Magestic 12 แผนปฏิบัติการลับยูเอฟโอ-เอเลียน

Majestic 12

กล่าวถึงเรื่องจานบินหรือ ยูเอฟโอ (UFO) กับเรื่องมนุษย์ต่างดาว หรือ เอเลียน (Alien) แล้ว ไม่ว่าจะมีการพูดถึงในโอกาสไหนๆก็ตาม ก็มักมีการพาดพิงไปถึงชื่อชื่อหนึ่งคือ “แมเจสติค 12 (Majestic 12)” อยู่เป็นประจํา แมเจสติค 12 เป็นชื่อของแผนปฏิบัติการลับขั้น “ลับสุดยอด” แผน หนึ่งของรัฐบาลสหรัฐฯ

โดยเชื่อกันว่าแผนปฏิบัติการลับนี้เป็นคําสั่งโดยตรงจากประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ที่ขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1953 และยังคงดําเนินการต่อมาจนถึงสมัยของ ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ซึ่งดํารงตําแน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯสืบต่อมานับตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1953 ถึง ค.ศ. 1961 กระทั่งถูกยกเลิกไปในสมัยของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ขึ้นรับตําแหน่งต่อจากไอเซนฮาวร์

เรื่องนี้ก็มีคนจํานวนมากเช่นกันที่ไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องที่กขึ้นเพื่อให้ความเชื่อเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาวฟังดูมีน้ำหนักขึ้นเท่านั้น โดยอาศัยบุคคลระดับประธานาธิบดีหรือคณะรัฐบาลเข้ามาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้เรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาวเป็นเรื่องที่น่าเชื่อมากขึ้น แต่ก็มีคนอีกเป็นจํานวนมากเช่นกันที่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องจริง ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีใครนําแผนปฏิบัติการลับนี้มาพูดหรือกล่าวอ้างถึงกันอย่างมากมายจนถึงทุกวันนี้

Magestic 12 แผนปฏิบัติการลับยูเอฟโอ-เอเลียน

Magestic 12 แผนปฏิบัติการลับยูเอฟโอ-เอเลียน

เรื่องของ แมเจสติค 12 นี้เริ่มเป็นประเด็นขึ้นมาตั้งแต่ประมาณช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา โดยผู้ซึ่งจุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นเป็นคนแรกก็คือ ไฮเม ชานเดรา (Jaime Shandera) โปรดิวเซอร์รายการทีวีรายการหนึ่งที่อ้างว่าเขาได้รับพัสดุชิ้นหนึ่งซึ่งไม่ระบุถึงแหล่งที่มา ภายในบรรจุม้วนฟิล์มขาวดําที่เมื่อนําไปล้างและอัดขยายภาพออกมาดูแล้ว มันเป็นภาพถ่ายของเอกสารชุดหนึ่งที่เปิดเผยถึงเรื่องการตั้งคณะทํางานเพื่อติดตามศึกษาเรื่องของจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่เรียกว่า แมเจสติค 12 ซึ่งผู้ที่สั่งการนั้นก็คือประธานาธิบดีทรูแมน

แต่หลังจาก ไฮเม ชานเดรา นําเอกสารชุดนี้ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะทราบแล้ว ทางเอฟบีไอ (FBI) หรือหน่วยสอบสวนกลางของสหรัฐฯก็ได้ออกมารับลูกนําเอกสารนี้ไปทําการตรวจสอบในทันทีเช่นกัน และหลังจากนําเข้าห้องแล็บของเอฟบีไอเพื่อพิสูจน์อย่างละเอียดแล้ว จึงมีการสรุปว่าเอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารปลอมที่ถูกทําขึ้นใหม่ ไม่ใช่เอกสารที่ทําขึ้นในยุคสมัยประธานาธิบดีทรูแมนหรือไอเซนฮาวร์อย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ไม่จบ และกลับยิ่งกลายเป็นเรื่องที่มีผู้สนใจและนําไปต่อขยายมากขึ้นอีกเรื่อยๆก็เพราะการที่เอฟบีไอเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

นี่เองที่ทําให้เรื่อง แมเจสติค 12 เป็นที่โด่งดังขึ้น และเชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะมีมูล ไม่เช่นนั้นหน่วยงานกลางอย่างเอฟบีไอคงไม่เสียเวลาลงมาเล่นเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการค้นหาที่มาที่ไปของเอกสารชุดนี้กันเป็นการใหญ่ จนในที่สุดก็นําไปสู่การสืบเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาวให้กลับมาเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางขึ้นมาอีก และเท่ากับเป็นการปลูกผู้คนให้หวนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองรอสเวลล์ (Roswell) รัฐนิวเม็กซิโกเมื่อปี ค.ศ. 1947 ครั้งนั้นตามที่เอกสารเกี่ยวกับ แมเจสติค 12 ชิ้นดังกล่าวพาดพิงถึงว่ามีการเก็บซากจานบินที่ตกและซากศพมนุษย์ต่างดาวจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเอาไว้ศึกษาจริง

จากการเปิดประเด็นเรื่อง แมเจสติค 12 ขึ้นโดย ไฮเม ชานเดรา นี้ก็ทําให้มีการถกเถียงกันขึ้นระหว่างฝ่ายที่เชื่อและไม่เชื่อเรื่องนี้ตลอดมา ซึ่งผู้ที่ทําให้ฝ่ายที่เชื่อในเอกสารชิ้นดังกล่าวว่าเป็นเอกสารจริงและทําให้เรื่องนี้ดูมีน้ำหนักขึ้นมากขึ้นคือ ลินดา โมลตัน ฮาว (Linda Moulton Howe) ซึ่งเป็นนักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนและนักสร้างภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัลเอ็มมี (Emmy Award) ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่สําหรับวงการทีวีมาแล้ว จากภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวกับจานบินและมนุษย์ต่างดาว ลินดา โมลตัน ฮาว ได้ออกมาสนับสนุนเรื่องของ แมเจสติค 12 อีกเสียงหนึ่งว่าปฏิบัติการดังกล่าวนี้เป็นเรื่องจริง

ส่วนฝ่ายที่ออกมาแก้และยืนยันว่าเรื่อง แมเจสติค 12 น่าจะเป็นเรื่องที่กุขึ้นซึ่งมีน้ำหนักพอๆกันก็คือ ฮาวเวิร์ด บลูม (Howard Blum) นักเขียนนักหนังสือพิมพ์ซึ่งมีผลงานลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และนิตยสารหลายฉบับ และได้รับรางวัลเอ็ดการ์ (Edgar Award) ที่มอบให้แก่นักเขียนเรื่องราวสืบสวนและเรื่องราวเร้นลับซึ่งเป็นหลักประกันที่เชื่อถือได้เช่นกัน ออกมาโต้แย้งเอกสารดังกล่าวว่าเป็นของปลอมอย่างแน่นอน โดยบลูมได้จับผิดเอกสารชุดนี้ตั้งแต่ชื่อปฏิบัติการที่ชื่อ แมเจสติค 12 นั้น ว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1980 นั่นเอง ไม่ได้มีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ที่ 1950 ตามที่อ้างอยู่ในเอกสาร

บลูม อ้างว่าเขาเคยได้ยิน บิลล์ มัวร์ (Bit Moore) ซึ่งเป็นนักล่าจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่มีชื่อเสียงอีกผู้หนึ่ง และเป็นผู้ที่ได้รับฟิล์มม้วนที่บรรจุข้อมูล “แมเจสติค 12” เช่นเดียวกันกล่าวไว้ในรายการทีวีรายการหนึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ถึงชื่อดังกล่าว โดยพูดถึงชื่อของหนังสือที่เขาคิดจะเขียนขึ้นมาในตอนนั้นว่าชื่อ แมจิค 12 (MAJIK 12) โดยไม่มีการอ้างถึง แมเจสติค 12 แต่อย่างใด จากจุดนี้เองหรือไม่ที่ทําให้ผู้คิดจัดทําเอกสารปลอมชิ้นดังกล่าวขึ้น จึงได้นําชื่อ แมจิค 12 ไปแปลงเป็น แมเจสติค 12 เขาจึงเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวถูกทําขึ้นในช่วงหลังจากปี ค.ศ. 1982 นี้เอง ไม่ได้เก่าแก่มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 แต่อย่างใด

ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่เอฟบีไอตรวจสอบพบด้วยเช่นกัน แต่ถึงจะมีการออกมาให้ข้อมูลทั้งสนับสนุนหรือคัดค้านเอกสารนี้ หรือแม้การมีอยู่จริงของแผนปฏิบัติการที่ว่านี้หรือไม่ก็ตาม จนทุกวันนี้ก็ยังคงมีทั้งกลุ่มที่เชื่อและไม่เชื่อในเรื่องนี้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะค้นคว้าหาข้อมูลหรือหลักฐานต่างๆที่มีน้ำหนักพอเพื่อจะนํามาใช้ในการยืนยันความเชื่อในฝ่ายของตนด้วยกันทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายอยู่ดี

Richard C. Doty

ในขณะที่มีการถกเถียงกันถึงเรื่องการมีอยู่จริงหรือไม่จริงของแผนปฏิบัติการ แมเจสติค 12 รวมถึงเอกสารที่นํามาเผยแพร่กันว่าเป็นเอกสารจริงหรือปลอมอยู่นี้ ข้อถกเถียงดังกล่าวนี้ไม่สําคัญอีกต่อไปเลย เมื่อบุคคลผู้หนึ่งชื่อ ริชาร์ด ซี. โดตี (Richard C. Doty) ซึ่งอ้างว่าเขามีสถานภาพเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษหรือ “สายลับ” ประจําหน่วยงานพิเศษของกองทัพอากาศ ที่มีชื่อหน่วยงานว่า “สํานักงานสืบสวนพิเศษกองทัพอากาศ (Air Force Office of Special Investigations)” หรือชื่อย่อคือ อโฟซี (AFOSI) ได้ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลมีการปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องจานบินและ มนุษย์ต่างดาวจริง ทั้งที่มีกฎหมายมอบอิสรภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของพลเมืองกําหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “รัฐมีหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลอย่างแจ่มชัดแก่พลเมืองโดยมิจึงปกปิด”

ริชาร์ด โดยี เปิดเผยเรื่องนี้ให้แก่ทีมผู้สร้างภาพยนตร์กลุ่มหนึ่งเพื่อนําไปสร้างภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการปกปิดอันบันลือโลกที่รอสเวลล์ในปี ค.ศ. 1947 ชื่อว่า “มิราจ เม็น (Mirage Men)” แปลว่า “มนุษย์ลวงตา” หรือ “คนลวงโลก” ที่ถูกทําออกมาเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2013 โดยี สารภาพว่าเขาเป็นสายลับระดับสูงคนหนึ่งของอโฟซี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นภายหลังกรณีอื้อฉาวที่รอสเวลล์ครั้งนั้น โดยก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1948 จุดประสงค์หลักในการก่อตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นก็เพื่อหาวิธีการปกปิดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับยูเอฟโอและเอเลียนโดยเฉพาะ

แต่ในทางเปิดเผยนั้นทราบกันว่าหน่วยงานนี้ถูกตั้งขึ้นสําหรับสืบสวนสอบสวนการก่ออาชญากรรมต่างๆขึ้นในกองทัพอากาศคล้ายกับหน่วยงานเอฟบีไอของรัฐบาลนั่นเอง แต่อันที่จริงแล้วการทํางานนั้นคล้ายกับซีไอเอมากกว่า เพราะงานส่วนใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับข้อมูลและข่าวกรองที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง และระบบงานต่างๆของหน่วยงานนี้ก็ลอกแบบจากซีไอเอเช่นกัน ริชาร์ด โดตี เล่าว่าเหตุการณ์วัตถุลึกลับที่ตกจากฟากฟ้านั้นเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว

และเมื่อมีการเก็บกู้ซากกันเสร็จสิ้นแล้ว รัฐบาลก็มักมอบหน้าที่ให้ซีไอเอจัดการปกปิดข้อมูลข่าวสารไม่ให้ประชาชนตื่นตกใจ โดยให้ซีไอเอทําอย่างไรก็ได้ให้ประชาชนเชื่อว่าสิ่งนั้นคืออุกกาบาต หรือเศษชิ้นส่วนอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่จานบินอย่างที่มักวิพากษ์วิจารณ์กันตกลงสู่พื้น แต่โดตีก็บอกว่าบางครั้งนั้นอาจเป็นอุกกาบาตจริง บางครั้งก็ไม่ใช่แต่เป็นจานบินอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กันนั่นเอง ซึ่งซีไอเอก็ใช้วิธีทําให้เรื่องทั้งหมด กลายเป็นความเข้าใจที่สับสนด้วยการปล่อยข้อมูลแย้งต่างๆออกไป หรือไม่ ก็ปล่อยข้อมูลลวงเพื่อทําให้มีการโต้เถียงกันไม่หยุดแต่หาข้อสรุปไม่ได้ และหน้าที่ของ ริชาร์ด โดตี ในหน่วยอโฟซีนั้นก็คือสิ่งที่ซีไอเอทํานั่นเอง แต่ก็มีแผนการที่แยบยลกว่า และมีวิธีการอันหลากหลายกว่าด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet