ปฏิบัติการปกปิดข่าวเหตุการณ์จานบินตกที่เมือง Roswell

ปฏิบัติการปกปิดข่าวเหตุการณ์จานบินตกที่เมือง Roswell

สําหรับข่าวเล่าลือเรื่องของซากมนุษย์ต่างดาวนั้น เรื่องนี้เปิดเผยขึ้นโดย เกลนน์ เดนนิส (Glenn Dennis) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลและจัดการด้านศพผู้เสียชีวิตให้กับสํานักจัดการงานศพบาลลาร์ด (Ballard Funeral Home) ประจําเมืองรอสเวลล์ เดนนิสบอกกับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารอากาศโทรศัพท์มาถึงเขาก่อนเที่ยงวันที่ 7 สั่งให้หาโลงศพขนาดเล็กเท่าๆกับขนาดของเด็ก โดยระบุว่าต้องเป็นโลงที่สามารถผนึกแน่นไม่ให้อากาศเข้าได้อย่างเด็ดขาดอีกด้วย

ปฏิบัติการปกปิดข่าวเหตุการณ์จานบินตกที่เมือง Roswell

ปฏิบัติการปกปิดข่าวเหตุการณ์จานบินตกที่เมือง Roswell

เกลนน์ เดนนิส ยังเล่าต่อไปอีกว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่โทรศัพท์มาหาเขายังสอบถามถึงวิธีการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยระหว่างต้องเคลื่อนศพเป็นระยะทางไกลๆเช่นกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่รายนั้นก็ยังขอคําแนะนําเรื่องการฉีดสารเคมีเพื่อรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยด้วยว่าจะมีผลข้างเคียงต่อศพด้วยหรือไม่ เขาจึงแนะนําไปว่าวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะไม่ให้เกิดผลข้างเคียงกับศพคือการแช่แข็งหรือบรรจุศพลงในน้ำแข็งจํานวนมากๆเพื่อรักษาสภาพความสดเอาไว้ และจะไม่ไปทําลายเลือดหรือเนื้อเยื่อ อื่นๆให้เสียหายอย่างเช่นสารเคมีฉีดศพ

หลังจากที่ เกลนน์ เดนนิส ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ทหารอากาศราว 1 ชั่วโมง เขาก็ได้รับการติดต่อให้ไปรับทหารอากาศนายหนึ่งซึ่งประสบอุบัติเหตุไปส่งโรงพยาบาลทหารอากาศรอสเวลล์อีกด้วย เนื่องจากสํานักงานของเดนนิสนั้นนอกจากจะรับผิดชอบด้านการจัดการศพแล้วยังเป็นหน่วยรถฉุกเฉินสําหรับรับส่งผู้ป่วยผู้ประสบอุบัติเหตุส่งโรงพยาบาลด้วยเช่นกัน และเมื่อเขาได้พาทหารอากาศที่ได้รับบาดเจ็บรายนั้นไปส่งถึงโรงพยาบาลทหารอากาศรอสเวลล์แล้วนี่เองที่เขาเกิดไปเห็นตรงท้ายรถบรรทุกของทหารคนหนึ่งซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆกับโรงพยาบาลโดยเปิดผ้าใบคลุมกระบะบรรทุกทิ้งเอาไว้

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่ามีอะไรในนั้น เพราะเวลานั้นข่าวเรื่องจานบินตกแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว เขาจึงต้องการทราบว่าพวกทหารเขาเก็บอะไรออกมาจากที่เกิดเหตุหรือไม่ เดนนิสได้แอบเข้าไปดูที่กระบะท้าย และเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในถุงที่ผนึกเอาไว้อย่างแน่นสนิท ไม่เพียงเท่านั้นที่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เขายังสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่กําลังนําร่างของสิ่งมีชีวิตบางอย่างซึ่งคล้ายมนุษย์ 3 ร่างเข้าไปในห้องฉุกเฉินอีกด้วย แต่พอจะเข้าไปดูใกล้ๆก็ถูกเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่บริเวณนั้นขับไล่ออกไป และยังข่มขู่เขาอีกด้วยว่าไม่ให้แพร่งพรายสิ่งที่เห็นนี้ให้ใครฟัง

หลังจากที่ เกลนน์ เดนนิส เดินเลี่ยงมาแล้ว เขาได้พบกับนางพยาบาลคนหนึ่งที่รู้จักกันดี เธอบอกกับเขาว่าให้รีบออกไปจากสถานที่แห่งนี้ไม่เช่นนั้นจะเดือดร้อน เพราะสถานการณ์ที่โรงพยาบาลเวลานั้นไม่ใช่สถานการณ์ปกติ จนกระทั่งเดนนิสได้พบกับนางพยาบาลคนดังกล่าวนี้อีกครั้งในภายหลัง เธอได้ให้รายละเอียดกับเขาว่ามีคณะแพทย์ชุดพิเศษซึ่งมาจากวอชิงตันเป็นผู้พิสูจน์ศพที่เขาเห็นในวันนั้น และศพที่ทําการผ่าพิสูจน์ก็ไม่ใช่ศพมนุษย์ แต่เป็นศพของมนุษย์ประหลาด 3 ศพ ที่เธอเชื่อว่าไม่ใช่ศพมนุษย์ในโลกนี้อย่างแน่นอน

พยาบาลคนนั้นยังได้วาดภาพอย่างคร่าวๆของสิ่งที่เธอเห็นออกมาให้ เกลนน์ เดนนิส ดูด้วย มันเป็นลักษณะใบหน้าของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่มีหัวกลมโตและมีเบ้าตาใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป มีตัวเล็ก และมีนิ้วข้างละสี่นิ้วเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่เดนนิสพบกับเธอครั้งนั้นแล้ว เขาก็ไม่ได้พบเห็นนางพยาบาลคนนั้นอีกเลย เนื่องจากเธอถูกคําสั่งย้ายออกจากพื้นที่ไปหลังจากวันนั้นเอง

เรื่องศพมนุษย์ต่างดาวที่ทหารนําออกไปจากที่เกิดเหตุจานบินตกในครั้งนั้น ก็ยังได้รับการยืนยันจากกลุ่มนักโบราณคดีของ ดร. เคอร์รี โฮลเดน ด้วยเช่นกัน เพราะทันทีที่นักโบราณคดีกลุ่มนี้เห็นการระเบิดเหนือท้องฟ้าในคืนนั้น พวกเขาพยายามออกติดตามไปจนพบตําแหน่งที่จานบินตกลงสู่พื้น แต่ก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งไปถึงก่อนแล้ว และเห็นรถบรรทุกหลายคันขับผ่านพวกเขาไป นักโบราณคดีกลุ่มนี้ยังบอกด้วยว่าพวกเขาสังเกตเห็นว่ารถบรรทุกคันหนึ่งมีสิ่งที่คล้ายกับสิ่งมีชีวิตบางอย่างถูกคลุมไว้ แต่ก็สามารถเห็นร่างที่โผล่ออกมาบางส่วนว่าไม่น่าจะเป็นร่างของมนุษย์

ส่วนคนขับรถบรรทุกคันดังกล่าวนั้นไม่ใช่ทหาร แต่เป็นพลเรือนชื่อ เมลวิน เอฟ บราวน์ (Melvin F. Brown) ซึ่งเป็นคนเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังในภายหลังว่าเขาได้รับว่าจ้างให้นํารถบรรทุกไปขนสิ่งของบางอย่าง แต่ถูกพวกทหารกําชับว่าห้ามเปิดดูสิ่งที่บรรทุกออกมาจากที่เกิดเหตุหรือแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครทราบเด็ดขาด แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเขาอีกเช่นกันที่ทําให้อดใจไม่ได้ แอบเข้าไปเปิดดูหลังจากที่ทหารลําเลียงสิ่งดังกล่าวใส่กระบะบรรทุกแล้ว และเห็นว่ามันเป็นร่างของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่คล้ายมนุษย์จริง แต่มีรูปร่างหน้าตาประหลาดมากแบบที่เขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน มันมีรูปร่างเล็ก ศีรษะใหญ่ และมีผิวสีซีดออกเหลืองๆส้มๆ

ศพของมนุษย์ต่างดาวดังกล่าวนี้ได้ถูกนําขึ้นเครื่องบินไปพร้อมกับเศษซากของจานบินทั้งหมด โดยถูกให้ส่งไปยังฐานทัพอากาศ ฟอร์ต เวิร์ต ที่แมรีแลนด์ในวันที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีการผ่าพิสูจน์ศพเหล่านั้นที่ฐานทัพอากาศ ฟอร์ต เวิร์ต แห่งนั้นเอง ก่อนที่จะส่งต่อไปยังฐานทัพอากาศ ไรต์ ในโอไฮโอ

หลังจากที่เศษซากจานบินและศพมนุษย์ต่างดาวทั้งหมดถูกนําออกจากรอสเวลล์แล้ว ทางกองทัพอากาศได้พยายามที่จะเช็ดล้างเหตุการณ์ไปให้หมดสิ้นจากรอสเวลล์ เพื่อปกปิดเรื่องดังกล่าวไม่ให้รั่วไหลออกไปได้มากกว่านี้ โดยเริ่มต้นจาก แม็ค บราเซิล ผู้พบเศษซากของจานบินในไร่ของเขา บราเซิล ถูกควบคุมตัวไปกักขังไว้ที่ท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์ในวันที่ 8 กรกฎาคม เพื่อทําการสอบสวนและชําระล้างสิ่งที่เขาเห็นออกไปจากความทรงจําให้หมด ด้วยการทําสัญญาจะไม่แพร่งพรายเรื่องที่เห็นออกไปให้ใครทราบอีก ซึ่งไม่มีใครทราบว่าบราเซิลได้รับสิ่งใดเป็นข้อแลกเปลี่ยนหรือไม่

จากนั้นก็มีความพยายามขอให้สถานีวิทยุและสื่อมวลชนต่างๆหยุดเสนอข่าวว่าวัตถุที่ตกลงที่รอสเวลล์ในคืนนั้นเป็นจานบิน แต่ให้ย้ำว่าเป็นบอลลูนตรวจอากาศตามที่กองทัพอากาศแถลงออกไป แต่ก็ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ได้ผล เพราะนับจากวันที่ 5 กรกฎาคมวันที่เริ่มมีการเสนอข่าวนี้เป็นครั้งแรก จนกระทั่งเหตุการณ์นั้นได้ผ่านไปเป็นเดือน แฟรงค์ จอยซ์ ผู้ดําเนินรายการของสถานีวิทยุเคจีเอฟแอล ยังคงตอกย้ำในรายการของเขามาโดยตลอดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่บอลลูนตรวจอากาศ แต่ต้องเป็นจานบินจากนอกโลกอย่างแน่นอน โดยยังพยายามหาข่าวในแง่มุมอื่นมาเสนออย่างต่อเนื่องอีกด้วย หรือแม้แต่ชาวเมืองรอสเวลล์คนอื่นๆก็ตาม หากมีคนต่างถิ่นเข้ามาที่รอสเวลล์ พวกเขาก็มักถูกชวนคุยเรื่องของจานบินตก และให้เล่าเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่พบเห็นกันอย่างไม่หยุดหย่อน

เมื่อกระบวนการปกปิดข่าวเห็นทีว่าอาจไม่ได้ผลแล้ว ทางกระทรวงกลาโหมก็หันไปขอแรงเอฟบีไอ และฝ่ายการเมืองในรัฐสภาสหรัฐฯมาช่วยในเรื่องนี้ โดยอ้างถึงความจําเป็นในด้านความมั่นคงว่าอาจส่งผลเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศได้หากไม่สามารถปกปิดข้อมูลเรื่องนี้ต่อสาธารณะได้ ซึ่งเวลานั้น เอฟบีไอ มี เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover) ดํารงตําแหน่งเป็นผู้อํานวยการอยู่ และฮูเวอร์ก็มักแสดงให้สังคมเห็นว่าเขาเป็นคนตรงไปตรงมาไม่เข้าใครออกใคร และเป็นผู้ที่เอาจริงเอาจังในเรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เมื่อกระทรวงกลาโหมนําเรื่องความมั่นคงนี้ขึ้นมาอ้าง ฮูเวอร์จึงไม่ปฏิเสธ การได้เอฟบีไอเข้ามาช่วยอีกแรงจึงทําให้การปกปิดข่าวเรื่องจานบินตกที่รอสเวลล์ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว เพราะเครือข่ายของ เอฟบีไอนั้นกว้างขวางและครอบคลุมอยู่ทั่วทั้งประเทศ ส่วนทางด้านฝ่ายการเมืองนั้น กระทรวงกลาโหมก็ได้ติดต่อไปยังสมาชิกสภาผู้แทนของรัฐนิวเม็กซิโก คลินตัน แอนเดอร์สัน (Clinton Anderson) และ เดนนิส ชาเวซ (Dennis Chavez) ให้ช่วยออกแรงกดดันไปที่สถานีวิทยุเคจีเอฟแอล ซึ่งก็ได้ผลเมื่อทั้งสองช่วยกันยกหูโทรศัพท์หว่านล้อม วอลต์ วิตมอร์ (Walt Whitmore) ผู้อํานวยการสถานีให้ถอดถอนรายการของ แฟรงค์ จอยซ์ ออกเสียเพื่อปิดปากเขาให้สนิท โดยข่มขู่ว่าทางสถานีอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้ถ้าหากยังคงดําเนินรายการอันมีผลกระทบต่อความ มั่นคงของรัฐต่อไป

ส่วนหนังสือพิมพ์รอสเวลล์ เดลี เร็คคอร์ด (Roswell Daily Record) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่รายงานความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างตรงไปตรงมาโดยตลอดเช่นกัน ก็ถูกเอฟบีไอ เข้าไปอายัดและตรวจสอบข่าวทุกชิ้นที่นําออกเสนอ แถมยังถูกข่มขู่อีกด้วยว่าให้เสนอข่าวเฉพาะที่เปิดเผยโดยทางการเท่านั้น หากยังคงเสนอข่าวสารอย่างเป็นเอกเทศที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ทางการแถลงแล้ว พวกเขาอาจจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีเจ้าหน้าที่คอยข่มขู่ชาวบ้านชาวเมืองทั่วทั้งรอสเวลล์ที่พูดคุยกันถึงเรื่องของจานบินและมนุษย์ต่างดาวให้เกิดความหวาดกลัวว่าอาจถูกควบคุมตัวไปปรับพฤติกรรมอย่างเช่นที่ แม็ค บราเซิล ถูกเชิญตัวไปจนทําให้เกิดความหวาดกลัวกันทั่วทั้งเมือง

แต่ความพยายามปกปิดข่าวของฝ่ายรัฐด้วยวิธีการข่มขู่เช่นนี้ แม้ว่าจะสามารถทําให้ใครต่อใครเกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดถึงเรื่องดังกล่าวในที่สาธารณะก็ตาม ก็ไม่อาจที่จะปิดกั้นการสื่อสารกันในทางลับของชาวเมืองรอสเวลล์ได้ อีกทั้งยังเป็นการเร่งเร้าให้ชาวบ้านชาวเมืองเกิดความอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นไปอีกเท่านั้น ทําให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐต้องการปกปิดอะไรจึงได้ร้อนตัวกันถึงขนาดนี้ และพฤติกรรมเช่นนี้ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการตอกย้ำความเชื่อของชาวบ้านไปในตัวด้วยว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่อเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาวนั้นเป็นความจริง

ในขณะที่ฝ่ายรัฐและฝ่ายทหารกําลังมุ่งปกปิดข่าวสารที่รอสเวลล์อยู่นั้น ข่าวต่างๆกลับรั่วออกไปถึงหูของสื่อมวลชนภายนอกแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม สํานักข่าวเอพี (AP) ไดรับข่าวนี้จากสื่อมวลชนของรอสเวลล์ที่ส่งข่าวออกไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ซึ่งทางเอพีก็นําข่าวที่ได้รับออกเสนอไป ทั่วทั้งสหรัฐฯตั้งแต่วันนั้นแล้วเช่นกัน จึงเท่ากับการปกปิดข่าวเรื่องจานบินตกที่รอสเวลล์ได้ล้มเหลวไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว และมีผู้คนจากทั่วประเทศเริ่มสอบถามเข้าไปที่เอพีเพื่อขอทราบรายละเอียดของข่าวอย่างไม่หยุดหย่อน

ส่วนทางด้านนายอําเภอวิลคอกซ์นั้นก็มีคําสั่งให้ยุติหน้าที่ในการสืบสวนหรือกระทําการใดๆที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องจานบินตกด้วยเช่นกัน และให้ถอนกําลังเจ้าหน้าที่ที่คอยเฝ้าดูที่เกิดเหตุอยู่ออกมาให้หมด โดยมอบให้ทางฝ่ายทหารเป็นผู้ควบคุมพื้นที่และสถานการณ์ทั้งหมดเอง และยังห้ามเจ้าหน้าที่คนใดพูดหรือให้ข้อมูลใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหารนั้น ทางด้านท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์ก็ได้รับคําสั่งจากฟอร์ตเวิร์ตให้ส่งนาวาอากาศตรี เจสซี มาร์เซิล ซีเนียร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางไปยังไร่ของ แม็ค บราเซิล และพบเห็นซากวัตถุของจานบินเป็นคนแรกให้ไปที่ไร่ของบราเซิลอีกครั้ง โดยนําช่างภาพและผู้สื่อข่าวไปด้วยเพื่อจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดและให้นําวัสดุชนิดหนึ่งที่คล้ายกับกระดาษฟอยล์ไปแถลงด้วย เพื่อยืนยันให้ชัดเจนว่าวัสดุที่เห็นนั้นเป็นบอลลูนตรวจอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐฯซึ่งพบในจุดเกิดเหตุที่ไร่ของบราเซิลจริง

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งผู้สื่อข่าวและช่างภาพที่ไปทําข่าวการแถลงของนาวาอากาศตรีมาร์เซิล ครั้งนั้น เป็นคนที่มาจากวารสารของกองทัพอากาศเอง ไม่มีผู้สื่อข่าวหรือช่างภาพท้องถิ่นแต่อย่างใด นอกจากนี้ทางฝ่ายรัฐยังให้สถานีวิทยุเคจีเอฟแอล กลับลําการนําเสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอีกด้วย โดยให้ปฏิเสธข่าวที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด

และเพื่อให้การปกปิดข่าวได้ผลมากขึ้น จึงมีการนําเทปคําสัมภาษณ์ของ แฟรงค์ จอยซ์ กับ แม็ค บราเซิล ซึ่งให้สัมภาษณ์ไว้ขณะถูกควบคุมตัวที่ท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์มาประกอบด้วย ซึ่งในเทปการให้สัมภาษณ์นี้ทั้ง จอยซ์ และ บราเซิล ต่างมีท่าทางที่เกร็ง และการให้สัมภาษณ์ก็คล้ายถูกเขียนบทให้อ่าน โดยที่คําให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นทั้งสองก็ให้สุ่มเสียงออกมาทํานองเดียวกับที่สถานี เคจีเอฟแอลเสนอข่าวแบบกลับลําในภายหลังจากถูกกดดันอีกด้วย โดยทั้ง จอยซ์ และ บราเซิล ได้ยอมรับว่าพวกเขาเข้าใจผิด และเพิ่งจะมาประจักษ์ในภายหลังว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงบอลลูนตรวจอากาศของกองทัพอากาศตกเท่านั้น ไม่มีจานบิน ไม่มีมนุษย์ต่างดาว แต่อย่างใด

ไม่เพียงเท่านั้น ในวันต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม แม็ค บราเซิล ยังถูกทหารนําตัวออกมาจัดแถลงข่าวในสถานที่แห่งหนึ่งในรอสเวลล์ต่อหน้าประชาชนชาวรอสเวลล์เพื่อให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นการถ่ายทอดสดที่ไม่มีการเตรียมการหรือจัดฉากใดๆไว้ก่อน โดยยืนยันกับประชาชนชาวรอสเวลล์อีก ครั้งว่าสิ่งที่เขานํามาเปิดเผยครั้งแรกนั้นเป็นความเข้าใจผิดของเขาเอง แต่ในวันนั้นทุกคนที่รู้จักกับ บราเซิล ต่างรู้สึกว่าเขาต้องมีอะไรอัดอั้นอยู่ภายในแน่นอน เพราะท่าทางของเขาดูหวาดกลัว ไม่กล้าสบตาใคร และขาดความเชื่อมั่น ใครๆที่รู้จักบราเซิลทราบดีว่าเขาเป็นคนซึ่งมีความมั่นใจในตัวเองสูงและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะบุตรชายของเขาเอง บิลล์ บราเซิล (Bill Brazel) ถึงกับบอกว่านั่นไม่ใช่คําพูดของพ่อเขาอย่างแน่นอน จะต้องมีอะไรบางอย่างทําให้เขายอมออกมาพูดแบบนั้น และภายหลังจากการแถลงข่าวเสร็จสิ้นลงแล้ว ทางด้านกองทัพอากาศก็ยังไม่ยอมปล่อยตัว แม็ค บราเซล กลับ พวกเขายังคงควบคุมตัวบราเซิลกลับไปที่ค่ายทหารในท่าอากาศยานทหารรอสเวลล์ต่อไป

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet