แผนปฏิบัติการแมเจสติค 12 (Operation Majestic-12)

แผนปฏิบัติการแมเจสติค 12 (Operation Majestic-12)

ตลอดวันที่ 9 กรกฎาคมนั้น ทางฝ่ายทหารยังคงมีความพยายามจะเก็บโกยซากและร่องรอยที่เหลือทั้งหมดในที่เกิดเหตุจานบินตกครั้งนั้นให้สะอาดหมดจด และจัดแต่งสถานที่ให้กลับคืนสภาพเดิมโดยเร็วให้คล้ายกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนเลย โดยมีการระดมกําลังเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศเป็นจํานวนมากมาช่วยกันทํา เพราะไม่ต้องการให้มีใครเข้าไปขุดคุ้ยเรื่องนี้กลับขึ้นมาใหม่อีก

การเคลียร์พื้นที่ครั้งนั้นดําเนินไปอีกราว 1-2 วัน จึงแล้วเสร็จ กระทั่งเมื่อภารกิจในการปรับสภาพพื้นที่ดังกล่าวลุล่วงลงแล้ว หากใครเข้าไปยังจุดที่เคยเป็นที่เกิดเหตุเมื่อคืนวันที่ 4 กรกฎาคมแล้ว ก็จะไม่สามารถบอกได้เลยว่าจุดใดเป็นจุดที่จานบินตก เพราะบริเวณนั้นทั้งหมดดูเรียบร้อยแทบมองไม่เห็นสิ่งผิดปกติแต่อย่างใดเลย

กระทั่งในอีกหลายวันต่อมา ในวันที่ 15 กรกฎาคม แม็ค บราเซิล จึงได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านด้วยสภาพอิดโรย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นทําท่าว่าจะจบลงไปด้วยดี ซึ่งทางการก็เริ่มเชื่อว่าแผนการปกปิดข่าวของตนเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้วในที่สุด ทุกคนก็จะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนหมดสิ้น แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ไม่เคยมีความลับใดที่สามารถปกปิดได้อย่างถาวร หลังจากที่ชาวรอสเวลล์หยุดพูด ถึงเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาวไปสักพักก็เริ่มมีผู้ฟื้นฝอยเรื่องนี้ขึ้นมาอีกจนได้

จะเป็นเพราะกระแสจากภายนอกหรือภายในเองที่ทําให้เรื่องนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะมีผู้คนต่างเมืองที่เดินทางไปยังรอสเวลล์และมักถามไถ่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะต้องการทราบความจริงจากปากคนรอสเวลล์เองก็เป็นได้ ในที่สุดเมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้กันบ่อยครั้งขึ้น เรื่องจานบินตกและศพมนุษย์ต่างดาวก็ถูกขุดขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วทั้งเมืองอีกจนได้ และผู้ที่มีผู้คนต้องการได้ยินจากปากของเขามากที่สุดนั้นเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก แม็ค บราเซิล บุคคลต้นเรื่องที่ประสบกับเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งที่สุด

หลังจากที่บราเซิลต้องทนอัดอั้นกับความข่มขื่นจากการถูกกระทําในระหว่างการควบคุมตัวตลอดหลายวันโดยทางฝ่ายทหาร โดยถูกกักตัวให้อยู่แต่ในบ้านพักทหารที่ท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์คล้ายอาชญากรทั้งที่เขาไม่ได้ทําอะไรผิดเลย ในที่สุดบราเซิลก็เปิดปากกับเพื่อนๆเป็นครั้งแรกว่าพวกทหารได้บังคับขู่เข็ญเขาด้วยวิธีการต่างๆนานาจนทําให้รู้สึกเครียด และอยากที่จะฆ่าตัวตายหนีไปให้พ้นอยู่หลายครั้ง

โดยที่พวกทหารต้องการให้บราเซิลร่วมมือกับพวกเขาเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาเก็บได้นั้นเป็นเพียงวัสดุจากบอลลูนตรวจสภาพอากาศเท่านั้น แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเห็นมากับตามัน ไม่ใช่วัสดุพื้นๆที่ถูกนํามาใช้ประกอบในการแถลงข่าวของทางฝ่ายทหาร ซึ่งบอกไม่ได้ว่ามันเป็นวัสดุอะไรเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน โดย แม็ค บราเซิล เชื่อว่าไม่ใช่ชิ้นเดียวกันกับที่ทางฝ่ายทหารนํามาใช้ในการแถลงและบันทึกเทป แล้วให้เขากับ แฟรงค์ จอยซ์ ยืนยันกันวันนั้นอย่างแน่นอน และทางทหารเองก็เอาแต่อ้างกับเขาว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ จึงต้องการให้เขาสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ

โดยแรกทีเดียวนั้นพวกเขาบอกว่าวัตถุบินลึกลับที่ตกนั้นอาจเป็นขีปนาวุธหรือยานจารกรรมของรัสเซียอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลานั้นสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียกําลังอยู่ในช่วงการเชือดเฉือนที่เข้มข้น เมื่อทางรัสเซียได้เร่งศึกษาและพัฒนาขีปนาวุธ วี-2 (V-2) ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่เยอรมนีเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาก่อนใคร (จรวดที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม นักวิทยาศาสตร์ที่เคยร่วมพัฒนาขีปนาวุธชนิดนี้ถูกรัสเซียชิงตัวไปไว้ในฝ่ายตนจนเกือบหมด และรัสเซียก็ให้นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นพัฒนาขีปนาวุธชนิดนี้ให้กับตนต่อไป)

และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเมื่อสหรัฐประสบความสําเร็จในการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์และนําไปทิ้งที่ฮิโรชิมากับนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น จนทําให้ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนั้นแล้ว นับแต่นั้นมาสหรัฐอเมริกาก็กลัวมากว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกรัสเซียจารกรรมไป จากทั้งสองสาเหตุนี้จึงทําให้สหรัฐอเมริกาเกิดความหวาดระแวงเป็นอย่างมาก จนต้องคอยเฝ้าระแวดระวังทั้งในเรื่องการจะถูกถล่มด้วยขีปนาวุธ รวมกระทั่งการถูกจารกรรมจากทางฝ่ายรัสเซียอีกด้วย

แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทําให้ฝ่ายรัฐและฝ่ายทหารต้องมีการปกปิดข่าวในเรื่องนี้ การนําเรื่องบอลลูนตรวจสภาพอากาศมาอ้างนั้นก็ดูจะเป็นการร้อนรนเกินไปจนไม่ทราบว่าจะนําอะไรมาอ้างให้สมเหตุสมผลหรืออย่างไร จึงยิ่งทําให้ไม่มีใครเชื่อถือข้อมูลของฝ่ายรัฐมากขึ้นไปอีก เนื่องจาก บอลลูนตรวจอากาศที่ถูกนํามาใช้อ้างนี้มีคนจํานวนมากที่เคยเห็น และทางทหารเองก็เคยนําเรื่องการปล่อยบอลลูนตรวจสภาพอากาศขึ้นไปลอยอยู่บนฟ้าออกตามสื่อต่างๆมาก่อนแล้ว ซึ่งลักษณะของมันก็ดูแตกต่างไปจากที่ประจักษ์พยานต่างๆเห็นในคืนนั้น และก่อนที่ฝ่ายทหารจะย้ายซากทั้งหมดออกไปจากพื้นที่ก็มีผู้ที่ลอบเข้าไปสังเกตการณ์อยู่จํานวนไม่น้อยเช่นกัน

อีกทั้งขนาดของบอลลูนก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก มันมีลักษณะคล้ายกับว่าวมากกว่า แต่ในจํานวนของประจักษ์พยานผู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่รอสเวลล์ครั้งนั้น ผู้ที่ให้ข้อมูลได้น่าเชื่อถือที่สุดนั้นเป็นบุตรชายของนาวาอากาศตรี เจสซีย์ มาร์เซิล ซีเนียร์ นายทหารที่ประจําการอยู่ที่ท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์ และเป็นผู้นําซากชิ้นส่วนของจานบินที่ตกอยู่ในไร่ของ แม็ค บราเซิล กลับไปที่ค่ายทหารเป็นคนแรก และก่อนที่เขาจะนําสิ่งเหล่านั้นไปส่งให้กับผู้บังคับบัญชา เขาได้นํามันกลับไปบ้านพัก และผู้ที่เห็นซากวัตถุเหล่านั้นด้วยก็คือบุตรชาย นาวาอากาศตรี มาร์เซิล ดร. เจสซี มาร์เซิล จูเนียร์ (Dr. Jesse Marcel Jr.) นั่นเอง

ดร. มาร์เซิล จูเนียร์ ได้ออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าวภายหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปหลายปี ขณะที่เขาจบการศึกษาและประกอบอาชีพแพทย์แล้ว ดร. มาร์เซิล จูเนียร์ กล่าวถึงซากชิ้นส่วนที่บิดาของเขานํากลับไปบ้านแล้วเปิดให้มารดาและตัวเขาดูในวันนั้นว่ามันไม่ใช่โลหะชนิดไหนๆที่เคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน ซึ่งเขาก็เชื่อตามที่บิดาบอกในตอนนั้นว่ามันมาจากจานบินที่ตก และไม่ใช่จานบินที่มาจากโลกใบนี้อย่างแน่นอนเช่นกัน โดยบิดายังบอกกับเขาอีกด้วยว่าเรื่องบอลลูนตรวจอากาศนั้นเป็นเรื่องที่นํามาปกปิดข่าวนี้นั่นเอง

ในบรรดาอดีตเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น และออกมาเปิดเผยว่ามีการปกปิดข่าวจานบินตกด้วยข้อมูลลวงเรื่องบอลลูนตรวจสภาพอากาศซึ่งทําให้ใครๆต้องฟังก็คือเรืออากาศโท วอลเตอร์ ฮอต ที่เป็นอดีตโฆษกทหารประจําท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์ผู้ทํากระสุนตกเป็นคนแรกครั้งนั้น ด้วยการเปิดเผยในการแถลงข่าวครั้งแรกว่าเป็นจานบินจากนอกโลก จนถูกหน่วยเหนือในเพนตากอนกล่าวตําหนิตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว ได้ออกมายืนยันอีกคนภายหลังเกษียณว่าวัตถุลึกลับซึ่งตกที่รอสเวลล์ในครั้งนั้นเป็นจานบินจากนอกโลกจริง และเขาก็ถูกบังคับให้ออกมาแก้ข่าวว่าเป็น บอลลูนตรวจสภาพอากาศตกจริงเช่นกัน โดยที่เรืออากาศโทฮอตยังกล่าวสําทับอีกด้วยว่า คนโง่ก็ยังทราบว่าบอลลูนตรวจอากาศมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่ตกลงที่รอสเวลล์ครั้งนั้นมันเป็นจานบินแน่นอน

ซึ่งฮอตก็ยังกล่าวต่อไปอีกว่าเรื่องนี้ใครๆในฝ่ายทหารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนั้นทราบดีว่ามันเป็นอะไร แต่พวกเขาก็พร้อมจะปิดบังความจริงตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับสูงเพียงเพราะคําพูดที่ว่ากลัวการแตกตื่นของผู้คน และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเขาก็ไม่ทราบว่าการปิดบังความจริงแบบนั้นไม่น่ากลัวยิ่งไปกว่าหรือ

แผนปฏิบัติการแมเจสติค 12 (Operation Majestic-12)

แผนปฏิบัติการแมเจสติค 12 (Operation Majestic-12)

ในปี ค.ศ. 1978 เรื่องจานบินตกที่รอสเวลล์ก็ได้กลับมาเป็นที่สนใจกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ชื่อว่า สแตนตัน ที. ฟรายด์แมน (Stanton T. Friedman) ซึ่งเป็นผู้ศึกษาเรื่องของ “ยูเอฟโอ (UFO)” หรือวัตถุบินที่ไม่สามารถกําหนดเอกลักษณ์ได้ในลําดับต้นๆคนหนึ่ง ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ในการสัมภาษณ์โดยสถานีวิทยุแห่งหนึ่งในเมืองบาตันรูจ รัฐลุยเซียนา ฟรายด์แมน เปิดเผยตัวละครออกมาชุดหนึ่งว่าเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการปกปิดข่าวสารของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอสเวลล์ปี ค.ศ. 1947 ครั้งนั้นอย่างแท้จริงก็คือกลุ่มที่เรียกว่า “แมเจสติค 12 (Majestic 12)” หรือเรียกสั้นๆว่า “เอ็มเจ 12 (MU 12)” กับอีกชื่อหนึ่งก็คือ “แมจิค 12 (Majic 12)” ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิเศษที่ตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดีสหรัฐในเวลานั้นคือ แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) เพื่อศึกษาเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาวโดยเฉพาะ

เรื่องนี้จึงได้ถูกนํามาถกเถียงกันอย่างแพร่หลายขึ้นอีกครั้ง กระทั่งในปี ค.ศ. 1984 ก็มีโปรดิวเซอร์รายการทีวีคนหนึ่งชื่อ ไฮเม ชานเดรา (Jaime Shandera) อ้างว่าเขาได้รับพัสดุชิ้นหนึ่งซึ่งภายในมีม้วนฟิล์มขาวดําบรรจุอยู่ โดยมีตราไปรษณีย์ประทับว่าถูกส่งมาจากที่แห่งหนึ่งในแอลบเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก แต่ก็ไม่ระบุที่อยู่ของผู้ส่ง เขาเชื่อว่าผู้ส่งคงต้องการให้เขานําข้อมูลที่บรรจุอยู่ในฟิล์มม้วนนั้นไปเปิดเผย เนื่องจากก่อนหน้านั้นชานเดราประกาศว่าจะสร้างภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ครั้งนั้น

เมื่อเขานํามันไปล้างและอัดรูปขึ้นมาดูก็พบว่าสิ่งที่อยู่ในฟิล์มเป็นภาพถ่ายของเอกสารจํานวน 8 หน้า ระบุวันที่ในเอกสารคือวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1952 ในเอกสารแผ่นแรกระบุว่าเป็นเรื่อง “ลับสุดยอด” รายงานถึงประธานาธิบดี ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) บิลล์ มัวร์ และ ไฮเม ชานเดรา ผู้เปิดเผยเรื่อง “แผนปฏิบัติการแมเจสติค 12” ส่วนในหน้าที่ 2 นั้นระบุถึงรายชื่อของคณะกรรมการจํานวน 12 คนที่ร่วมกันทําเอกสารชุดนี้ขึ้น ซึ่งมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ นายทหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง และในหน้าที่ 3 ก็คือหัวข้อเรื่องที่ระบุว่าเป็นรายงานเรื่อง “จานบินตกที่รอสเวลล์ นิวเม็กซิโก วันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1947”

และในหน้าถัดมานั้นก็คือจดหมายสั่งการจาก แฮร์รี เอส. ทรูแมน ประธานาธิบดีในช่วงที่เกิดเหตุการณ์รอสเวลล์ขึ้น และชื่อผู้รับคําสั่งคือรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal) โดยสั่งให้ ฟอร์เรสตอล ดําเนินการจัดตั้งคณะทํางาน “แผนปฏิบัติการแมเจสติค 12 (Operation Majestic-12)” ขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รอสเวลล์ คําสั่งนี้ลงวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1947 ในเอกสารยังระบุถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้บอกรายละเอียดของรูปร่าง และลักษณะทางเทคนิคของอากาศยานที่ตกลงมา โดยระบุว่ามีลักษณะซึ่งคล้ายกับจานบิน รวมถึงรายละเอียดทางกายภาพของศพสิ่งมีชีวิตซึ่งพบอยู่ ตรงบริเวณยานตกซึ่งไม่ใช่มนุษย์โลกอย่างแน่นอน โครงการแมเจสติค 12 หรือ เอ็มเจ 12 นี้ยังดําเนินต่อเนื่องมาถึงยุคของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ที่ขึ้นรับตําแหน่งต่อจากทรูแมน ในปี ค.ศ. 1952 อีกด้วย

สําหรับเรื่องของเอกสารคณะทํางาน เอ็มเจ 12 นี้ยังได้รับการยืนยันจากผู้ที่ได้รับเอกสารอีกผู้หนึ่งชื่อ บิลล์ มัวร์ (Bit Moore) นักค้นคว้าเรื่อง ยูเอฟโอ เช่นกัน บิลล์ มัวร์ ออกมาเปิดเผยว่าเขาก็ได้รับสําเนาของเอกสารชุดเดียวกันนี้ แต่ส่งมาจากประเทศนิวซีแลนด์โดยไม่ทราบแหล่งที่มาเช่นกัน และยังมี ทิม คูเปอร์ (Tim Cooper) นักขุดคุ้ยเรื่องยูเอฟโออีกผู้หนึ่งก็ได้รับเอกสารเกี่ยวกับปฏิบัติการเอ็มเจ 12 ด้วยเช่นกัน แต่ ทิม คูเปอร์ ให้ความเห็นว่า เอกสารที่ส่งถึงเขาส่วนใหญ่เป็นเอกสารปลอม มีอยู่เพียง 2 หน้าเท่านั้นที่เขาเชื่อว่าเป็นของจริง

คูเปอร์ยังบอกอีกด้วยว่าเขามีเอกสารอีกชุดหนึ่งเป็นเอกสาร ที่พลอากาศโท นาธาน ทวินนิ่ง (Nathan Twining) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเอ็มเจ 12 ส่งรายงานฉบับนั้นให้กับเพนตากอน เล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาเป็นหนึ่งในจํานวนนายทหารระดับสูงของกองทัพอากาศที่เดินทางไปยังที่เกิดเหตุจานบินตกในรอสเวลล์ด้วยตัวเอง ทวินนิ่งบันทึกลงในเอกสารชุดนั้นยืนยันว่า “รายงานเกี่ยวกับปรากฏการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ในวันนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ได้แต่งขึ้นหรือจินตนาการขึ้นเองแต่อย่างใด”

Roswell alien autopsy

เรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่รอสเวลล์กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1995 เมื่อมีผู้นําภาพการผ่าชันสูตรศพที่เชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวออกมาเผยโดย เรย์ ซานทิลลี (Ray Santii) นักสร้างภาพยนตร์ชาวอังกฤษ ซานทิลลีบอกว่าได้ภาพยนตร์นี้มาจากช่างภาพคนหนึ่งชื่อ แจ็ค บาร์เน็ตต์ (Jack Barnett) ผู้อ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากกองทัพอากาศให้ไปถ่ายทําภาพยนตร์ชุดนี้ บาร์เน็ตต์ เล่าให้ซานทิลลีฟังว่า การผ่าศพมนุษย์ต่างดาวชุดนี้ถ่ายทําจากห้องทดลองของโรงพยาบาลทหารอากาศที่ฐานทัพอากาศ ไรต์ ในเดย์ตัน โอไฮโอ ภายหลังจากเหตุการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์เพียง ไม่กี่วัน ซึ่งเขาก็เชื่อว่าเป็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่เสียชีวิตลงพร้อมกับจานบินลำที่ตกนั่นเอง

เพื่อความแน่ใจ ซานทิลลีได้ส่งฟิล์มภาพยนตร์ม้วนนั้นไปให้ทางบริษัทโกดัก (Kodak) เพื่อทําการตรวจสอบว่าเป็นฟิล์มที่ถูกนํามาตัดต่อหรือทําขึ้นภายหลังหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับคํายืนยันกลับมาว่าตัวเลขที่ระบุอยู่บนม้วนฟิล์มเป็นตัวเลขของฟิล์มที่ผลิตขึ้นในช่วงก่อนปี ค.ศ. 1950 จริง และไม่น่าจะมีการตัดต่อใดๆ เมื่อเขานําภาพยนตร์ดังกล่าวออกมาเผยแล้วก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเป็นภาพของศพมนุษย์ต่างดาวจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์หลายรายถึงกับออกมาต่อต้านว่าเป็นเพียงการจัดฉากที่ใครๆก็ทําได้โดยไม่ต้องใช้เทคนิคพิเศษอะไรมากมายนัก

ทําให้ซานทิลลีต้องส่งฟิล์มม้วนนั้นไปให้ผู้สันทัดกรณีในวงการถ่ายภาพพิสูจน์ดูอีกครั้ง และยังได้รับการยืนยันกลับมาอีกว่าเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทําโดยใช้เทคโนโลยีของกล้องถ่ายภาพเมื่อประมาณก่อนหน้าทศวรรษที่ 50-60 จริง อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงกันตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เชื่อและไม่เชื่อว่าจะเป็นการถ่ายทําในห้องทดลองกองทัพอากาศตามที่อ้างจริง แต่เนื่องจากมันเป็นหลักฐานเดียวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่มีมา ฟิล์มม้วนนี้จึงไม่อาจถูกมองข้าม และมักถูกนํามาใช้อ้างอิงอยู่เป็นประจําเมื่อมีการพูดถึงกรณีที่รอสเวลล์ในครั้งนั้น เพราะถ้าหากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง มันหมายถึงคํายืนยันเรื่องชีวิตจากนอกโลกก็มีจริงด้วยเช่นกัน

จนถึงทุกวันนี้ เรื่องจานบินตกที่รอสเวลล์ นิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ครั้งนั้น ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่อย่างไม่เคยตกยุคตกสมัยแต่อย่างใด ซึ่งก็มีผู้คนที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและคนที่ไม่เชื่อในแต่ละฝ่ายที่มีตัวเลขพอๆกัน แม้จะมีการปกปิดเรื่องนี้มาโดยตลอด และรัฐบาลสหรัฐฯโดยเฉพาะกองทัพ อากาศที่ถูกพาดพิงถึงอยู่ตลอดมาว่าเป็นผู้ที่รู้เรื่องนี้ดีแต่ไม่ยอมให้เปิดเผย ก็ยังคงปิดปากเรื่องนี้อย่างเงียบงันตลอดมา แม้เหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้วเป็นเวลามากกว่าครึ่งศตวรรษก็ตาม เรื่องนี้ก็ยังอยู่ในความสนใจตลอดมาเช่นกัน จึงมีทั้งสารคดี รายการทีวี หนังสือ หรือแม้แต่ภาพยนตร์ นําเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รอสเวลล์ในครั้งนั้นมาเสนออย่างต่อเนื่องไม่ขาดระยะเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้วเช่นกัน

ทุกวันนี้ก็ยังเชื่อกันว่าซากจานบินซึ่งตกลงที่เมืองรอสเวลล์ครั้งนั้น รวมถึงศพของมนุษย์ต่างดาวที่พบก็ยังถูกเก็บอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งในเขตรับผิดชอบของกองทัพอากาศสหรัฐฯนั่นเอง ซึ่งที่ที่ ถูกตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอดก็คือที่ “พื้นที่ที่ 51” หรือ “แอเรีย 51 (Area 51)” ในรัฐเนวาดา ซึ่งมักถูกเล่าลือว่าเป็นสถานที่อันเร้นลับแห่งหนึ่งตลอดมาเช่นกัน และถึงแม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะยังเป็นข้อถกเถียงกันตลอดมาว่า เป็นเหตุจานบินตกจริงหรือไม่อย่างไม่มีข้อยุติก็ตาม ที่รอสเวลล์ นิวเม็กซิโก ในทุกวันนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและทั่วทุกมุมโลกต่างเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อันโด่งดังครั้งนั้นอย่างไม่หยุดหย่อน

โดยเฉพาะจุดที่จานบินตกและไร่ของ แม็ค บราเซิล รวมถึงเมืองทั้งเมืองยังกลายเป็นเมืองที่บันทึกเรื่องราวของเหตุการณ์ในครั้งนั้นเอาไว้อยู่ทั่วทุกหนแห่ง นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถจะเข้าไปศึกษาหาประวัติและข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับจานบินและมนุษย์ต่างดาว รวมทั้งยังได้เห็นหลักฐานที่เป็นเศษซากจานบินตกบางชิ้นซึ่ง แม็ค บราเซิล เก็บรักษาไว้ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ยูเอฟโอ (UFO Museum) ที่เมืองรอสเวลล์แห่งนี้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้น หากมีโอกาสเดินทางไปยังเมืองนี้ตรงกับวันที่ชาวเมืองจัดงานเทศกาลยูเอฟโอประจําปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี เพื่อเป็นการรําลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น ก็จะได้เห็นชาวเมืองแต่งกายด้วยชุดหลากสีสันที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวแลดูแปลกตาไปทั่วทั้งเมือง และยังมีขบวนพาเหรดยูเอฟโอที่ละลานตาให้ชมไปพร้อมกันอีกด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet