SIGN แผนปฏิบัติการลับร่วมระหว่างคณะกรรมการแมเจสติก 12 กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ

SIGN

นอกจาก ริชาร์ด โดตี จะได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องการปกปิดข้อมูลข่าวสารเรื่องยูเอฟโอและเอเลี่ยนของกองทัพอากาศแล้ว เขายังเปิดเผยเรื่องของแมเจสติค 12 ด้วย ซึ่งโดตีนี้เองที่เป็นผู้ยืนยันกับ ลินดา โมลตัน ฮาว ว่าแมเจสติค 12 เป็นเรื่องจริง แต่เขาไม่ได้รับรองเรื่องเอกสารที่ออกมาแพร่หลายฉบับนั้นแต่อย่างใด ซึ่งก็เคยมีคนสงสัยว่า ริชาร์ด โดตี เป็นผู้ที่ทําเอกสารชุดนั้นขึ้นหรือไม่ หรือเป็นผู้ที่ส่งฟิล์มไปให้ ไฮเม ชานเดรา ก็เป็นได้ แต่โดตีก็ปฏิเสธกับทางทีมผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิราจ เม็น ว่าเขาไม่ได้ทําเอกสารชุดนั้นขึ้นมาแต่อย่างใด และก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ปล่อยข่าวดังกล่าวนี้ออกมาด้วยเช่นกัน

แต่โดตีได้ยืนยันกับทีมงานว่าเขามีเอกสารของแมเจสติค 12 ชุดหนึ่งที่เป็นชุดจริง เป็นเอกสารเกี่ยวกับการผ่าชันสูตรศพของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งซึ่งคล้ายมนุษย์ที่มีตัวเล็กและผิวหนังสีเทา ซึ่ง ลินดา โมลตัน ฮาว ก็เป็นผู้ยืนยันเรื่องนี้ด้วยว่า ริชาร์ด โดตี ได้นําเอกสารดังกล่าวให้เธอดูด้วยเช่นกัน

Majestic 12

Majestic 12

ในเอกสารที่ถูกนํามาเปิดเผยถึงแผนปฏิบัติการ แมเจสติค 12 นี้ แม้จะมีการถกเถียงกันว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ แต่ในนั้นได้มีการระบุถึงรายนามของสมาชิกคณะกรรมาธิการในแผนปฏิบัติการดังกล่าวจํานวน 12 คน อันเป็นที่มาของตัวเลข 12 ในแผนปฏิบัติการนี้ซึ่งมีตัวตนจริง และล้วนเป็น บุคคลที่มีตําแหน่งสูงในรัฐบาลและเป็นบุคคลน่าเชื่อถือในสังคมทั้งสิ้น ที่ถึงแม้จะมีการพาดพิงถึง แต่บุคคลเหล่านี้ก็เงียบกริบ ไม่มีใครออกมาให้ความเห็นหรือปฏิเสธใดๆ รายนามของคณะกรรมการทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

ลอย เบิร์คเนอร์ (Lloyd Berkner)

นักธรณีฟิสิกส์และวิศวกรผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือวัดความหนาแน่นของอิเล็กตรอนในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (lonosphere)

เดตเลฟ บรองค์ (Detley Bronk)

นักวิทยาศาสตร์สาขาไบโอฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียง และยังดํารงตําแหน่งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮอพกินส์ (Johns Hopkins University) อีกด้วย

แวนเนวาร์ บุช (Vannevar Bush)

วิศวกรและนักประดิษฐ์ที่ดํารงตําแหน่งเป็นผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal)

รัฐมนตรีกลาโหมในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1947 ถึง ค.ศ. 1949 ในคณะรัฐบาลประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน

กอร์ดอน เกรย์ (Gordon Gray)

ผู้บัญชาการทหารบกระหว่างปี ค.ศ. 1949 ถึง ค.ศ. 1950 ในรัฐบาลทรูแมน และที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติในรัฐบาลไอเซนฮาวร์

รอสโก เอช. ฮิลเลนคอตเตอร์ (Roscoe H. Hilenkoetter)

ผู้อํานวยการหน่วยข่าวกรองของกองทัพเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และต่อมาเมื่อมีการตั้งสํานักข่าวกรองกลางหรือซีไอเอขึ้น จึงได้เข้าดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการซีไอเอคนแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 จนถึงปี ค.ศ. 1950

เจอโรม คลาร์ก ฮันเซเกอร์ (Jerome Clarke Hunsaker)

นักบินและวิศวกรด้านการบินซึ่งเป็นผู้บุกเบิกหน่วยงานสําหรับการค้นคว้าและวิจัยด้านการบินให้กับทางการสหรัฐฯเป็นรุ่นแรกๆ

โดนัลด์ เอช. เมนเซิล (Donald H. Menzel)

นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ผู้ค้นพบชั้นบรรยากาศบางๆซึ่งห่อหุ้มอยู่รอบดวงอาทิตย์เรียกว่า “โครโมสเฟียร์ (Chromosphere)”

โรเบิร์ต เอ็ม. มอนตากู (Robert M. Montague)

พลโทกองทัพบกสหรัฐฯ ผู้บัญชาการฐานยิงขีปนาวุธแซนเดีย (Sandia Missile Base) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองแอลบูเคอร์คี นิวเม็กซิโก ที่รับผิดชอบการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

ซิดนีย์ โซเออร์ (Sidney Souers)

พลเรือเอกแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านข่าวกรอง และมีตําแหน่งเป็นเลขานุการผู้อํานวยการสํานักงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือ เอ็นเอสเอ ระหว่างปี ค.ศ. 1947 ถึง ค.ศ. 1950

นาธาน เอฟ. ทวินนิ่ง Nathan E. Twining

พลอากาศโทแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯซึ่งเป็นอดีตเสืออากาศช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หนึ่งในกลุ่มนายทหารที่ได้รับคําสั่งจากเห็นตากอนให้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุในกรณีรอสเวลล์เมื่อปี ค.ศ. 1947

ฮอยต์ แวนเดนเบิร์ก (Hoyt Vandenberg)

รองเสนาธิการทหารอากาศและผู้อํานวยการหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐฯในปี ค.ศ. 1946 ถึงปี ค.ศ. 1947 ก่อนที่หน่วยงานนี้จะถูกรวมและกลายเป็นซีไอเอในปี ค.ศ. 1947

สําหรับเนื้อหาในเอกสาร แมเจสติค 12 ที่เป็นที่ถกเถียงกันนั้นเป็นรายงานการทํางานให้กับประธานาธิบดี ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ที่เพิ่งเข้ารับตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี ค.ศ. 1953 ทราบตามธรรมเนียม โดยมีสาระสําคัญทั่วๆไปแจ้งถึงเหตุการณ์ยานจากต่างดาวตกที่รอสเวลล์ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1947 ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยเริ่มจากวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1947 ซึ่งนักบินลาดตระเวนของกองทัพอากาศสังเกตเห็นอากาศยานชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายจานบินด้วยความเร็วสูงอยู่เหนือท้องฟ้าของวอชิงตัน ดีซี แล้วหายไปอย่างลึกลับ

กระทั่งในคืนวันที่ 4 กรกฎาคม จึงมีรายงานว่าได้พบยานในลักษณะเดียวกันปรากฏขึ้นอีก และตกลงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของรอสเวลล์ นิวเม็กซิโก กระทั่งวันที่ 7 กรกฎาคม ทางกองทัพอากาศจึงได้เริ่มปฏิบัติการเก็บกู้ซากและค้นหาซากที่กระจัดกระจายเหล่านั้น และมีการพบร่างของสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ มีรูปร่างเล็ก 4 ร่าง ซึ่งเชื่อว่ามากับยานแต่ดีดตัวออกก่อนที่ยานจะระเบิด ทั้ง 4 เสียชีวิตทั้งหมด แต่กว่าจะค้นพบร่างทั้งหมดได้นั้นต้องใช้เวลาถึง 1 สัปดาห์ ทําให้ศพสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 เน่าเปื่อยลงไปบ้างแล้ว บางส่วนก็ถูกสัตว์แทะและไหม้เกรียมจากเชื้อเพลิง

ระหว่างที่ยานระเบิด และมีการนําร่างเหล่านั้นทั้งหมดมาศึกษาโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนเศษซากยานที่พบทั้งหมดก็ถูกแยกเก็บไว้ตามสถานที่ที่ต่างกันหลายแห่ง จากนั้นจึงได้มีการให้ข้อมูลต่อประชาชน และสื่อมวลชนที่ทราบเหตุการณ์ในคืนนั้นด้วยข้อมูลปกปิดว่าเป็นบอลลูนตรวจสภาพอากาศ สําหรับภารกิจในการวิจัยลับนี้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยนายพลทวินนิ่ง และ ดร. บุช ซึ่งได้รับคําสั่งโดยตรงมาจากท่านประธานาธิบดี

จากการวิเคราะห์โดยทีมของ ดร. บรองค์ นั้น ร่างทั้ง 4 เป็น “สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่ไม่สามารถระบุลักษณะได้” ส่วนยานที่ตกพบว่าไม่น่าจะมีถิ่นกําเนิดจากโลกนี้ ซึ่งเริ่มแรกสันนิษฐานกันว่าเป็นไปได้มากว่าสิ่งนั้นจะมาจากดาวอังคาร แต่ ดร. เมนเซิล ให้ความคิดเห็นว่าน่าจะมาจากระบบสุริยะอื่นไกลออกไปมากกว่า และยังกล่าวถึงสิ่งต่างๆที่พบในซากยานด้วยว่าไม่สามารถจะระบุลักษณะได้ โดยพบสิ่งที่คล้ายกับตัวอักษรซึ่งไม่สามารถถอดรหัสได้ว่าเป็นภาษาอะไร รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในระบบการทํางานของยานหรือระบบขับเคลื่อนยานก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใช้เทคโนโลยีอะไร

ซึ่งนอกจากเหตุการณ์ที่รอสเวลล์ในปี ค.ศ. 1947 นี้แล้ว ยังมีการรายงานถึงเหตุการณ์ของยานลึกลับที่มีลักษณะคล้ายกับที่ตกในรอสเวลล์ตกลงสู่พื้นโลกในอีกเหตุการณ์หนึ่งด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1950 ระบุว่ายานลึกลับดังกล่าวพุ่งชนพื้นโลกด้วยความเร็วสูงตรงบริเวณแนวพรมแดนระหว่างรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกากับรัฐโคอาฮุยลาประเทศ เม็กซิโก

SIGN แผนปฏิบัติการลับร่วมระหว่างคณะกรรมการแมเจสติก 12 กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ

Majestic12

ในรายงานดังกล่าวยังบอกอีกด้วยว่าคณะกรรมการแมเจสติก 12 ได้ร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯเปิดแผนปฏิบัติการลับชื่อ “ไซน์ (SIGN)” เพื่อทําการศึกษาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและหลักฐานต่างๆที่พบทั้งหมดเพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร หากเป็นสิ่งที่มาจากต่างดาวจริงแล้ว ก็จะค้นหาด้วยว่าพวกเขามาเยือนโลกด้วยวัตถุประสงค์อะไร

จากข้อมูลต่างๆดังกล่าวนี้แม้จะไม่สามารถสรุปให้ชัดเจนลงไปได้ว่าคณะกรรมการแมเจสติค 12 มีจริงหรือไม่ และเอกสารรายงานเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการแมเจสติค 12 ที่นํามาเผยแพร่กันจนสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการนักค้นคว้าเรื่องยูเอฟโอและเอเลี่ยนไปทั่วนั้นจะเป็นเอกสารจริงหรือเอกสารปลอม แต่ก็คิดว่าผู้ที่มีความเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องนี้คงมีข้อมูลและเหตุผลอยู่ในใจเพียงพอว่าจะยืนอยู่ข้างฝ่ายไหน จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็คงต้องเป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล ซึ่งทุกคนก็ต้องมีเหตุผลส่วนตัวของ แต่ละคนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อเช่นกัน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet