

ในขณะที่ประเทศต่างๆกําลังขับเคี่ยวทําสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดอยู่นั้น สหรัฐอเมริกาก็กระโดดเข้าร่วมในสงครามโดยเลือกไปช่วยฝ่ายศัตรูของเยอรมนี การเข้าร่วมวงทําสงครามของสหรัฐฯในครั้งนั้นทําให้ฝ่ายเยอรมนีเริ่มเพลี่ยงพล้ำไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ประกาศยอมแพ้ จึงทําให้สหรัฐอเมริกาถูกมองว่าเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้าไปช่วยยุติศึกครั้งนั้น และก็เป็นที่มาของการให้เกียรติสหรัฐอเมริกาเป็นแกนหลักในการทําสนธิสัญญายุติสงครามที่พระราชวังแวร์ซายล์ส (Versailles Peace) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1919 อันนํามาซึ่ง “หลัก 14 ประการ (Fourteen Points)” ของ วูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น ซึ่งเปรียบเสมือนหลักหมุดของสนธิสัญญาแวร์ซายล์สครั้งนั้นที่ทุกฝ่ายยอมรับกันอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง จนถูกมองว่าสหรัฐอเมริกาเริ่มมีบทบาทเป็นเจ้าโลกมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งนั้นแล้ว

เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มหวาดระแวงว่าตนจะต้องสูญเสียบทบาทในการชี้นําทิศทางโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาที่ทําให้ยุคของสงครามเย็นเริ่มถูกจุดขึ้นมานั้น แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ประธานาธิบดีสหรัฐฯช่วงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมุ่งหน้าปรับปรุง ระบบความมั่นคงของประเทศขึ้นใหม่ในทุกๆด้านเพื่อการเตรียมพร้อมรับศึกใหญ่ ซึ่งส่วนสําคัญส่วนหนึ่งของระบบความมั่นคงใหม่ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาในเวลานั้นก็คือ “หน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติ” เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสําคัญทางด้านข้อมูลข่าวสารที่สามารถนําไปสู่การรู้ทันศัตรูและเข้าใจตัว เอง อันถือเป็นส่วนสําคัญของยุทธศาสตร์ที่สามารถนําชัยชนะมาสู่ตนได้ในทุกๆสงคราม

ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีทรูแมน จึงออกคําสั่งให้จัดตั้งหน่วยงานด้านข่าวกรองเพื่อความมั่นคงขึ้น 2 หน่วยงานในปี ค.ศ. 1947 เพื่อรับผิดชอบงานด้านการข่าวและจัดทําแผนปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะก็คือ สํานักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency) หรือ เอ็นเอสเอ (NSA) และ สํานักงานข่าวกรองกลาง (CentraIntelligence Agency) หรือ ซีไอเอ (CIA) นับแต่นั้นมาหน่วยงานทั้งสองนี้ก็เป็นเสมือนกับปีกซ้ายและขวาที่ถือเป็นกลไกสําคัญให้กับระบบ ความมั่นคงของประเทศ โดยรับผิดชอบทั้งด้านป้องกันการจารกรรม และในทางกลับกันก็เป็นฝ่ายจารกรรมข้อมูลจากศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย และสร้างแผนปฏิบัติการพิเศษต่างๆเพื่อฉกฉวยโอกาสให้ตนเป็นฝ่ายเหนือกว่า

ซึ่งก็ไม่ได้มีเพียงฝ่ายสหรัฐฯเท่านั้นที่มีหน่วยข่าวกรองแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัสเซียหรือแม้ประเทศอื่นๆที่คิดว่าตนมีศัตรูและอยู่ในสงครามการต่อสู้ซึ่งไม่ต้องการให้เป็นรองใคร ก็ล้วนแต่มีหน่วยข่าวกรองหรือหน่วยงานความมั่นคงแบบนี้เหมือนกันทั้งสิ้น เพราะสงครามในโลกยุคปัจจุบันนี้ไม่ได้ ต่อสู้กันด้วยอาวุธแบบซึ่งๆหน้ากันอีกต่อไป แต่ต่อสู้กันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถทําให้ตนยืนอยู่ในจุดซึ่งมีความเป็นต่อทั้งสิ้น และคู่ที่ต่อสู้กันอย่างพอฟัดพอเหวี่ยงกันมาตลอดหลายสิบปีในช่วงสงครามเย็นนี้ก็คือคู่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียนั่นเอง

Area 51 ฐานปฏิบัติการลับสุดยอดกลางทะเลทรายในสหรัฐอเมริกา

Area 51 ฐานปฏิบัติการลับสุดยอดกลางทะเลทรายในสหรัฐอเมริกา

เมื่อสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานข่าวกรองคอยหาโอกาสฉกฉวยความเป็นต่อให้แก่ฝ่ายตน ทางฝ่ายรัสเซียก็มีหน่วยงานเคจีบี (KGB) ซึ่งเป็นชื่อ ย่อในภาษารัสเซียที่มีความหมายว่า คณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ ที่ทํางานในลักษณะเดียวกันคือคอยสืบเสาะหาข่าว เพื่อสร้างโอกาสความเป็นต่อให้แก่ฝ่ายตน ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่เกิดสงครามเย็นขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงอาศัยหน่วยงานข่าวกรองดังกล่าวคอยห้ำหั่นกันชนิดที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครกล้าจะกะพริบตา เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะมาล้วงเอาความลับหรือข้อมูลของตนไป

และผลพวงของการช่วงชิงโอกาสระหว่างกันเช่นนี้ก็พลอยทําให้เกิดเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยใหม่ๆขึ้นเพื่อนํามาใช้จารกรรม หรือแสวงหาข้อมูลข่าวสารให้ลึกล้ำกว่ากัน จึงต้องมีการคิดค้นอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมไปถึงอาวุธยุทโธปกรณ์จํานวนมากเพื่อนํามาใช้ในการล้วงความลับที่เก็บซ่อนของแต่ละฝ่ายให้สะดวกยิ่งขึ้น จึงไม่เพียงแต่ทําสงครามกันทั้งการสู้รบหรือจารกรรมข้อมูลข่าวสารกันเท่านั้น แต่ยังเป็นสงครามแย่งชิงความเป็นเจ้าเทคโนโลยีอีกด้วย จึงต้องมีการทุ่มงบประมาณกันอย่างมหาศาลเพื่อการนี้โดยเฉพาะในแบบที่ไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะต้องล้มละลายกันเลยทีเดียว จนงบประมาณด้านนี้ยังใช้ไปมากกว่างบประมาณในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆหลายเท่าตัวเสียอีก

โดยเฉพาะงบประมาณด้านสังคม การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่จําเป็นกว่านั้นกลับพบว่า งบประมาณทั้ง 3 ด้านนี้รวมกันแล้วยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณในด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศเสียอีกด้วย และสิ่งหนึ่งที่สามารถนํามาเป็นตัวอย่างได้ชัดเจนของการทุ่มงบประมาณชนิดไม่อั้นให้กับภารกิจในด้านการข่าวของหน่วยงานความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือรัสเซียก็ตามก็คือยานจารกรรม และดาวเทียมจารกรรม

ทั้งสองประเทศมีการทุ่มเททั้งกําลังทรัพย์และความคิดให้กับการประดิษฐ์อุปกรณ์จารกรรมต่างๆจนนับไม่ถ้วนในแต่ละปี โดยเฉพาะในด้านยานจารกรรมและดาวเทียมจารกรรมนั้น มีการคิดค้นกันออกมาเรื่อยๆเพื่อให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลาไม่รู้จักหยุดหย่อน ทั้งที่สําเร็จบ้างหรือบ้างก็ล้มเลิกโครงการไปก็มีอยู่มากมาย ซึ่งชนิดและเทคโนโลยีของยานจารกรรมต่างๆที่แต่ละฝ่ายคิดขึ้นมานั้นก็ยังต้องมีการปกปิดเป็นความลับด้วยเช่นกัน สําหรับทางฝ่ายรัสเซียนั้นมีสถานที่ที่ใช้สําหรับทดสอบยานจารกรรมหรือขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์อยู่หลายแห่งในยุคสงครามเย็น ทั้งไซบีเรียและหมู่เกาะทางตอนเหนือตามเมืองชายแดนต่างๆ หรือตามประเทศซึ่งเคยอยู่ในกลุ่มสหภาพโซเวียตภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย ที่ปัจจุบันแตกออกไปเป็นประเทศอิสระแล้ว เช่น คาซัคสถาน เป็นต้น

ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นก็มีอยู่หลายสถานที่เช่นกัน แต่ก็มีสถานที่แห่งหนึ่งที่มักถูกกล่าวถึงอย่างมากก็คือ แอเรีย 51 นั่นเอง แอเรีย 51 ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณพื้นที่ที่ใช้ในการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเริ่มทําการทดสอบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 เป็นต้นมา ในช่วงแรกๆนั้นการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ยังไม่เป็นที่ปกปิดแต่อย่างใด เพราะในเวลานั้นยังไม่มีสนธิสัญญาการจํากัดอาวุธนิวเคลียร์หรือการต่อต้านอาวุธ นิวเคลียร์ใดๆเกิดขึ้นมากนัก และทางกองทัพสหรัฐฯก็ยังให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปสังเกตการณ์การทดลองดังกล่าวและให้เสนอข่าวอย่างเปิดเผยอีกด้วย

แต่ต่อมาภายหลังสถานที่แห่งนี้กลับขึ้นมาเป็นที่สนใจและพูดถึงกันอย่างมาก ก็เพราะมีการเข้าไปปรับพื้นที่บริเวณดังกล่าวใช้เป็นสถานที่สําหรับทดสอบยานจารกรรมซึ่งต้องปกปิดเป็นความลับ โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯร่วมกับหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐฯหรือซีไอเอ นับแต่นั้นมาพื้นที่แห่งนี้จึงถูกลบออกจากพิกัดในแผนที่อย่างเป็นทางการ และถือเป็นสถานที่ลับสุดยอดซึ่งไม่มีการตั้งชื่อไว้แต่อย่างใด เพียงรู้กันในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า แอเรีย 51 เท่านั้น ตามชื่อการตัดแบ่งซอยพื้นที่ในบริเวณนั้นออกเป็นส่วนๆ และถือเป็นเขตหวงห้ามทางทหารที่มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด

นับแต่นั้นมา แอเรีย 51 ก็กลายเป็นสถานที่อันเร้นลับที่คนทั่วไปซึ่งไม่มีกิจธุระใดๆกับสถานที่แห่งนี้ ไม่อาจที่จะล่วงล้ำเข้าไปได้อย่างเด็ดขาด และด้วยการที่เป็นสถานปิดลับขั้นสุดยอดเช่นนี้เอง จึงเป็นสิ่งท้าทายความสงสัยของผู้คนที่ต้องการล่วงรู้ตลอดมาว่าภายในนั้นมีอะไร หรือทํากิจกรรมใดกันแน่ และยิ่งเมื่อสถานที่แห่งนี้ถูกสงสัยว่าใช้เป็นที่เก็บซากจานบินและมนุษย์ต่างดาว หรือการทดลองใดๆเกี่ยวกับชีวิตจากนอกโลก แอเรีย 51 แห่งนี้จึงยิ่งเป็นที่สนใจมากขึ้นไปอีก

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet