เหตุการณ์จานบินตกที่เมืองรอสเวลล์ (Roswell) กับความพยายามปกปิดข่าวของรัฐบาล

เหตุการณ์จานบินตกที่เมืองรอสเวลล์ (Roswell) กับความพยายามปกปิดข่าวของภาครัฐ

กล่าวถึงเรื่องความน่าเชื่อถือนั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพียงสังคมระดับบ้าน ระดับประเทศ หรือระดับโลกก็ตาม ถ้าหากขาดความเชื่อถือซึ่งกันและกันแล้ว สังคมนั้นก็อาจเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นได้ ไม่ว่าสังคมไหนๆก็ตามจึงต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ลูกบ้านต้องเชื่อพ่อบ้าน ประชาชนเชื่อในผู้นําของตน หากสังคมใดมีความเชื่อใจกันสังคมนั้นก็จะเกิดสันติสุขขึ้นได้

แต่ด้วยความสําคัญของการเชื่อถือและเชื่อใจนี้เอง จึงมักมีการสร้างภาพสร้างมายากันขึ้นมาเพื่อให้ เกิดความน่าเชื่อถือแก่ตนที่จริงบ้างลวงบ้าง ซึ่งไม่ว่าใครก็มักต้องการให้ภาพบวกขึ้นกับตนเองด้วยกันทั้งสิ้น นับจากคนธรรมดาสามัญไปจนกระทั่งถึงระดับผู้นําประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีอํานาจปกครองประเทศนั้น หากรัฐบาลใดขาดความน่าเชื่อถือแล้ว ก็รอวันที่จะถูกประชาชนขับไล่ออกไปได้เลย ดังนั้นการสร้างภาพบวกให้เกิดขึ้นต่อมวลชนของตนจึงเป็นสิ่งสําคัญยิ่ง

แต่การสร้างภาพบวกให้อยู่ในสายตาของมวลชนโดยตลอดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคงไม่มีใครสามารถมีด้านบวกอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีด้านลบเลย เรื่องนี้จึงมักมีการจัดฉากกันขึ้นเพื่อเรียกศรัทธาจากมวลชนกันเป็นประจําไม่ว่าที่ไหนๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถึงกับต้องจ้างมืออาชีพที่มีความสามารถทางด้านนี้โดยเฉพาะมาเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นฝ่ายจัดฉากเพื่อให้ภาพออกมาดูดีและแนบเนียนกันเลยทีเดียวซึ่งก็ต้องใช้งบประมาณอันมหาศาล แต่เกือบร้อยทั้งร้อยนั้น ไม่ว่าจะพยายามจัดฉากสร้างภาพให้แนบเนียนอย่างไรก็มักต้องมีจุดบกพร่องให้คนเห็นจนจับได้อยู่ดี ถ้าหากเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องจริงหรือเกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์ใจ เพราะการโกหกนั้นถึงแม้จะโกหกเก่งขนาดไหนก็ไม่มีทางแนบเนียนเท่ากับความจริง

เรื่องที่กําลังจะเล่าต่อไปนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลของประเทศมหาอํานาจประเทศหนึ่งต้องการปกปิดข้อมูลความจริงบางอย่าง เนื่องจากเกรงว่าความจริงนั้นอาจจะสร้างความตื่นตระหนกให้แก่สังคมจนเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นได้ แต่ดูเหมือนยิ่งปิดก็จะยิ่งมีผู้คนออกเที่ยวค้นหาข้อมูลกันมากขึ้น และการปกปิดข้อมูลของฝ่ายรัฐก็ยังทํากันแบบฉาบฉวยจนชวนสงสัย ผู้คนจึงไม่มีความเชื่อถือข้อมูลที่ทางรัฐออกมาแถลงอีกต่อไป และยิ่งสืบค้นก็ยิ่งพบข้อพิรุธมากมายว่ารัฐอาจกําลังปกปิดอะไรที่ยิ่งใหญ่อยู่หรือไม่

นั่นคือเรื่องการมีอยู่จริงของ “มนุษย์ต่างดาว” และเชื่อว่าน่าจะมีการปกปิดเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้ว และสิ่งนี้ก็กลายเป็นเรื่องไฟลามทุ่งอีกเรื่องหนึ่งที่ประจานความน่าเชื่อถือในการให้ข้อมูลของทางฝ่ายรัฐจนทําให้เกิดภาพลบขึ้นมาอีกครั้งจนได้ แล้วยังนําไปสู่การสืบหาความจริงของเรื่องอื่นๆที่รัฐหุ่นจําลองมนุษย์ต่างดาวกับจานบินที่พิพิธภัณฑ์ยูเอฟโอในรอสเวลล์อาจปกปิดไว้อีกมากมายหลายเรื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวนี้นับเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวเยือนโลกซึ่งมีหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนที่สุดเป็นครั้งแรก จนสามารถโน้มน้าวให้ผู้ซึ่งยังคงสงสัยในเรื่องนี้อยู่เป็นจํานวนมากต่างหันมาปักใจเชื่อได้ว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นความจริง

จากที่เคยมีแต่ความคลุมเครือก็เริ่มมีความชัดเจนขึ้นก็จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เอง เหตุการณ์ที่กล่าวถึงก็คือเหตุการณ์ “จานบิน” ตกที่เมือง รอสเวลล์ (Roswell) ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1947 และรัฐบาลก็พยายามปกปิดเรื่องนี้ไม่ให้ประชาชนทราบ แต่จนทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ที่ทราบเรื่องนี้ก็ยังคงเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นจริง

เหตุการณ์จานบินตกที่เมืองรอสเวลล์ (Roswell)

เหตุการณ์จานบินตกที่เมืองรอสเวลล์ (Roswell)

รอสเวลล์ (Roswell) เป็นชื่อของเมืองแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในมลรัฐนิวเม็กซิโก ที่เป็นจุดเกิดเหตุของกรณีที่เชื่อว่าจานบินจากต่างดาวตกลงที่นี่เมื่อ 70 ปีมาแล้ว ซึ่งจุดตกนั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองรอสเวลล์ไป 121 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากหมู่บ้านโคโรนา (Corona) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมือง ลินคอล์น (Lincoln) รัฐนิวเม็กซิโกเช่นกัน 48 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1947 ซึ่งเป็นวันฉลองวันชาติของสหรัฐอเมริกาพอดี

ความร้อนอบอ้าวที่เกิดขึ้นเหนือท้องทุ่งบริเวณทุ่งโคโรนาตลอดทั้งวันได้ทําให้เกิดพายุฝนชัดกระหน่ำลงมาอย่างหนักในคืนนั้น พายุได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วสาดห่าฝนกระหน่ำลงใส่ทั่วทั้งอาณาบริเวณ เสียงท้องฟ้าแผดร้องคํารามปานเสียงระเบิดลูกแล้วลูกเล่าเหนือท้องทุ่งเบื้องล่างซึ่งเป็นทุ่งเลี้ยงแกะในฟาร์มของ แม็ค บราเซิล (Mac Brazel) แล้วก็มีเสียงระเบิดลูกหนึ่งดังกึกก้องแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงฟ้าร้องคํารามจนทําให้ทุกคนที่บ้านบราเซิลต่างตกใจ และเดินมาที่หน้าต่างเพื่อมองหาที่มาของเสียงประหลาดนั้น

พวกเขามั่นใจว่านั่นไม่ใช่เสียงของฟ้าร้องอย่างแน่นอน น่าจะเป็นเสียงของอะไรบางอย่างที่ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งพวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็นที่มาของเสียงได้ว่าระเบิดขึ้นตรงจุดใด ได้แต่เพียงสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ภายในพื้นที่ฟาร์มของพวกเขานั่นเอง เนื่องจากเสียงระเบิดนั้นฟังดูว่าไม่ไกลจากบ้านของพวกเขาเท่าใดนัก ซึ่งช่วงเวลาที่เกิดเสียงระเบิดขึ้นนั้นอยู่ในช่วงประมาณ 23.30 น. ของคืนวันที่ 4 กรกฎาคม ใกล้จะหมดวันพอดี

ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ขึ้น 3 วัน ในวันที่ 1 กรกฎาคม ได้มีข่าวการติดตามสัญญาณของวัตถุบินลึกลับที่ตรวจจับได้โดยเรดาร์ของท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์ (RoswellArmy Airfeld) ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นฐานทัพอากาศวอล์คเกอร์ (Walker Air Force Base) ตั้งอยู่ที่ อลาโมกอลโด (Alamogordo) ใกล้กับบริเวณที่เรียกว่า ไวต์ แซนด์ (White Sand) ซึ่งใช้เป็นฐานทดลองจรวดของกองทัพอากาศสหรัฐฯ โดยสัญญาณนั้นบอกว่าเป็นวัตถุบินชนิดหนึ่งที่สามารถบินผ่านท้องฟ้าของนิวเม็กซิโกได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เครื่องบินหรืออากาศยานชนิดใดในเวลานั้นสามารถทําได้ และในช่วงเวลานั้นก็ไม่มีการทดลองอากาศยานใดๆในแถบนั้นอีกด้วย

เมื่อทางศูนย์เรดาร์ได้แจ้งเรื่องนี้ให้กับทางเพนตากอน (Pentagon) หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯทราบแล้ว ในวันเดียวกันนั้นเองเพนตากอนจึงได้ส่งพันจ่าอากาศ โรเบิร์ต โธมัส (Robert Thomas) เดินทางมาที่รอสเวลล์ในทันทีเพื่อกรณีนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆจากกองทัพ จนกระทั่งถึงวันที่ 4 กรกฎาคม ที่มีเสียงระเบิดขึ้นเหนือไร่บราเซิลนั่นเอง ฝ่ายทหารจึงเริ่มออกมาแถลงข่าว แต่เป็นการแถลงข่าวซึ่งค้านกับประจักษ์พยานที่ได้ยินเสียงหรือมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ในคืนวันที่ แม็ค บราเซิล และครอบครัวได้ยินเสียงระเบิดเหนือทุ่งเลี้ยงสัตว์ของเขานั้น ยังมีกลุ่มนักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งซึ่งนําโดย ดร. เคอร์รี โฮลเดน (Dr. Curry Holden) ซึ่งกําลังทํางานอยู่ตรงบริเวณทิศตะวันตกของรอสเวลล์ประมาณ 65 กิโลเมตร บริเวณซึ่งเรียกว่าที่ราบซาน อกุสติน (San Agustin) อีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ในคืนนั้นด้วยเช่นกัน พวกเขามองเห็นวัตถุอย่างหนึ่งพุ่งผ่านท้องฟ้าแล้วตกลงสู่พื้นดินท่ามกลางพายุฝน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตกลงตรงบริเวณใด จึงได้ออกติดตามวัตถุนั้นไปตามทิศทางที่พวกเขาคํานวณไว้ โดยได้โทรศัพท์ไปรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้นายอําเภอของรอสเวลล์ชื่อ จอร์จ วิลคอกซ์ (George Wilcox) ทราบด้วย

ซึ่งนายอําเภอวิลคอกซ์ก็ออกคําสั่งให้หน่วยดับเพลิงของรอสเวลล์รีบรุดออกไปในทิศทางที่กลุ่มนักโบราณคดีบอกไว้ด้วยเช่นกัน กระทั่งกลุ่มนักดับเพลิงไปถึงจุดเกิดเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ แดน ดอว์เยอร์ (Dan Dwyer) หนึ่งในผู้ที่เข้าไปยังจุดเกิดเหตุก่อนใครก็รายงานกลับมาที่นายอําเภอวิลคอกซ์ แจ้งตําแหน่งที่พบวัตถุตกให้ทราบว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองรอสเวลล์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 56 กิโลเมตร

ต่อจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ตํารวจของรอสเวลล์ก็นํากําลังมาสมทบตรงจุดเกิดเหตุ กระทั่งถึง 5.30 น.ของวันที่ 5 กรกฎาคม ตอนฟ้าใกล้สว่างนั้น ทีมของเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศซึ่งนําโดยพันจ่าอากาศ โรเบิร์ต โธมัส จึงได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ แล้วใช้กําลังทหารเข้าขับไล่กลุ่มเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าไปยังพื้นที่ก่อนหน้านี้ทั้งหมดออกจากพื้นที่นั้นไปโดยอ้างเหตุเพื่อความมั่นคงของชาติ ทหารจะเป็นผู้เข้าไปเก็บกู้ซากวัตถุลึกลับนั้นเอง

สําหรับทางด้าน แม็ค บราเซิล นั้น ตลอดเช้าของวันที่ 5 กรกฎาคม เขาได้ออกสํารวจทั่วพื้นที่ไร่ของเขาเพื่อจะหาที่มาของเสียงปริศนาเมื่อคืนก่อน โดยชวนเด็กหนุ่มชื่อ วิลเลียม พร็อคเตอร์ (William Proctor) ซึ่งเป็นลูกของเพื่อนบ้านเจ้าของไร่พร็อคเตอร์ (Proctor) ที่อยู่ติดกันออกไปสํารวจด้วยกัน ทั้งสองขับรถไปตามพื้นที่ต่างๆจนกระทั่งพบกับเศษชิ้นส่วนบางอย่างที่เชื่อว่าน่าจะหลุดออกมาจากวัตถุลึกลับขณะที่ระเบิดอยู่เหนือไร่ของเขานั่นเอง เศษซากเหล่านั้นมีอยู่เป็นจํานวนมากตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

เมื่อเข้าไปตรวจสอบดูก็พบว่ามีลักษณะเป็นโลหะชนิดหนึ่งบางชิ้นมีลักษณะคล้ายแผ่นกระดาษฟอยล์บางชิ้นยังติดอยู่กับโครงซึ่งเป็นวัสดุคล้ายกับไม้บัลซาที่มีลักษณะเบา แต่ที่น่าแปลกก็คือมันมีสัญลักษณ์บางอย่างติดอยู่ตรงแผ่นโลหะบางชิ้นด้วย และบริเวณนั้นก็ยังพบร่องรอยการเผาไหม้ของกินเนื้อที่กว้างขวางมาก แต่ที่ทําให้บราเซิลแปลกใจมากยิ่งขึ้นก็คือฝูงแกะที่เขาเลี้ยงต่างแสดงอาการหวาดกลัวไม่กล้าเข้ามาใกล้บริเวณที่ถูกเผาไหม้ โดยไม่กล้าแม้แต่จะเดินอ้อมพื้นที่นั้นไปยังแหล่งน้ำที่พวกมันต้องลงไปกินทุกวันอีกด้วย

จนบราเซิลต้องนําแกะขึ้นบนรถบรรทุกไปส่งให้ถึงแหล่งน้ำด้วยตัวเอง ต่อจากนั้น แม็ค บราเซิล ก็รีบนําเรื่องของวัตถุลึกลับพร้อมกับเศษซากวัตถุบางชิ้นไปให้เพื่อนบ้านซึ่งก็คือพ่อแม่ของวิลเลียม พร็อคเตอร์ คือ ฟลอยด์ (Floyd) และ ลอเร็ตตา (Loretta Procter) ทราบเรื่องเพื่อช่วยกันยืนยันในสิ่งที่พบนี้ แต่หลังจากที่ทุกคนพยายามช่วยกันวิเคราะห์ว่าซากชิ้นส่วนเหล่านั้นเป็นอะไรแน่ก็ไม่อาจที่จะสรุปได้ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นโลหะชนิดนั้นมาก่อน และเมื่อทุบหรือตัดด้วยวิธีการใดๆก็ไม่สามารถที่จะทำได้ทั้งสิ้น

ในวันที่ 5 วันเดียวกัน จอห์น แม็คบอยล์ (John McBoyle) แห่งสถานีวิทยุเคเอสดับเบิลยูเอส (KSWS) ในรอสเวลล์ ก็รีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเพื่อหาข่าวเช่นกันเมื่อทราบจากเจ้าหน้าที่บางคนที่เดินทางกลับมาจากจุดเกิดเหตุ แต่พอมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุแล้วเขาก็เห็นว่ามีกลุ่มทหารกําลังเก็บกู้ซากวัตถุบางอย่างอยู่และไม่สามารถเข้าไปยังพื้นที่ได้ เขาจึงออกเดินสํารวจรอบๆบริเวณนั้นและจากการดูร่องรอยอยู่ห่างๆ เขาสันนิษฐานว่าวัตถุที่ตกนั้นน่าจะเป็นจานบินแม็คบอยล์ จึงได้รีบโทรศัพท์ไปหา ลีเดีย สเลปปีย์ (Lydia Steppy) ซึ่งประจําอยู่ที่สถานีแม่ข่ายในแอลบเคอร์คี (Albuquerque) ให้เสนอข่าวนี้ออกทางรายการด้วย

แต่ต่อมาแม็คบอยล์ก็ถูกทหารกันเขาออกจากพื้นที่ไป และหลังจากที่แม็คบอยล์ส่งข่าวให้แก่ลีเดีย สเลปปีย์แล้ว เธอก็พยายามที่จะกระจายข่าวนี้ออกไปยังลูกข่ายอื่นๆโดยใช้การส่งข่าวด้วยระบบเทเลไทป์ แต่ก็ถูกดักจับได้โดยเอฟบีไอ (FBI) ในดัลลัสเสียก่อนจึงถูกตัดสายสัญญาณทันที ส่วนทางด้าน แม็ค บราเซิล นั้นหลังจากนําตัวอย่างไปให้เพื่อนชาวไร่ข้างบ้านดูแล้ว เขาก็กลับไปบริเวณที่พบเศษซากของวัตถุลึกลับในไร่ของเขาอีกครั้งตอนเย็นวันเดียวกัน เพื่อจะเก็บรวบรวมซากที่เหลือไปซ่อนไว้ในยุ้งฉางของเขา

กระทั่งวันต่อมาในวันที่ 6 กรกฎาคม เขาจึงเดินทางเข้าเมืองเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้นายอําเภอ จอร์จ วิลคอกซ์ ทราบ โดยไม่รู้ว่านายอําเภอวิลคอกซ์ก็ทราบเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่นายอําเภอวิลคอกซ์ ก็พาบราเซิลไปหา แฟรงค์ จอยซ์ (Frank Joyce) ผู้ประกาศข่าวของสถานีวิทยุเคจีเอฟแอล (KGFL) สถานีวิทยุท้องถิ่นอีกสถานีหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้า แฟรงค์ จอยซ์ จะนําข่าวนี้ออกเสนอนั้น เขาได้แจ้งไปยังท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์ให้ทราบถึงสิ่งที่บราเซิลพบด้วยเช่นกัน จากนั้นข่าวนี้ก็ถูกแพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet